ใต้รวมพลังรับมือ "คลัสเตอร์มัรกัส" พุ่งไม่หยุด สกัดไม่อยู่ หนักแน่!

ข่าว

    ใต้รวมพลังรับมือ "คลัสเตอร์มัรกัส" พุ่งไม่หยุด สกัดไม่อยู่ หนักแน่!

    ไทยรัฐออนไลน์

    24 มิ.ย. 2564 08:38 น.

    • ต้นตอโควิดระบาดหนัก "ยะลา" เกิดจาก "คลัสเตอร์มัรกัส" ศูนย์กลางของกลุ่มดะวะห์ในจังหวัดจนแพร่ไปสู่ 12 จว.ภาคใต้
    • ผู้ว่าฯ เร่งคุมการระบาด ประกาศ "ล็อกดาวน์" ประเมินจากนี้ 3 อาทิตย์สถานการณ์น่าจะดีขึ้น
    • สสจ.ยะลา ย้ำหากไม่จบคลัสเตอร์มัรกัส ก.ค.-ต.ค.นี้ หนักแน่ เพราะมีหลายเทศกาลใหญ่รออยู่
    • มทภ.4 มั่นใจ "คลัสเตอร์มัรกัส" ไม่ได้ข้ามมาจากชายแดน คาดเกิดจากคนในครอบครัวนำเชื้อมาแพร่

    ดูเหมือนสถานการณ์โควิด-19 หลายคลัสเตอร์ใหม่ทางภาคใต้ ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อคนในพื้นที่ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาด โดยเฉพาะ 4 จังหวัดตอนล่างทั้ง จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา เพราะนับตั้งแต่ 28 เม.ย.2563 จนถึงปัจจุบันการติดเชื้อโควิดไม่เบาบางลง มีแต่ทรงตัว และระบาดหนัก

    แม้ที่ผ่านมาทาง "กองทัพภาคที่ 4" จะบูรณาการร่วมกับทางฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. ตำรวจ ในการดูแลพื้นที่ชายแดน เพราะเกรงว่าจะมีการลักลอบนำเชื้อข้ามมาจากประเทศเพื่อบ้าน รวมทั้งสาธารณสุขจังหวัด มีการวางมาตรการเข็มงวด ออกตรวจเชิงรุกในทุกจุดเสี่ยง เพื่อคุมเข้มไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย หรือเล็ดลอดมาจากผู้ลักลอบเข้าเมือง ที่พยายามอาศัยจุดโหวข้ามแดนทางช่องทางธรรมชาติ

    ทำให้หลายจังหวัดต้องมีมาตรการคุมเข้ม บางจังหวัดถึงประกาศล็อกดาวน์ เพราะหลายพื้นที่ส่อเค้าจะทำให้สถานการณ์การระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น และล่าสุด จ.ยะลา เกิด "คลัสเตอร์ใหม่" ที่สร้างความหวาดผวา คือ "คลัสเตอร์มัรกัสยะลา" ในศูนย์กลางของกลุ่มดะวะห์ในจังหวัด ที่ไปรวมตัวกัน ของนักเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่ จนมีการติดเชื้อจากแห่งนี้มากถึง 402 ราย และกระจายอย่างรวดเร็วสู่ 12 จังหวัด ทางภาคใต้ ทั้งจังหวัด ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา สตูล กระบี่ พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พังงา ตรัง และภูเก็ต

    ประชากรของชุมชนนี้มีประมาณ 3,000-4,000 คน เป็นนักเรียน 500 คน มาจากพื้นที่ 17 จังหวัด ซึ่งทางกรมควบคุมโรครายงานไทม์ไลน์นักเรียนที่มีพฤติกรรมติดเชื้อจะเป็นการรวมกลุ่มรับประทานอาหารร่วมกัน ทำกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย และมีการใช้ถาดอาหารหรือแก้วน้ำร่วมกัน โดยคลัสเตอร์ดังกล่าว เป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกา หรือ "เบตา" มีข้อมูลยืนยันจากผลตรวจของ ศบค.จังหวัดยะลา และศบค.จังหวัดภูเก็ตแล้ว

