ส่องอาชญากรรมซ้ำโควิด จับจ้องคุกคามวิถีชีวิตใหม่

ข่าว

    ส่องอาชญากรรมซ้ำโควิด จับจ้องคุกคามวิถีชีวิตใหม่

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      25 มิ.ย. 2564 05:06 น.

      ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ระบาดยืดเยื้อยาวนานเข้าสู่ระลอก 3 กระทบต่อภาพรวมทางสังคมและเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้มักนำมาซึ่ง “ปัญหาอาชญากรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ที่เกิดขึ้นทั้งตามท้องถนน หรือบนโลกออนไลน์ เป็นเงาตามตัวเช่นกัน

      ปัจจัยหลักมาจาก “ปัญหาการตกงานขาดรายได้” ต่างกระสับกระส่ายกันทั่วทุกหัวระแหง ในบางคนต้องตกอยู่ในภาวะแทบ “ไม่มีอันจะกิน และหนี้สินเพิ่มพูน” แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อ “สภาวะเกิดความเครียดจนตรอก” ขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจก่ออาชญากรรมตามมาก็ได้

      แนวโน้มคดีอาชญากรรมยุคนี้ ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา บอกว่า นับแต่ประเทศไทยมีการระบาดโควิด-19 “อาชญากรรมบางประเภท” ลดลงเห็นได้ชัดเจน เช่น คดีประทุษร้ายหวังต่อทรัพย์ ลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์

      สาเหตุเพราะ “คนอยู่บ้านงดทำกิจกรรมภายนอก” ด้วยการทำงาน Work from Home จากที่บ้านกันเป็นหลัก ทั้งสถานศึกษาหลายแห่งก็ปรับการเรียนการสอนไปสู่ระบบออนไลน์ในการลดการระบาดของโรค สิ่งสำคัญ ปัจจุบันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น

      เช่น “กล้องวงจรปิด” ติดตั้งกระจายอยู่หลายจุด ฉะนั้น “คนร้ายหวังทำผิดทางด้านกายภาพคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ต้องถูกจับจ้องมองจากกล้องวงจรปิดอยู่เสมอ ทำให้มีความเสี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดีได้สูง

      แม้ว่า “คนร้าย” ที่ก่อเหตุคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นไปแล้วก็มักหนีไม่รอดได้นาน สุดท้ายก็มีจุดจบถูกตำรวจสืบสวนจากกล้องวงจรปิด สามารถติดตามจับกุมดำเนินคดีโดยที่ยังไม่ได้มีโอกาสใช้เงินก่อเหตุไปด้วยซ้ำ ทำให้คดีทางด้านกายภาพ คดีเกี่ยวกับทรัพย์ลดน้อยลงตามมา

      ทว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีมาใช้จับกุมเช่นนี้ “คนร้ายมืออาชีพ” มักปรับตัวไม่กระทำความผิดอันมีความเสี่ยงถูกจับแล้วหันมาก่อ “อาชญากรรมไร้ตัวตนไซเบอร์” โดยเฉพาะช่วงโรคระบาดที่วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนเป็นแบบ “นิวนอร์มอล” อยู่บ้าน Work from Home กันเยอะขึ้น เน้นใช้ชีวิต “ช็อปปิ้งออนไลน์” เป็นหลัก

      กลายเป็นโอกาสใน “การฉ้อโกง” ขายของออนไลน์โดยได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง หรือไม่ได้รับสินค้าเลยก็มี ทั้งเสี่ยงถูกหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันสารพัดวิธีด้วยการใช้อุบายให้เหยื่อส่งทรัพย์สินให้คนร้าย

      สิ่งสำคัญ การก่ออาชญากรรมผ่านระบบออนไลน์นี้มี “โอกาสถูกตามจับกุมได้ยากมาก” เพราะคนร้ายไม่ได้มีโอกาสเผชิญหน้า “เหยื่อโดยตรง” อันเป็นลักษณะการทำผิดข้ามพรมแดนผ่านอินเตอร์เน็ต

