อุดช่องโหว่ขยะเข้าไทย รัฐร่วมภาคีแก้ไขบาเซล

ข่าว

    อุดช่องโหว่ขยะเข้าไทย รัฐร่วมภาคีแก้ไขบาเซล

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      24 มิ.ย. 2564 05:05 น.

      ปมปัญหานำเข้า “ขยะของเสียอันตราย” ที่คงไม่ได้แก้ไขจริงจัง กลายเป็นช่องโหว่การเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจากประเทศพัฒนาเข้ามาประเทศไทยให้เห็นกันอยู่ต่อเนื่อง “ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดทิ้ง หรือรีไซเคิล” ล้วนเป็นความเสี่ยงท้าทาย “ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม” ส่งผลกระทบทั้งสิ้น

      อันเกิดจาก “การประกอบกิจการ” ไม่ได้มาตรฐานไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีทั้งสารโลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหยง่าย และมลพิษตกค้างยาวนานไหลลงแหล่งน้ำทำลายไร่นา “ชาวบ้าน” ใช้ทำมาหากินนี้

      ด้วยการใช้ช่องว่าง “อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามพรมแดน” ที่มีข้อกำหนดห้ามประเทศภาคีเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามพรมแดน ยกเว้นกรณีประเทศผู้ส่งและประเทศผู้รับตกลงยินยอมต่อกันก่อน

      แม้ว่าต่อมามี “ภาคแก้ไขอนุสัญญาบาเซลฯ” ปิดช่องโหว่การเคลื่อนย้ายเด็ดขาดแก่ประเทศให้สัตยาบันภาคนี้ ส่วน “ไทย” คงเข้าร่วมเฉพาะสมาชิกอนุสัญญาบาเซลฯ แต่ไม่ได้เข้าร่วมภาคแก้ไขอนุสัญญาเช่นเดิม

      กลายเป็นช่องว่างให้นำเข้า “เศษพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท” ป้อนให้โรงงานรีไซเคิลเพิ่มขึ้นหลายล้านกิโลกรัม ทั้งยังเป็น “ปัจจัยดูดอุตสาหกรรมรีไซเคิลต่างชาติ” มาตั้งโรงงานในไทยในพื้นที่ภาคกลาง...ภาคตะวันออก บางแห่งไม่ได้มาตรฐานด้านควบคุมมลพิษส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมา

      นับแต่ “ประเทศจีน” มีกฎหมายห้ามนำเข้าขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมทำให้ “ของเสียขยะ” ถูกส่งมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในไทยเพิ่มมากขึ้น ซ้ำร้ายยังมีโรงงานรีไซเคิลพลาสติกได้รับอนุญาตสูงขึ้นเช่นกัน ในจำนวนนี้หลายแห่งดำเนินการโดย “นายทุนจีน”?

      จับตาปัญหามลพิษจาก “โรงงานรีไซเคิล” ที่กำลังขยายตัวในภาคตะวันออกภายใต้นโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จนถูกมองว่าเป็นสนับสนุนการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมด้วยการลดหย่อนภาษี และลดทอนข้อบังคับทางสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นช่องว่างให้มีการนำเข้าขยะสูงขึ้นอีก

      เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 2564 มูลนิธิบูรณะนิเวศ และสมาคมอานิกา” ออกมาเรียกร้อง “รัฐบาลไทย” เร่งให้สัตยาบัน “ภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซลฯ” เพื่อหยุดยั้งการไหลเข้ามาของขยะจากต่างประเทศ และต้องยุตินำเข้าของเสียอันตราย ขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเด็ดขาด

      ทั้งการควบคุมให้อุตสาหกรรมรีไซเคิลเป็นไปตามมาตรฐานหยุดก่อมลพิษ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ บอกว่า ตอนนี้โลกกำลังเผชิญ “การเปลี่ยนสภาวะอากาศแปรปรวน” จากการพัฒนาภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมากนำไปสู่ “การเผา” ทำให้ฤดูกาลมักเกิดการผันผวนปั่นป่วนรุนแรง

      ในส่วน “ประเทศไทย” ก็กำลังเผชิญการเปลี่ยนภูมิอากาศค่อนข้างวิกฤติเช่นกัน อันมีปัจจัยจาก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ส่งผลให้ “อากาศร้อนจัดผันผวนเกิดขึ้นตลอดปี” เหตุนี้ทำให้ “คนไทย” ต้องเจอ “ภัยพิบัติหนักทวีคูณ” ตั้งแต่ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเร็วกระแสลมพายุฝน ที่มีระดับความรุนแรงกว่าอดีต

      แม้ว่ามี “องค์กรจัดการก๊าซเรือนกระจก” แต่ในเชิงรูปธรรมกลับไม่มีค่าปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกชัดเจน เพราะไม่มีกฎระเบียบต้องให้โรงงานรายงานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แต่ละปี ดังนั้นตัวเลขที่ออกมานี้มักเป็นประมาณการทั้งสิ้นมีผลต่อ “การกำหนดนโยบาย” มักต้องพูดหลักการแบบกว้างๆ ไว้ก่อน

      ตัวอย่างเช่น โรงงานใหญ่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 80 เหลืออีกร้อยละ 20 ก็แบ่งโควตาให้อีกโรงงาน อันเป็นนโยบาย “รัฐบาลไทย” พัฒนาขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมสามารถเติบโตต่อไปได้ ทั้งมิให้ต้องถูกประณามจากการมีแบบแผนทิศทางควบคุมปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แล้วด้วย

      อีกทั้ง “รัฐบาล” ก็มีการประกาศ “ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม” อยู่ทุกปี เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กลายเป็นตัวสะท้อนว่า “ไม่มีการลดการปล่อยมลพิษ” ลงแม้แต่น้อย ทั้งต้องเผชิญ “มลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” อีกมากมายที่ภาคประชาชนต่างเรียกร้องให้ยกเลิกโรงงานไฟฟ้าถ่านหินมานานแล้ว