    กระทั่งสำนักจุฬาราชมนตรี ต้องมีหนังสือถึงกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้ช่วยกันค้นหาน้กเรียนจาก "มัรกัสยะลา" ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดของตน และไปคลุกคลีกับครอบครัว เพราะเสี่ยงที่จะเป็นการแพร่เชื้อโควิดกลุ่มก้อนขนาดใหญ่


    คลัสเตอร์ใหม่ยะลา จากศูนย์มัรกัส แพร่กระจายรวดเร็ว ผู้ว่าฯ สั่งเร่งคุมการระบาด

    ในส่วน จ.ยะลา และฝ่ายปกครอง ต้องลงพื้นที่เร่งทำความเข้าใจชาวบ้าน ผู้นำชุมชน พร้อมปิดเส้นทางเข้า-ออก หมู่บ้าน รอบศูนย์มัรกัส 12 จุด เป็นเวลา 28 วัน ตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค พร้อมให้ประชาชนอยู่ในบ้าน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา แจ้งผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าว ให้แจ้งครอบครัวนักเรียน เพื่อให้นักเรียน บุคคลในครอบครัว และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด รีบรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยด่วน เพื่อป้องกันยับยั้งเชื้อ ไม่ให้ลุกลาม โดยทุกคนต้องให้ข้อมูลจริงมากที่สุด ไม่ปกปิดประวัติไทม์ไลน์ เพื่อจำกัดวงการแพร่เชื้อได้ และหากพบว่าไม่ไปรายงานตัวหรือปกปิดข้อมูล อาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ

    กระทั่ง นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผวจ.ยะลา ต้องมีคำสั่งควบคุมการแพร่ระบาด "ศูนย์มัรกัสยะลา" และ "มัรกัสตาเซะ" ห้ามนักเรียนและบุคคลอื่นใดเข้า-ออกพื้นที่ หากมีความจำเป็นให้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และต้องรายงานตัวให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองยะลา รับทราบ และต้องกำหนดเวลาเดินทางออกและกลับพื้นที่ดังกล่าว พร้อมมาตรการที่ออกไปอาจขัดต่อพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดวิกฤติก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เพื่อความปลอดภัยโดยรวม ไม่เฉพาะแต่ตนเองเท่านั้น เชื่อว่า 3 สัปดาห์จากนี้ไป หากทุกคนร่วมกันปฏิบัติอย่างเข้มงวด ยอดผู้ติดเชื้อโควิด จ.ยะลา จะค่อยๆ ลดลง และเมื่อเลย 2 สัปดาห์ไปจะมีการประเมินสถานการณ์ หากดีขึ้นก็จะผ่อนคลายตามความเหมาะสม


    สสจ.ยะลา งดการละหมาด หากไม่จบคลัสเตอร์มัรกัส ก.ค.-ต.ค.นี้ หนักแน่

    ขณะที่ นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ออกมาย้ำสถานการณ์ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการสัมผัสร่วมกันในชุมชน การจัดงานเลี้ยง รวมถึงการทำกิจกรรมทางศาสนา การเยี่ยมญาติของผู้ที่มาจากต่างจังหวัดมีการกินข้าวสังสรรค์ร่วมกันจึงเป็นเหตุทำให้จังหวัดยะลามีตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น

    จากนี้ต้องขอความร่วมมืองดการละหมาด โดยเฉพาะการละหมาดวันศุกร์นั้น ต้องยอมรับว่าการละหมาดในหลายมัสยิดไม่ได้มีการเว้นระยะห่างเหมือนเมื่อก่อน นั่นหมายความว่าประชาชนเริ่มการ์ดตก หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำละหมาดก่อนที่จะเข้าไปละหมาดในมัสยิดซึ่งเดิมทีเรากำหนดให้อาบน้ำละหมาดมาจากที่บ้านแล้วจึงเดินทางมาละหมาดที่มัสยิด แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าบางส่วนยังกลับไปใช้วิธีการอาบน้ำละหมาดร่วมกันที่มัสยิด

