เยียวยา 1.6 แสนล้าน ช่วยประชาชนสู้พิษโควิด ผ่านช่อง 10 โครงการ

ข่าว

เยียวยา 1.6 แสนล้าน ช่วยประชาชนสู้พิษโควิด ผ่านช่อง 10 โครงการ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

2 มิ.ย. 2564 05:16 น.

ครม.จัดให้ อนุมัติเงินกู้ ทำ 10 โครงการ รวม 163,604 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และกระตุ้นเศรษฐกิจหลังอ่วมพิษโควิด-19 ถ้วนหน้า มี 2 โครงการเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิในเดือน มิ.ย.นี้ เริ่มใช้ ก.ค.ยาวไปถึงสิ้นปี ขณะที่เลขาฯ สมช.ยัน ศบค.ไม่ได้ขัดแย้ง กทม.เหตุระงับการผ่อนคลายมาตรการเปิดกิจการบางประเภท เป็นอำนาจนายกฯพิจารณา ด้าน “อนุทิน” ยัน 7 มิ.ย.วัคซีนมีให้ฉีดตามนัด ทั้งแอสตราฯ-ซิโนแวค แย้มข่าวดี เจรจาจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ไว้ด้วยเบื้องต้น 5 ล้านโดส มาได้ไตรมาส 4 พร้อมปัดทุ่มจัดสรรวัคซีนลงบุรีรัมย์ ขณะที่หมอเริ่มโล่ง หลังจัดการนำผู้ติดเชื้อใน กทม.-ปริมณฑล เข้า รพ.สนามได้เร็ว จนรักษาผู้ติดเชื้อหายป่วยไว แต่ยังห่วงกลุ่มอาการหนัก ทำเตียงไอซียูจ่อวิกฤติ หวั่นกระทบการดูแลผู้ป่วยหนัก ขณะที่ยอดติดเชื้อรายวันยังกว่า 2 พันคน แต่รักษาหายเพิ่มอีกกว่า 3 พันคน

เข้าสู่เดือนที่ 6 ของปี ไทยยังพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในการระบาดระลอก 3 ที่เริ่มมาตั้งแต่ เม.ย.จากกลุ่มสถานบันเทิงย่านทองหล่อแล้วลุกลามไปทั่วประเทศ เนื่องจากพบติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษที่แพร่ระบาดรวดเร็ว ทำให้อาการป่วยรุนแรง แม้ภาครัฐจัดฉีดวัคซีนป้องกันโรคไปแล้วกว่าหลายล้านโดส

ครม. ทุ่ม 1.63 แสนล้านแก้โควิด

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าหลังจากไทยยังเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 มายาวนานกว่า 1 ปี ทำให้รัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ออกมาตรการคุมโรคเข้มงวด จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพ และในการระบาดระลอก 3 ที่ผ่านมาสองเดือนแล้ว ยังไม่มีแนวโน้มจะหยุดการแพร่ระบาด ต่อมานายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติการใช้เงินกู้ 163,604 ล้านบาท ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท จากการอนุมัติครั้งนี้ทำให้มีกรอบวงเงินกู้คงเหลือ 19,172 ล้านบาท

จัด 10 โครงการช่วยเหลือเยียวยา

โครงการที่อนุมัติประกอบด้วย 1.โครงการจัดหาวัคซีนโควิด 6,378 ล้านบาท 2.โครงการค่าบริการสาธารณสุข 10,569 ล้านบาท 3.โครงการค้นหาเชิงรุกสำหรับกลุ่มเสี่ยง 129 ล้านบาท 4.โครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชยและเสี่ยงภัย สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2564 วงเงิน 1,575 ล้านบาท รวมแล้วตั้งแต่เริ่มต้นเดือน เม.ย.2563 รัฐบาลอนุมัติเงินให้ อสม.แล้ว 16 เดือน 5.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (ลดค่าน้ำ ค่าไฟ) 4,512 ล้านบาท 6.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 จำนวน 13.65 ล้านคน วงเงิน 16,380 ล้านบาท 7.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ 2.5 ล้านคน วงเงิน 3,000 ล้านบาท 8.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวน 31 ล้านคน วงเงิน 93,000 ล้านบาท 9.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จำนวน 4 ล้านคน วงเงิน 28,000 ล้านบาท 10.โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตโคเนื้อด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ของกรมปศุสัตว์ 75 ล้านบาท