      “ประเทศไทยคงต้องเจอการปล่อยมลพิษทางอากาศไม่ต่ำกว่า 20 ปี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพก่อให้เกิดโรคเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคเจ็บป่วยฉับพลันเพิ่มสูงขึ้น” เพ็ญโฉม ว่า ข้อมูลคณะกรรมการว่าด้วยมลพิษและสุขภาพของวารสารเดอะ แลนเซต รวบรวมผลกระทบจากมลพิษต่อสุขภาพ พบว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับมลพิษ 65,500 คน จำนวนนี้เสียชีวิตจากมลพิษอากาศ 50,000 คน ที่เหลือเกิดจากพิษตะกั่ว น้ำดื่ม สุขอนามัย ปัญหามลพิษในที่ทำงาน

      ทว่าการติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องปี 2562 พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษในประเทศไทยลดลงเป็น 43,538 คน จำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตมีสาเหตุเกี่ยวกับมลพิษอากาศ 30,625 คน มลพิษจากน้ำ 5,379 คน มลพิษจากสถานที่ทำงาน 5,406 คน และพิษตะกั่ว 2,127 คน

      ตอกย้ำผลกระทบต่อสุขภาพด้วย “การอนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์” แม้ว่า “ประเทศไทย” เข้าร่วมอนุสัญญาบาเซลฯตั้งแต่ปี 2540 ในการควบคุมเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย แต่ก็มีช่องโหว่ยกเว้นถ้า “ประเทศต้นทาง และปลายทางตกลงยินยอมกัน” ก็เคลื่อนย้ายของเสียข้ามพรมแดนได้

      ดังนั้น “ประเทศไทย” ก็อนุญาตให้หลายประเทศนำขยะเข้ามาได้ และสอดคล้อง “หน่วยงานรัฐ” อนุญาตให้ตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกเพิ่มขึ้นใน 2-3 ปีมานี้ กลายเป็นช่องทาง “นำเข้าขยะ” ในประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆ

      ขณะเดียวกัน “ประเทศอาเซียน” เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน ต่างให้ความสำคัญผลกระทบจากการนำเข้าขยะจึงได้เข้าร่วมในส่วนของ “ภาคแก้ไขของอนุสัญญาฯ” เพื่อเป็นการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประเทศตัวเอง

      เหตุนี้ “รัฐบาลไทย” ต้องทบทวนเห็นประโยชน์สิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชนเป็นหลัก ในการเข้าร่วมสัตยาบันภาคแก้ไขอนุสัญญาฯโดยเร็ว

      ต้องเข้าใจว่า “สถานการณ์ขยะในไทยค่อนข้างมากอยู่แล้ว” ที่ไม่มีกระบวนการจัดการได้ดีพอ แต่กลับรับขยะต่างชาติเข้ามาเพิ่มอีกจากการฉาบฉวยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเกี่ยวกับธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิล ทั้งผู้นำเข้าส่งออกเศษขยะของเสีย แต่ว่า “ข้าราชการบางคน” กลับไม่สนใจกำกับดูแลกิจการเหล่านี้ด้วยซ้ำ

      ลักษณะเสมือนเอื้อประโยชน์ต่อกัน แต่ประชาชนกลับได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนสารมลพิษในแหล่งน้ำใช้ ปัญหามลพิษทางเสียง กลิ่นเหม็น และฝุ่นละอองขนาดเล็กจากโรงงานรีไซเคิลขยะหลายแห่งนี้

      แม้ว่าก่อนหน้านี้ “รัฐบาล” เคยประกาศห้ามการนำเข้าเศษพลาสติกมาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2563 แต่ว่าตามข้อมูล สนง.ปลัดกระทรวงพาณิชย์แล้วเฉพาะพิกัดศุลกากร HS3915 คือ เศษ เศษตัด และของที่ใช้ไม่ได้ซึ่งเป็นพลาสติก ก็คงมีการนำเข้าจาก 37 ประเทศ ในเดือน ม.ค.-เม.ย.2564 จำนวน 44 ล้าน กก.ด้วยซ้ำ

      เบื้องต้นในปี 2561 ยังพบว่า ผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตประเภทชนิดโรงงานตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ออกตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ที่ประกอบกิจการ 3 ประเภท ได้แก่ โรงงานลำดับที่ 101 กิจการปรับคุณภาพของเสียรวม เช่น เตาเผาขยะอันตราย และไม่อันตราย 143 โรง

      โรงงานลำดับ 105 กิจการคัดแยก หรือฝังกลบของเสีย 1,280 โรง โรงงานลำดับ 106 กิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้ว หรือการรีไซเคิล 544 โรง แต่กลับไม่ได้กำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งไม่มีการตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากของเสีย การปล่อยน้ำเสีย และอากาศเสียแต่อย่างใด

      ทำให้ “ชาวบ้านผู้เดือดร้อน” ออกมาฟ้องคดีเองเกิดขึ้นบ่อยจากผลกระทบ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” วิกฤตการณ์ “สิ่งแวดล้อมไทย” อันมีประเด็นหลักจาก “ผู้ประกอบการ” ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ “รัฐบาล” ต้องกล้าลงสัตยาบันภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซลฯ เพื่อหยุดยั้งการไหลทะลักเข้ามาของ “ขยะของเสีย” จากต่างประเทศอย่างถาวร.

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ขยะขยะของเสียอันตรายรีไซเคิลโรงงานรีไซเคิลมูลนิธิบูรณะนิเวศสมาคมอานิการัฐบาลไทยจัดการขยะสกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564 เวลา 09:15 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์