สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจและอยากนำมาเป็นอุทาหรณ์ สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะผ่าตัดศัลยกรรม จากกรณีที่มีหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 34 ปีได้เข้าทำการผ่าตัดหน้าท้องที่คลินิก เพื่อตัดไขมันหน้าท้อง และตัดหนังหน้าท้องออกบางส่วน เพื่อให้หนังหน้าท้องกระชับ เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จแล้ว หญิงสาวรายดังกล่าวเกิดอาการเจ็บแผลอย่างมาก พนักงานในคลินิกจึงฉีดยาระงับอาการปวดให้ หลังจากฉีดยาเข้าเส้นแล้ว หญิงสาวรายดังกล่าวแจ้งว่า “หายใจไม่ออก”
หลังจากนั้น พนักงานในคลินิกจึงแจ้งไปยังแพทย์ประจำคลินิก เพื่อให้เข้ามาดูอาการ และได้นำตัวหญิงสาวเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง จนเวลาล่วงเลยไปประมาณ 40 นาที จึงได้แจ้งไปยังรถฉุกเฉินให้มารับตัวไปส่งโรงพยาบาล หญิงสาวรายนี้ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยไม่ได้สติเป็นเวลา 14 วัน จึงเสียชีวิตลง โดยแพทย์ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากสมองขาดอากาศหายใจ เนื่องจากผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรมหน้าท้อง
เมื่อมีการเสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ ก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษในทางอาญา โดยการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 "ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท"
ทั้งนี้ อาจจะต้องรอให้พนักงานสอบสวนสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ใครเป็นผู้ประมาทจนเป็นเหตุให้หญิงสาวรายดังกล่าวเสียชีวิต เช่น แพทย์ผู้ลงมือผ่าตัดต้องรับผิดชอบคนเดียว หรือเจ้าหน้าที่คลินิกที่ลงมือฉีดยาต้องรับผิดชอบคนเดียว หรือทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่คลินิกจะต้องรับผิดร่วมกัน เป็นต้น เนื่องจากข้อเท็จจริงในส่วนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ใครเป็นผู้สั่งให้เจ้าหน้าที่คลินิกฉีดยาให้แก่ผู้ตาย ฉีดยาอะไร ฉีดยาปริมาณเท่าไหร่ ชนิดของยาและปริมาณยาเหมาะสมกับผู้ตายหรือไม่ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่คลินิกดังกล่าวนั้น เป็นผู้มีวิชาชีพที่สามารถฉีดยาให้ผู้ตายได้หรือไม่
...
มีประเด็นที่น่าสนใจอีกสองประเด็น คือ คลินิกดังกล่าวนั้นขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลประเภทค้างคืนหรือไม่ เหตุใดจึงสามารถผ่าตัดใหญ่และให้คนไข้ค้างคืนที่คลินิกได้ ที่สำคัญกรุงเทพมหานครยังไม่อนุญาตให้เปิดคลินิกเสริมความงามในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ดังนั้น การที่คลินิกเปิดผ่าตัดให้ผู้ตายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2564 จะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของกรุงเทพมหานครหรือไม่
ในส่วนของคดีแพ่ง การกระทำดังกล่าวนั้น ถือเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายจนถึงแก่ความตาย ผู้ที่กระทำละเมิดย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินใหม่ทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
โดยผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในค่าสินใหม่ทดแทนให้แก่ทายาทของคนตาย ได้แก่ ผู้ที่ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาล แพทย์ผู้ดำเนินสถานพยาบาล แพทย์ผู้ลงมือผ่าตัด และเจ้าหน้าที่ของคลินิกที่ลงมือฉีดยาให้แก่ผู้ตาย ทั้งนี้ อาจจะมีบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ จะต้องสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดชอบค่าสินใหม่ทดแทนครบทุกคน
ในการเรียกร้องค่าสินใหม่ทดแทนในทางแพ่ง สามารถที่จะดำเนินการได้ 2 วิธี คือ ยื่นคำร้องขอค่าเสียหายเข้าไปในคดีอาญาโดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความคดีอาญา มาตรา 44 / 1 หรือจะแต่งตั้งให้ทนายความยื่นเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนเองก็ได้
ส่วนมูลค่าความเสียหายจะได้มากหรือได้น้อย ขึ้นอยู่กับการนำพยานหลักฐานเข้าสืบของฝ่ายโจทก์ ซึ่งรายได้ของผู้เสียชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน และเป็นดุลยพินิจของศาล ที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายในเชิงลงโทษ
นอกจากนี้ การร้องเรียนขอความเป็นธรรม เพื่อให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของแพทย์ผู้ลงมือผ่าตัดต่อแพทยสภา ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้อีกด้วย
สุดท้ายนี้ การที่จะตัดสินใจผ่าตัดใหญ่ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีเครื่องมืออุปกรณ์ ในกรณีฉุกเฉินสามารถช่วยชีวิตได้ทัน การตัดสินใจผ่าตัดใหญ่ในคลินิกขนาดเล็กอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เนื่องจากคลินิกขนาดเล็กอาจจะไม่มีอุปกรณ์หรือบุคลากรที่จะเข้าช่วยเหลือชีวิตได้ทันเวลาครับ
สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ
Facebook: ทนายเจมส์ LK
Instagram: james.lk