ใช้ 129 ล้านซื้อรถตรวจโควิด

นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าที่ประชุม ครม.อนุมัติวงเงิน 129.30 ล้านบาท จัดหารถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยแบบ 2 จุดบริการ (Biosafety Mobile Unit) 11 คัน และรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ (Express Analysis Mobile Unit) 11 คัน เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อในระดับพื้นที่และเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการตรวจวิเคราะห์ผลโรคโควิด-19 รวม 22 คัน

14 มิ.ย. ลงทะเบียนคนละครึ่ง

ต่อมานางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รวม 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการคนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่งได้ เยียวยาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยาผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ครอบคลุมประชาชน 51 ล้านคน จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค.64 ราว 4.73 แสนล้านบาท โดยประชาชนแต่ละคนเข้าร่วมได้ 1 โครงการเท่านั้น มีรายละเอียดดังนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการไม่เกิน 31 ล้านคน คนละ 3,000 บาท รวมวงเงิน 9.3 หมื่นล้านบาท เปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 เวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน จนครบ 31 ล้านคน ผู้ที่ใช้สิทธิ์คนละครึ่งเดิม หากต้องการเข้าร่วมโครงการต้องยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้ที่แอปเป๋าตัง ส่วนคนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ต้องเข้าไปสมัครที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com รอบการจ่ายเงินแบ่งเป็นรอบแรก ไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน เริ่ม ก.ค.-ก.ย.64 และรอบที่ 2 อีก 1,500 บาทต่อคน เริ่มเดือน ต.ค.-ธ.ค.64

“ยิ่งใช้ยิ่งได้” ลงทะเบียน 21 มิ.ย.

ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2564 เวลา 06.00-22.00 น.จนครบ 4 ล้านคน ผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตังแล้ว ลงทะเบียนผ่านแอปเป๋าตังหรือเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้รับสิทธิ์ใดจากมาตรการรัฐหรือไม่เคยใช้จ่ายผ่านระบบ g-Wallet ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์เท่านั้น โครงการนี้รัฐจะใช้เงินกู้ราว 2.8 หมื่นล้านบาท โครงการนี้ถือเป็นโครงการใหม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher)

แจงหลักเกณฑ์ “ยิ่งใช้ยิ่งได้”

วงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 6 หมื่นบาทต่อคน และยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิไม่เกิน 5 พันบาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการคือ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.2564 ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1-40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 10 ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน สิทธิ e-Voucher จะคืนเป็นวงเงินใน g-Wallet ทุกต้นเดือนถัดไป ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ หากผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประสงค์จะเปลี่ยนไปรับสิทธิอีกโครงการหนึ่งแทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิอีกโครงการหนึ่ง ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในวันที่ 28 มิ.ย.และถือว่าสละสิทธิโครงการที่ได้รับสิทธิเดิม

เติมเงินบัตรคนจน 1,200 บาท

น.ส.กุลยากล่าวต่อว่า สำหรับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.65 ล้านคน จะเติมเงินให้ผู้ถือบัตรคนละ 200 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือนรวม 1,200 บาท เริ่ม 1 ก.ค.-31 ธ.ค.64 หากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องการจะร่วมโครงการคนละครึ่งหรือยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องสละสิทธิการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยนำบัตรมาคืนที่กรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่ 7 มิ.ย.64 และจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป ส่วนโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ จำนวน 2.5 ล้านคน เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ฯลฯ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นเวลา 6 เดือน เริ่ม 1 ก.ค.-31 ธ.ค.64 โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายเงินผ่านบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (สมาร์ทการ์ด) ผ่านร้านธงฟ้า และร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

ติดเชื้อ 2,230 หายกว่า 3 พัน

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รายวัน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงสถานการณ์ประจำวันที่ 1 มิ.ย.ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,230 คน เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,132 คน เป็นผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 77 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 21 คน ในจำนวนนี้มี 2 คน เป็นผู้เดินทางจากเส้นทางธรรมชาติทางเรือมาจากอินโดนีเซีย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 162,022 คน หายป่วยเพิ่ม 3,390 คน ทำให้มียอดหายป่วยสะสม 111,735 คน อยู่ระหว่างการรักษา 49,218 คน อาการหนัก 1,236 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 378 คน มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่ม 38 คน ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 1,069 คน

