ไลฟ์สไตล์
100 year

มาเลย์ล็อกดาวน์ ชายแดนใต้ผวา ทหารเสริมจุดแข็ง เร่งสกัดโควิดแอฟริกา

ไทยรัฐออนไลน์
3 มิ.ย. 2564 12:51 น.
SHARE
  • การประกาศล็อกดาวน์ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเตรียมพร้อมรับมือผู้หลบหนีเข้าเมืองข้ามมายังประเทศไทย เพราะหน่วยความมั่นคงมาเลย์ จะเร่งผลักดันแรงงานต่างด้าวออกตามแนวชายแดน
  • โควิดสายพันธุ์แอฟริกา ที่ระบาดหนักในประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้แนวชายแดนใต้ ได้รับผลกระทบจากผู้ลอบข้ามแดนที่อาจจะนำเชื้อมาแพร่ระบาด ฝ่ายทหาร โดย มทภ.4 ผบ.กองกำลัง ผบ.ฉก.จังหวัด เร่งปรับแผน ป้องกัน สกัดกั้น โดยการลาดตระเวนทุกช่องทางธรรมชาติ
  • "บิ๊กป้อม" ใช้กลไก ศูนย์สั่งการชายแดนไทยประเทศเพื่อนบ้านจังหวัด นำทุกหน่วยความมั่นคง กองทัพ ตำรวจ มหาดไทย แรงงาน บูรณาการหยุดผู้หลบหนีเข้าเมืองตั้งแต่ต้นทาง ช่องทางธรรมชาติ ถึงปลายทางใน ชั้นในประเทศ สถานผู้ประกอบการ

หลังประเทศ "มาเลเซีย" ประกาศ "ล็อกดาวน์" ทั่วประเทศ 1-14 มิ.ย.64 ผลพวงมาจากการแพร่ระบาดอย่างหนักของโควิด-19 ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องเกือบหมื่นรายต่อวัน ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลมาเลย์ ออกมาแสดงสปิริตไม่ขอรับเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือน โดยระบุจะนำเงินเดือนของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการต่อสู้วิกฤติโควิดร่วมกับประชาชน ที่ต้องเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่ของสายพันธ์ุแอฟริกา อินเดีย และกำลังลุกลามภายในประเทศ

โดยการประกาศไม่รับเงินเดือนของคณะรัฐมนตรีมาเลเซียจะมีขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน – สิงหาคมนี้ ส่วนหนึ่งหวังเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนให้กลับคืนมา โดยเงินเงินเดือนของคณะรัฐมนตรี ที่ประกาศไม่รับนั้น จะส่งมอบให้กับกองทุน The Crisis Trust Fund เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย กับพบสถานการณ์ยังอยู่ในความเสี่ยง ประชาชนยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รายวันต่อไป และไม่มีที่ท่าจะหยุดยั้งได้ ทำให้หลายชีวิตต้องอยู่ในความหวาดกลัว และวิกฤติต่อเนื่อง โดยเฉพาะโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ที่จ่ออยู่รอบบ้าน และเล็ดลอดเข้ามาสู่บ้านเราแล้ว แต่ทำอย่างไรจะหยุดไม่ให้แพร่กระจายต่อไป

ขณะที่ระบบสาธารณสุข การจัดการของรัฐบาลยังดูสับสน ทั้งปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอ เตียงผู้ป่วยขาดแคลน และในอนาคตหากเป็นเช่นนี้ คาดว่าการดูแลรักษาอาจะไม่เพียงพอต่อประชากร

ในส่วน "ชายแดน" รอบบ้าน ที่ถือเป็นปัญหาหลัก ยังพบมีผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่ทุกวัน โดยตัวเลข 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ สามารถจับกุมได้ถึง 3 หมื่นกว่าราย โดยทุกรายได้เผยมีขบวนการนำพาแรงงานเหลานั้นมาสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ

ส่งผลให้ "กระทรวงกลาโหม" ต้องกำชับ "หน่วยความมั่นคง" กองทัพ ตำรวจ เร่งประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกัน สกัดกั้น แนวพรมแดนทั่วประเทศมิให้บุคคลต่างด้าวข้ามแดนมาเป็นอันขาด


แม้ "ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัด" ที่มี "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กำกับดูแล โดยมี รมว.มหาดไทย รมว.แรงงาน รมช.กห. ปล.กห. ผบ.ทสส. ผบ.ตร. และผู้ว่าฯพื้นที่ชายแดน เข้าร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ มีการประชุมติดตามงานอยู่บ่อยๆ แต่ภาพรวมยังพบผู้หลบหนีเข้าเมืองข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัจุบัน ทหาร ตำรวจ แม้จะมีการตั้งจุดตรวจร่วม 1,086 จุด แต่ตัวเลขที่จับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยในพื้นที่ชายแดนจับได้ถึง 23,258 คน และพื้นที่ชั้นใน 9554 คน และผู้นำพา 264 คน ทำลายเครือข่ายไปแล้ว 105 เครือข่าย นี้คือตัวเลขเพียง 1 เดือนที่ผ่านมา