    "ช่วงเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ หากเราไม่จบคลัสเตอร์เดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ อาจจะมีคัตเตอร์ใหม่ขึ้นมา เพราะเนื่องจากเดือนหน้าจะมี 3 กิจกรรมใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ประกอบด้วย การเปิดเทอมของนักเรียน การซื้อ-ขายผลไม้ที่จะมีพ่อค้า หรือแรงงานมาจากต่างจังหวัด เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อมารับซื้อทุเรียน และเทศกาลรายอฮัจย์ของชาวไทยมุสลิม ดังนั้นจึงอยากขอร้องว่า เราต้องรีบให้สถานการณ์โรคกลุ่มเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ให้ได้เสียก่อน"

    วอนชาวยะลาต้องตั้งการ์ดสูง เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย

    นพ.สงกรานต์ ย้ำอีกว่า  ต้องฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่าเรายังคงต้องขอความร่วมมือยกการ์ดขึ้นมาอีกให้เหมือนเดิม ทั้งเรื่องการเว้นระยะห่าง การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเพราะชาวยะลาพยายามที่จะรักษาวินัยการ์ดไม่ตกจนเราเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ไม่มีเชื้อ เราปฏิบัติมาด้วยดีโดยตลอดและให้ความร่วมมือมาโดยตลอด

    "เสียใจยิ่งที่ผู้ป่วยในจังหวัดยะลาทะลุหลัก 500 คนไปแล้ว ปัจจุบันสะสมเกือน 1 พันราย ซึ่งขณะนี้ยะลามีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน 6 คน และในสัปดาห์นี้คงไม่มีใครต้องการเห็นตัวเลขของผู้ป่วยที่สูงขึ้น ซึ่งมาตรการที่จังหวัดได้พิจารณาและกำหนดออกมาแล้วหากประชาชนร่วมมือกันสัปดาห์นี้อาจจะมีผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกินหลักร้อยคน หรืออาจจะต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนจริงๆ"

    นอกจากนี้ได้กำชับไปยัง สาธารณสุขอำเภอเมืองยะลา ให้ลงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมชนบ้านเปาะยานิ อ.เมืองยะลา หลังพบมีกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ภายในศูนย์มัรกัสยะลาที่เป็นกลุ่มมัสตูรอ (กลุ่มสอนศาสนาผู้หญิง) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์มัรกัสยะลา โดยการลงคัดกรองครั้งนี้มีเป้าหมาย จำนวน 120 ราย เพื่อทำการตรวจหาเชื้อเพิ่ม หลังที่ได้เกิดคลัสเตอร์ในหมู่ของเด็กนักเรียนที่โรงเรียนตะฟิตห์ (โรงเรียนสอนท่องจำอัลกุรอ่าน)แล้วแพร่ระบาดในพื้นที่ ทั่วทั้งจังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่องไปแล้วนั้น


    มทภ.4 ยันคลัสเตอร์มัรกัส ไม่ได้มาจากชายแดน คาดเกิดจากในครอบครัวที่เดินทางจากพื้นที่อื่น

    ในส่วนฝ่ายทหารที่ดูงานความมั่นคง พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เร่งลงพื้นที่สร้างการตระหนักรับรู้ พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุกช่องทาง พร้อมยืนยัน "คลัสเตอร์มัรกัส" เชื้อไม่ได้จากแนวชายแดนแน่ เพราะพื้นที่ชายแดนทุกจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในส่วนกองทัพภาคที่ 4 ดูแลได้หมด และไม่มีการเล็ดลอดเข้ามาโดยเด็ดขาด แต่คลัสเตอร์ดังกล่าว น่ามาจากคนในครอบครัวที่นำเชื้อมาจากพื้นที่อื่น และนำมาแพร่ระบาด