ปิดแคมป์ไม่ใช่คำตอบ

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 864 คน สมุทรปราการ 253 คน เพชรบุรี 166 คน ตรัง 164 คน นนทบุรี 112 คน ขณะที่ภาพรวมการระบาดของประเทศลดลง แต่ กทม.และปริมณฑลยังไม่ลดลง พบคลัสเตอร์ใหม่อยู่ที่โรงงานอาหารแช่แข็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ที่มีผู้ติดเชื้อ 55 คน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่ กทม. ผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในหลายเขต ผอ.ศบค.สั่งการให้กำหนดมาตรการเข้มเป็นจุดๆ เพราะสิ่งที่เรียนรู้มาสถานที่จะซ้ำอยู่ที่ตลาด ชุมชน แคมป์คนงาน ให้เพิ่มมาตรการไปเฉพาะเจาะจง โดยให้ ศปก.กทม.ดูแลแบ่งเป็นกลุ่มเขต เพื่อให้ได้ผลในการบริหารจัดการได้ดีกว่า ส่วนมาตรการที่จะออกมา เช่น บับเบิลแอนด์ซีล ให้พิจารณาผลของการควบคุมโรคประกอบกับผลกระทบทางสังคม เพราะหากมีการปิดแคมป์ ตลาด จะทำให้แรงงานไม่มีงานทำ คนกลุ่มเสี่ยงจะกระจัดกระจายออกไป อาจนำเชื้อออกไป ดังนั้น พูดคุยกันว่าการทำบับเบิลแอนด์ซีล ถ้ามีกรอบชัดเจนแล้ว มีการส่งข้าวส่งน้ำเพื่อให้เขาสามารถทำงานได้ต่อ เช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจเดินได้ เนื่องจากเศรษฐกิจตอนนี้ขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรม การใช้มาตรการปิดไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด มาตรการเหล่านี้เราเคยใช้มาแล้วในโรงงานและได้ผลด้วย

เผยเหตุ “บิ๊กตู่” เบรก กทม.

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ ศบค.ชะลอการเปิด 5 สถานที่ของ กทม.ไว้ก่อนว่าไม่มีอะไร คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการตามที่ภาคเอกชนขอมา คณะกรรมการพิจารณาแล้วไม่ขัดแย้งกับข้อกำหนดของ ศบค.ชุดใหญ่ แต่ทุกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะผอ.ศบค.มีนโยบายหรือข้อกำหนดที่แตกต่างออกไปได้ มองในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ใช่การเบรกอะไร เพราะยังไม่มีการเสนอมา ข่าวที่ออกมาเป็นเพียงแค่การประชุม ยังไม่มีประกาศ นายกฯพิจารณาแล้วเห็นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อใน กทม.ยังสูง จึงเป็นห่วงในภาพรวมให้ชะลอไว้ก่อน นายกฯ เข้าใจ กทม.และผู้ประกอบการ สั่งการให้ไปคุยกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเร่งฉีดวัคซีนให้กลุ่มอาชีพที่ กทม.ก่อนผ่อนคลาย อาทิ พนักงานนวดแผนโบราณ พนักงานเสิร์ฟอาหาร ช่างตัดผม เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็จะผ่อนคลายต่อไป

วางแนวทางให้ อปท.หาวัคซีน

ส่วนกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องการจัดซื้อวัคซีนทางเลือกเอง พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า จะรับข้อเสนอและหารือกับ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานกรรมการในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม จากนั้นจะเสนอแนวทางให้นายกฯพิจารณาต่อไป อยากทำความเข้าใจว่าการจัดซื้อวัคซีนมี 2 รูปแบบ คือ การสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร และการซื้อภายในจากหน่วยงาน ที่ประชาชนเกิดความสับสนว่า อปท.จัดซื้อจากภายนอกได้เอง ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้มีเงื่อนไขทางกฎหมาย และทางนโยบาย ที่ต้องรอนโยบายจากนายกฯ ขณะที่ ศบค.ต้องคุยกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง และเสนอเรื่องมาให้นายกฯพิจารณา

กทม.ขยายเวลาปิด 35 ประเภท

ทั้งนี้ วันเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ลงนามประกาศกรุงเทพมหานคร ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ฉบับที่ 31 เพื่อให้การป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร มีมติที่ประชุมครั้งที่ 16/2564 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 มีคำสั่งดังต่อไปนี้ ให้ปิดสถานที่และใช้บังคับมาตรการที่ระบุไว้ในประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 25 เมษายน 2564 (ฉบับที่ 26) ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 และ (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ขยายเวลาปิดกิจการ 35 ประเภท ต่อไปอีก 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-14 มิ.ย.2564