จึงต้องย้ำสั่งการ ขอให้ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ กระทรวงแรงงาน ประสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้กลไก "ศูนย์สั่งการชายแดนไทย" ร่วมกันคุมเข้มเฝ้าระวังป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมาย ควบคู่ไปกับการคุมเข้มมาตรการป้องกันควบคุมโรค ตั้งแต่พื้นที่ชายแดน ต่อเนื่องเข้ามาพื้นที่ชั้นในและเขตเมืองอย่างเป็นระบบ


โดยเน้นการทำงาน การข่าว สอบสวน สืบสวนจนนำไปสู่การขยายผล เพื่อปิดช่องว่าง ทำลายเส้นทาง โครงสร้างขบวนการลักลอบนำพาแรงงาน ตั้งแต่ต้นทางชายแดน ถึงปลายทางสถานประกอบการ รวมทั้งห้ามมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

ที่สำคัญต้องขับเคลื่อนงานหน่วยงานความมั่นคงในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ถึงระดับหมู่บ้าน ตำบลติดชายแดน คู่ไปกับกลไก กอ.รมน.จว. โดยให้วางเครือข่ายเฝ้าระวังดึงประชาชนในพื้นที่ร่วมเป็นหูเป็นตา ไม่ให้มีผู้ลักลอบหลบหนีเข้ามาในทุกช่องทาง

"กอ.รมน." ต้องขับเคลื่อนร่วมเหล่าทัพ และ ตร. ให้ความสำคัญ เพิ่มการเฝ้าระวังป้องกัน สกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายและคุมเข้มมาตรการคัดกรองโรคในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะชายแดนมาเลเซีย เมียนมา และกัมพูชา เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่อาจมาพร้อมกับโควิดสายพันธุ์ใหม่

ส่วนเป้าหมายจุดเสี่ยงที่ฝ่ายความมั่นคงเพ่งเล็งคือ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะหลังประเทศมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลให้แรงงาน คนต่างด้าว พยายามหลบหนีข้ามาแดน โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ เพื่อมายังมาประเทศไทยเกือบทุกแนวพรมแดนทั้ง จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา


พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4 จึงต้องลงทุกพื้นที่ในแนวชายแดนภาคใต้ เพื่ออุดรูรั่ว และลาดตระเวนสำรวจเส้นทาง ทั้งทางน้ำ ทางบก และขึ้นดูแนวสันเขตทางอากาศ เพราะประเมินจากนี้ฝ่ายความมั่นคงมาเลเซียจะมีการผลักดันกลุ่มแรงงานต่างด้าวออกตามบริเวณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมไปถึงประชาชนคนไทยที่มีความต้องการจะกลับเข้าประเทศไทยทั้งที่ถูกกฎหมาย และตามช่องทางธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอตากใบ และอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ที่มีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซียฝั่งรัฐกลันตัน ถือว่าเป็นจุดสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีผู้ลักลอบเข้าประเทศข้ามฝั่งเข้ามาสู่ประเทศไทยได้

"การเพิ่มความเข้มงวด และควบคุมการปฏิบัติตามแนวชายแดน สกัดกั้นพื้นที่รับผิดชอบ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโก-ลก และ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยการลาดตระเวน เข้มข้นทุกตารางนิ้ว สกัดกั้นทางน้ำ และชุดปฏิบัติการจรยุทธตามแนวชายแดน ทางบก โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่องทางที่มีชุมชนหรือหมู่บ้านอาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน การจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และการจัดตั้งแหล่งข่าว เพื่อเพิ่อประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการลักลอบการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย"

พร้อมสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 สร้างความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ เป็นหูเป็นตาช่วยกันสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน ตัดต้นตอของขบวนการ ก่อนเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายเฝ้าระวังป้องกันตนเอง ให้มีความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19

ในส่วน "กองกำลังเทพสตรี" พล.ต.ศานติ  ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 ที่สวมหมวก ผบ.ฉก.สงขลา และผบ.กกล.เทพสตรี ได้ปรับแนวเสริมกำลังป้องกันชายแดน ทหาร ตชด. และทหารพราน ลาดตระเวนปิดตายช่องทางท่าข้ามธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ ตลอดระยะทาง  95 กิโลเมตร  ตั้งแต่ อ.สุคิริน อ.แว้ง อ.สุไหงโกลก และ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ห้ามลักลอบเดินทางเข้า-ออกโดยเด็ดขาด พร้อมให้เจ้าหน้าที่สร้างความเข้าใจกับชาวบ้านชายแดนริมลำน้ำตากใบ และสุไหงโกลก