      ล่าสุด “ผู้ต้องขังคดีชิงทรัพย์” เพิ่งพ้นโทษออกมาก็ “สามารถก่อคดีหลอกลวงผ่านออนไลน์” สะท้อนว่าอาชญากรรมผ่านออนไลน์ “ไม่ได้มีเฉพาะคนร้ายหน้าใหม่” ที่ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากมาย แต่ในการก่อเหตุมีเพียง “การใช้มือถือสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ต” อยู่ในมือก็กระทำความผิดได้เช่นกัน

      ด้วยการใช้ทักษะความเก๋าประสบการณ์เคยก่อคดีหลอกลวงเอาทรัพย์ ผู้อื่นแบบเก่า นำมาปรับสอดรับเทคโนโลยีทันสมัยอย่างมีชั้นเชิง ก็สามารถหลอกลวงคนตกเป็นเหยื่อเสียเงินเสียทองหลายรายได้ด้วยซ้ำ

      เหตุนี้ไม่ควรประเมินความสามารถคนกลุ่มนี้ต่ำเกินไปเพราะอาชญากรหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมักมาจากผู้ก่อเหตุหน้าเก่าที่ไม่ได้หายไปไหน ทั้งผู้พ้นโทษจากเรือนจำกลับเข้าเรือนจำก็มีอยู่ยิ่งกว่านั้น “เศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน” จากผลกระทบโควิด-19 อาจเป็นปัจจัยบีบคั้นผลักดันให้ต้องก่อเหตุอาชญากรรมพื้นฐานแบบเดิม เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น และคดียาเสพติดซ้ำอีกก็ได้

      ด้วยเหตุที่ปัจจุบันนี้ “อาชญากรรมปรับรูปแบบใหม่” ในการก่อเหตุหวังเกี่ยวกับทรัพย์สินของเหยื่ออยู่ตลอด ดังนั้น “ตำรวจ” จำเป็นต้องปรับตัวรูปแบบการสืบสวนให้นำหน้า “คนร้าย” เพื่อรองรับยับยั้งเหตุร้าย

      ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ “อาชญากรรมไซเบอร์” ที่ยังขาดแคลนผู้ชำนาญการอยู่จำนวนมาก เพราะ “ผู้กระทำความอาชญากรรมไซเบอร์” มักมีความสามารถใช้เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าเจ้าหน้าที่ไปหลายก้าว และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการก่อเหตุหลบหนีการตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด

      เรื่องที่เป็นห่วงกังวล “การสอบสวนในระดับสถานีตำรวจภูธร” ที่ขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่มี “กระบวนการสืบสวนคดีค่อนข้างซับซ้อน” จากคนร้ายใช้เครือข่ายเทคโนโลยีในการกระทำผิด จะกลายเป็นช่องโอกาสให้ “มิจฉาชีพ” ก่อเหตุในพื้นที่ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้นก็ได้

      อีกทั้งในช่วงการระบาดโควิด-19 นี้ “ประชาชน” ก็ใช้เทคโนโลยีออนไลน์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานที่บ้านมาก กลายเป็นโอกาสเสี่ยงตกเป็นเหยื่อได้สูง โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์ มักดึงดูดให้ “คนร้าย” เข้ามาล่อลวงเหยื่ออยู่เสมอ

      ต้องยอมรับว่า “อาชญากรรมโควิด-19” มีความแตกต่างจาก “อาชญากรรมต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ประเทศไทยต้องเจอวิกฤติเศรษฐกิจกระทบทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็น “คนยากจน” เจอเงินหายไปมากกว่าครึ่ง ส่วน “คนมีฐานะร่ำรวย” เจอปัญหาขาดทุนหลายพันล้านบาท กลายเป็นปัจจัยให้ก่อคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นพุ่งสูง