นายกฯย้ำต้องให้ ศบค.อนุมัติ

ต่อมาเวลา 14.20 น.ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ. ศบค.ชุดใหญ่ให้สัมภาษณ์ถึงการชะลอมติเปิด 5 สถานที่ของ กทม.ว่าการผ่อนคลายต้องผ่านที่ประชุมศบค.ก่อน เนื่องจากสถานการณ์ใน กทม.ยังระบาดมาก พูดไปก่อนไม่ได้หากไม่มีมติขึ้นมาจาก ศบค.ตนก็อนุมัติให้ไม่ได้

“อนุทิน” ย้ำ 7 มิ.ย.ฉีดตามนัด

ส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า วัคซีนแอสตราเซเนกาแจ้งว่าจะส่งภายในเดือน มิ.ย.ทราบว่าได้ส่งเอกสารการตรวจมาตรฐานมาที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ บอกทุกอย่างเป็นไปด้วยดี รอการตรวจปล่อย ส่วนจำนวนลอตที่มาเท่าไหร่ต้องถามกรมควบคุมโรค แต่ทั้งสองกรมแจ้งทุกอย่างเป็นไปตามแผน ที่สำคัญวัคซีนมีฉีดให้คนไทยตามกำหนด ไม่ต้องลงถึงยี่ห้ออะไร เพราะทุกยี่ห้อมีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน ส่วนการกระจายแอสตราฯ ที่ได้มา เมื่อตรวจรับของเมื่อไหร่ กระจายทันที ทันวันที่ 7 มิ.ย.แน่นอน ขณะนี้หลายจุดฉีดอยู่แล้ว ทั่วประเทศประมาณ 5 ล้านเข็ม

มีหน้าที่แค่จัดหาวัคซีน

นายอนุทินยังกล่าวถึงการกระจายวัคซีนไปจุดไหนเป็นเรื่องของฝ่ายควบคุมโรคที่จะตัดสินใจ วัคซีนทุกชนิดมีคุณสมบัติป้องกันโรคที่รักษาไม่ให้ป่วยหนัก ไม่ให้เสียชีวิต แอสตราฯ มีเรื่องของภูมิคุมกันที่ขึ้นเร็วหน่อย มีการพูดว่าหากพื้นที่ระบาดก็ต้องใช้แอสตราฯ อัดเข้าไปก่อน เป็นเรื่องของวิชาการและทางการแพทย์ ตนไม่มีสิทธิหืออือ ตนมีหน้าที่บริหารให้มีวัคซีนไปฉีด มีงบประมาณไปจัดหา หน้าที่ตนมีแค่นี้ ใครคิดหวังจะเบิกวัคซีนเยอะๆ ไปเก็บไว้ก่อนเพื่อไปแจกเองไม่ได้ คนที่มาเบิกวัคซีนจาก สธ.ต้องมีแผนการฉีด ไม่ใช่ให้เก็บไว้นาน เพื่อให้มั่นใจการเก็บรักษาเป็นไปตามมาตรฐาน มีคนฝันลมๆแล้งๆ ว่าทำไมไม่จัดไปให้ ขอมาล้านไปบริหารเองไม่เกิดหรอกของพวกนี้ต้องดูแลอย่างดี

เจรจาจอห์นสันฯ 5 ล้านโดส

เมื่อถามถึงจำนวนวัคซีนแอสตราฯ มีรายงานว่าลอตแรกจะได้ประมาณ 1-2 ล้านโดส ไม่ถึงยอดที่กระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่าจะมี 6 ล้านโดส นายอนุทินกล่าวว่า เชื่อจะทยอยเข้ามาภายใน มิ.ย.จนครบ หากมีปัญหาทางบริษัทต้องจัดหามาให้ครบตามสัญญา ส่วนวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันมีการเจรจาจัดหามาเช่นกันเบื้องต้น 5 ล้านโดส น่าจะได้ในไตรมาส 4 เพื่อจัดหาไว้เป็นความมั่นคงอีกทาง

ปัดทุ่มวัคซีนลงบุรีรัมย์

กรณีมีข่าวบุรีรัมย์ถูกจัดสรรวัคซีนไปมากพิเศษ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องจริง ตนเป็น รมว.สาธารณสุข ตอนนี้ปฏิบัติหน้าที่ รมว.สาธารณสุข ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ ต่อให้เป็น ส.ส.บุรีรัมย์ ต้องคิดถึงคนไทยทั้งประเทศ ไม่มีทางเอาทั้งหมดไปบุรีรัมย์ ถ้าใช้สามัญสำนึกคิด เวลาสถานการณ์เช่นนี้ต่อให้อยากเอาไปแค่ไหน คงไม่สามารถทำได้ ทุกอย่างเป็นไปตามการกระจายตามนโยบายของ ศบค. กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ศบค. และนายกรัฐมนตรี