"ชายแดนไทย-มาเลเซีย  ทหารต้องพร้อมรับมือการล็อกดาวน์ประเทศมาเลเซีย ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธี ประสานการจัดกำลังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ยังเป็นช่องว่าง โดยจัดกำลัง 3 ฝ่าย ทหาร ตชด. ทหารพราน ลาดตระเวนร่วม พร้อมจัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ ลาดตระเวนเดินเท้าเลาะชายแดนทั้งทางบก และทางน้ำ สกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบข้ามผ่านช่องทางธรรมชาติโดยเด็ดขาด รวมทั้งการทำความเข้าใจกับชาวบ้านริมลำน้ำ เพื่อยกเรือขึ้นฝั่ง ถอดเครื่องยนต์ ป้องกันการใช้ไปรับ-ส่งคนจากฝั่งมาเลเซียกลับมา โดยเฉพาะบริเวณด่านบ้านน้ำตก และใต้สะพานด่านศุลกากรสุไหงโกลก ที่มักพบที่มีการแอบลักลอบมากที่สุด"

เพราะจากนี้ทหารมาเลเซียจะเข้มงวด ในการเข้า-ออก ประเทศมากขึ้น ทางฝั่งไทยจำเป็นต้องปิดตายช่องทางธรรมชาติ ห้ามเข้า-ออก โดยเด็ดขาด และต้องเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจสร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชน ทั้งผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ โดยหวังให้ทุกคนทำเพื่อส่วนรวม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่กำลังระบาดอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกลับเข้ามาได้อีก

สำหรับชายแดน จ.ยะลา พล.ต.อุทิศ อนันตนานนท์ ผบ.ฉก.ยะลา ระบุได้สั่งคุมเข้มด่านชายแดนและเน้นย้ำจุดตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 จากชายแดนสู่ชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน โดยกำลังพล ฉก.ยะลา พร้อมใจปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันการก่อเหตุสร้างสถานการณ์และช่วยเสริมทุกภาคส่วนในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยใช้กำลังทั้งการเดินเท้าตรวจเยี่ยมติดตามการปฏิบัติงานกำลังพลตามฐานแนวชายแดน บริเวณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่ บ.อัยเยอร์เบอร์จัง ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง และการตั้งจุดตรวจ Pop up ของ ชป.รถหุ้มเกราะ ตามเส้นทางหมายเลข 410 ในพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง อ.เมือง โดยกำชับ 5 จุด ได้แก่ 1. ด่านตรวจร่วม ต.ตะเนาะแมเราะ อ.เบตง 2. ด่านตรวจตลาดธารโต อ.ธารโต 3. การตั้งจุดตรวจ Pop up ของ ชป.รถหุ้มเกราะ ฉก.ทพ.30 อ.บันนังสตา 4. การตั้งจุดตรวจ Pop up มว.ฉก.นปพ.ยะลา 13 อ.กรงปินัง 5. ด่านตรวจพงยือไร ต.บันนังสาเรง อ.เมืองยะลา

ขณะที่ พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ ผบ.พล.ร.15 ในฐานะผบ.ฉก.นราธิวาส ได้ปรับแผนหลังพบผู้หลบหนีข้ามแดนต่อเนื่อง โดยได้ร่วมลาดตระเวนทางน้ำ พร้อมกำชับเพิ่มมาตรการ เข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย ตามลำน้ำตลอดแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ตรวจสอบช่องทางข้ามธรรมชาติ ที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย ด้านจังหวัดนราธิวาส กับรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย หลังมีการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย นำโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ส่งผลให้ต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ตำบลเกาะสะท้อน พร้อมทั้งปิดเส้นทางเข้า-ออกระหว่างหมู่บ้านทั้ง 9 หมู่บ้าน อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ ฉก.นราธิวาส ได้เสริมชุดป้องกันชายแดน จัดกำลังเสริมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเฝ้าระวัง ตลอดตะเข็บชายแดน อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก และ อำเภอแว้ง เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน ลาดตระเวนทางน้ำ ตลอดแนวลำน้ำสุไหงโกลก ทางบก ช่องทางธรรมชาติ เพิ่มมาตรการคุมเข้มตลอดแนวชายแดน โดยเฉพาะช่องทางที่มีชุมชนหรือหมู่บ้านอาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน การจัดตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด และการจัดตั้งแหล่งข่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการลักลอบการหลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย นำโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกามาแพร่ระบาดในประเทศไทย

จัดตั้งกองอำนวยการควบคุมการผ่านแดน ณ ด่านศุลกากรสุไหงโกลก เพื่ออำนวย การปฎิบัติงานในการควบคุมในพื้นที่รับผิดชอบ และเขตพื้นที่ที่เป็นรอยต่อ พร้อมจัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ ลาดตระเวนทั้งทางบก และทางน้ำ สกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบข้ามแดนมาได้โดยเด็ดขาด

สิ่งสำคัญในการดูแลพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อไม่ให้เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ อินเดีย ที่กำลังระบาดอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยได้อีก อยู่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน รวมถึงชุมชน ต้องจับมือร่วมใจนำประเทศไทยก้าวพ้นโรคร้ายนี้ให้ได้.

ผู้เขียน : คชสีห์ 88

กราฟิก : Varanya Phae-araya

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19special contentชายแดนใต้โควิดมาเลเซียมาเลเซียล็อกดาวน์ทั่วประเทศโควิดสายพันธุ์แอฟริกาปิดชายแดนกองทัพภาคที่4สกัดโควิด-19ไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 05:49 น.