    "ในส่วนผมได้มีการประสานกับทางผู้ว่าฯ สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ตลอดจนผู้นำศาสนา ทางกองทัพมีการออกมาตรการเชิงรุก เน้นการสร้างการรับรู้ความเข้าใจในมาตรการที่ รัฐบาล ศบค.กำหนด และช่วยเหลือเมื่อได้รับการร้องขอ ขณะที่พื้นที่ต่างๆ เป็นอำนาจผู้ว่าฯ ที่จะกำหนดหรือประกาศการควบคุม"

    ร้องขอพี่น้องชาวใต้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ให้ความมั่นใจชายแดนใต้เอาอยู่

    หากทุกคนต้องการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข โดยปลอดเชื้อโควิด-19 ต้องเริ่มจากการใช้ชีวิตด้วยการไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ส่วนกองทัพภาคที่ 4 พร้อมที่จะสนับสนุน เพราะถึงปัจจุบันยังจัดชุดกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ โดยให้ความสำคัญมาตรการในการระมัดระวังป้องกันตนเองตลอดเวลา ตามที่สาธารณสุขกำหนด และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการควบคุมการระบาดทุกมิติ

    ส่วนทหารได้เน้นย้ำหน่วยงานในพื้นที่ เฝ้าระวังป้องกันชายแดนทุกจังหวัด ที่มีชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย พม่า ให้เฝ้าระวังป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ถึงแม้พื้นที่ดังกล่าวจะไม่มีช่องทางธรรมชาติที่ล่อแหลม และยากต่อการข้ามแดนมาก็ตาม แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด มีการเพิ่มจุดตรวจคัดกรองบุคคล และยานพาหนะให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนและเพื่อความไม่ประมาทหลังวันที่ 28 มิ.ย.นี้ที่มาเลเซียจะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทางทหารก็ยังมีมาตรการเข้มงวดในการดูแลพื้นที่ชายแดนต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง

    ผบ.ฉก.ยะลา เน้นกำลังพลให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนให้ ปชช.

    ด้าน พล.ต.อุทิศ อนันตนานนท์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ได้สั่งการเน้นย้ำกำลังพลในการดูพื้นที่ และให้การช่วยเหลือ หลังจังหวัดมีการล็อกดาวน์พื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในบางส่วน จึงมีการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน หน่วยเฉพาะกิจจะเข้าพบปะและเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ และหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือและเงินช่วยเหลือให้ผู้ป่วยติดเตียงและญาติผู้ป่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

    "พร้อมร้องขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามคำสั่งของจังหวัดยะลา ห้ามเข้า-ห้ามออก พื้นที่จังหวัดยะลาตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-7 ก.ค.64 เพื่อเป็นการล็อกดาวน์พื้นที่ หลังพบกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ลดลง นอกจากนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ มาคอยอำนวยความสะดวก จัดระเบียบ การลงทะเบียน ขออนุญาต ของประชาชนที่มีความจำเป็นต้อง เข้า-ออก พื้นที่ในช่วงประกาศคำสั่งล็อกดาวน์ ตามข้อกำหนดของจังหวัดยะลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้ป่วยติดเตียง ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และมีกำลังใจพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตด้วยสุขภาพจิตที่ดีขึ้น"

    จากนี้เชื่อว่าสถานการณ์หลายคลัสเตอร์โควิดในภาคใต้จะต้องดีขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เร่งลงพื้นที่ตรวจเชิงรุก วางมาตรการป้องกัน สกัดกั้น โดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงชุมชน เมื่อนั้นทุกคนจะก้าวข้ามวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน.

    ผู้เขียน : ยุทธจักรเขียว 

    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19special contentควิดสายพันธุ์ใหม่คลัสเตอร์มัรกัสโควิดภาคใต้โควิดยะลา12จังหวัดภาคใต้กองทัพภาคที่4สสจ.ยะลาผู้ว่าฯยะลาข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 11:00 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์