มั่นปูพรมปักเข็มฉลุย

ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่สถานีกลางบางซื่อ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ พญ. มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง และ ผอ. ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ นำสื่อมวลชนดูความพร้อมการรับวัคซีนให้กับกลุ่มองค์กร 5,000 คน และประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนนัดหมายผ่านเครือข่ายมือถือ 4 แห่ง ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ 5,000 คน จะเริ่มให้บริการวันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป พญ.มิ่งขวัญกล่าวว่า ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 6 มิ.ย. เป็นการทดสอบรับการฉีดวัคซีนให้บริการกับคนขับรถสาธารณะ และบุคลากรกระทรวงคมนาคม การซักซ้อมสามารถฉีดได้วันละ 10,000- 12,000 คน จากนั้นจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป เชื่อว่าให้บริการได้แน่นอน

โล่งป่วยอาการไม่หนักเริ่มลด

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อแต่ละวันยังเป็นหลักพันต่อเนื่อง ในส่วนของเตียงรองรับผู้ป่วย นั้นว่า กรณีค้นหาเชิงรุกและนำผู้ป่วยออกจากชุมชนมารักษา ขณะนี้ทำได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาแล้วช่วยทำให้ระดับผู้ป่วยสีเขียวไม่พัฒนาเป็นสีเหลืองและสีแดง และทำให้โรงพยาบาลเอกชนปิดฮอสพิเทลไปแล้วหลายแห่ง แต่ที่น่ากังวลคือกลุ่มผู้ป่วยระดับสีแดง ซึ่งต้องใช้เตียงไอซียู โดย เฉพาะจำนวนผู้ป่วยเป็นหลักพันในกรุงเทพฯ ทำให้เตียงไอซียูของ รพ.โรงเรียนแพทย์ รพ.รัฐของกรม แพทย์ ค่อนข้างตึง ที่ผ่านมามีการส่งต่อให้กับ รพ. พลังแผ่นดิน ซึ่งเป็น รพ.ไอซียูสนาม ไปแล้วจำนวน 10 เตียง และสามารถขยายได้ถึง 40 เตียง

หนังสือรับรองฉีดวัคซีนไป ตปท.

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรม ควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนจะได้รับเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของประเทศไทยจากสถานพยาบาลที่ให้บริการ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปต่างประเทศ ขอรับหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค-กรณีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อใช้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศได้เช่นกัน โดยผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศต้องฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อน ส่วนเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการขอหนังสือรับรองฯ ซึ่งเป็นเล่มเหลืองมีดังนี้ 1.หนังสือเดินทาง ที่มีอายุการใช้งานเหลือมากกว่า 6 เดือน (ตัวจริงและสำเนา) 2.บัตรประชาชน (ตัวจริงและสำเนา) 3.เอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของประเทศไทย ที่ยืนยันได้ว่าบุคคลนั้นได้รับวัคซีนครบถ้วน (ตัวจริงและสำเนา) 4.ค่าใช้จ่ายในการออกเอกสารรับรองฯ 50 บาทต่อเล่ม สามารถขอได้ที่ 1.สถาบันบำราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี โทร.0-2951-1170 ถึง 79 ต่อ 3430 2.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กทม. โทร.0-2521-1668 3.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ อีเมล porthealth_bbk@ddc.mail.go.th และ 4.กองโรคติดต่อทั่วไป อาคาร 5 ชั้น 6 กรมควบคุมโรค จ.นนทบุรี โทร. 0-2590-3232, 0-2590-3234 ถึง 35 หรืออีเมล travelhealth@ddc.mail.go.th สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

จ่ายเงินช่วยหลังฉีดวัคซีน 150 คน

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ได้ประชุมผู้บริหาร สปสช.ทั้ง 13 เขต แจงการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีที่ได้รับความเสียหายจากวัคซีนโควิด-19 ขณะนี้เริ่มมีผู้ ทยอยยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากกรณีฉีดวัคซีนโควิด-19 เข้ามา ย้ำว่าหากประชาชนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 สงสัยว่าจะมีอาการเจ็บป่วยที่มีเหตุ จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมถึงในกรณีที่เสียชีวิต ทั้งตัวผู้ฉีดวัคซีนหรือญาติ ยื่นคำร้องที่โรงพยาบาลที่รับฉีดวัคซีน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานสาขาเขตของ สปสช. ได้ทันที ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีผู้ที่รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ยื่นคำร้องและ สปสช.จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว 150 คน รวมเป็นเงินช่วยเหลือ 991,700 บาท ส่วนใหญ่อาการไม่มากมีจำนวน 131 คน อาการปานกลาง 15 คน และอาการมากที่ต้องนอนโรงพยาบาล 4 คน

ราชวิทยาลัยฯ ไม่มีคุย อปท.