      แต่ว่า “วิกฤติโควิด-19” กระทบอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ในส่วนนี้ “ภาครัฐ” พยายามเยียวยาความเดือดร้อนต่อเนื่อง ทำให้คดีด้านกายภาพไม่หนักเท่ายุคต้มยำกุ้ง

      ในเรื่อง “การระบาดโควิด-19” กลับมีผลเน้นหนักใน “อาชญากรรมยาเสพติดสูงขึ้น” จากการหย่อนยานมาตรการป้องกันปราบปราม เหตุเพราะ “ตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายปกครอง” ต่างพะวักพะวนกับการเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาด กลายเป็นช่องวางในการลักลอบทำสิ่งผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มสูงตามมา

      ส่วนใหญ่ใช้ “ประเทศไทย” เป็นทางผ่านลำเลียงไปประเทศที่ 3 ในการลักลอบลอตใหญ่หลักพันล้านบาท เพราะ “บ้านเรามีภูมิศาสตร์ติดทะเล” ทั้งยังมีการค้าส่งออกด้วยโลจิสติกส์ระหว่างประเทศกระจายไปทั่วโลก “สอดแทรกสิ่งผิดกฎหมายง่าย” ในส่วน “ตลาดในประเทศ” มักเป็นคดียาเสพติดรายย่อยสูงขึ้นเช่นกัน

      ประการนี้ย่อมส่งผลเชื่อมโยงต่อ “ความรุนแรงในครอบครัว” จากผลกระทบ “สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งหันเข้าหายาเสพติด และดื่มสุรา ผนวกกับความยากแค้นในการทำมาหากินส่งผลให้เกิด “ความเครียด” ก็จะนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น

      แม้แต่ความรุนแรงบนท้องถนน ในที่ทำงาน ความหึงหวง และการขัดกันเองของผลประโยชน์ล้วนแล้วมาจากความเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 กลายเป็น “คนหัวร้อน” บันดาลโทสะใช้ความรุนแรงกัน

      ตอกย้ำ...“สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” ที่มีโรงงานปิดตัวลงให้คนตกงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ในบางคนก็หันมาค้าขายก็เจอการแข่งขันกับผู้ค้าเดิม จนประสบปัญหา “คนไม่มีกำลังซื้อ” กลายเป็นหนี้สิน ในบางคนหันไปเสี่ยงโชค “เล่นการพนัน” โดยเฉพาะบ่อนพนันออนไลน์ที่กำลังเติบโตอย่างมากขณะนี้

      เพราะสามารถเล่นผ่าน “สมาร์ทโฟนเชื่อมอินเตอร์เน็ต” ที่แสนสะดวกสบายแล้วทุกวันนี้ ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าบ่อนกาสิโนตามชายแดนไทยเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป กลายเป็นคนติดการพนันงอมแงมมี “หนี้สิน” จึงเป็นผลให้คนจำนวนหนึ่งหาทางออกไม่ได้ “เครียดสะสม” หันไปสู่การฆ่าตัวตายตามมา

      สิ่งที่น่ากังวลอีกประการ “ปัญหาอาชญากรรมหลังวิกฤติโควิด-19 ในเรื่องนี้ “รัฐบาล” ต้องให้ความรู้แก่ประชาชนตระหนักถึง “ภัยอันตรายใกล้ตัว” ควบคู่การเฝ้าระวังป้องกัน...ปราบปรามเด็ดขาด ทั้งเสริมศักยภาพพัฒนาบุคลากรให้ก้าวนำหน้า “อาชญากรรูปแบบใหม่” มิใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วแก้ตามหลัง

      ย้ำว่าอาชญากรรม “ไม่เคยหยุดนิ่ง คงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด” มาตรการการรับมือรวดเร็วเฉียบขาดเท่านั้นที่จะทำให้สังคมไทยปลอดภัย...

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      อาชญากรรมโควิด-19นัทธี จิตสว่างWork from Homeกล้องวงจรปิดคนร้ายมืออาชีพการฉ้อโกงขายของออนไลน์สกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 08:00 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์