ส่วน ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ว่า “ต้องขอโทษอีกแล้ว ผมพูดไม่ชัด.....ณ วินาทีนี้ผมและราชวิทยาลัยฯ ยังไม่มีนโยบายหรือได้พูดคุยกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไหนๆ ในเรื่องวัคซีนตัวเลือกนะครับ #วัคซีนคืนชีวิตชีวาให้สังคมไทย #วัคซีนช่วยชาติ” นอกจากนี้ยังโพสต์ด้วยว่า “ทำใจร่มๆสบายๆครับ ใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง เลี่ยงที่แออัด วัคซีนหลักน่าจะทยอยมาทั้งปริมาณและคุณภาพไม่เกินอึดใจ สำหรับ “วัคซีนตัวเลือก” ผมขอรอนโยบายรัฐบาลในการกระจายวัคซีนดังกล่าวก่อน ในทุกๆองค์กร ทุกๆส่วนรอใจสบายๆนะครับ ถึงเวลามาพร้อมกันเยอะๆอย่าลังเลการไปรับวัคซีนกันนะครับ ไปที่ไหนไม่ว่ากัน ทุกคนบนแผ่นดินไทยควรได้วัคซีน คนอื่นฉีดเราก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

เด้ง ผบ.คุกแปดริ้วเหตุติดเชื้อพุ่ง

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 มิ.ย.ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงนามคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 184/2564 ลงวันที่ 31 พ.ค. ให้นายกรีฑา แก้วเทศ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้ น.ส.สมสกุล แอลเฟรด นักทัณฑวิทยาเชี่ยวชาญ สำนักพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น การสั่งย้าย ผบ.เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา มีขึ้นภายหลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเรือนจำเพิ่มขึ้น 660 คน ทำให้มีผู้ป่วยสะสมสูงถึง 1,218 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 2,693 คน ผู้ต้องขังที่มีอาการหนักออกไปรักษาที่ รพ.พุทธโสธร จำนวน 8 คน

ผู้ป่วยโควิดตายต่อเนื่อง

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ วันที่ 1 มิ.ย. ยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตต่อเนื่อง โดยในหมู่บ้านผาผึ้ง ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นรายที่ 4 ของหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เป็นหญิง อายุ 62 ปี เป็นเครือญาติกับผู้เสียชีวิตก่อนหน้านี้ และเจ้าหน้าที่ควบคุมโรค ได้นำร่างไปทำการฌาปนกิจ ณ เมรุวัดมณีบรรพต ทันที พร้อมเก็บอัฐิส่งมอบให้ญาติต่อไป และจังหวัดตากขยายเวลาปิด ห้ามผู้ใดเข้า-ออกในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านผาผึ้ง เป็นหมู่บ้านชาวไทย ชาติพันธุ์ม้ง บนเทือกเขาถนนธงชัย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งยวดและได้รับอนุญาตจากนายอำเภอวังเจ้าในฐานะเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออีก 7 วัน จนถึงวันที่ 6 มิ.ย.นี้ เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยโควิด-19 ใน จ.ร้อยเอ็ด เสียชีวิตเป็นรายที่ 5 ของจังหวัด เมื่อเย็นวันที่ 31 พ.ค. เป็นหญิง อายุ 60 ปี อยู่ ต.ดงสิงห์ อ.จังหาร ประวัติไปเลี้ยงหลานที่ กทม.วันที่ 10 พ.ค. เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยรถยนต์ส่วนตัวพร้อมลูกสาวและครอบครัวรวม 5 คน ส่วน จ.สุพรรณบุรี ผู้ป่วยเสียชีวิตรายที่ 10 ของจังหวัด เป็นหญิงไทย อายุ 63 ปี ชาว ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า ขณะที่ จ.กาฬสินธุ์พบผู้ติดเชื้อ 1 คน แต่มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 2 คน เป็นชาว อ.กุฉินารายณ์ ทั้งคู่ คนแรกเป็นหญิง วัย 73 ปี มีโรคไตวายเรื้อรัง คนที่สองเป็นหญิง วัย 35 ปี มีโรคประจำตัวภาวะสติปัญญาบกพร่อง โรคหลอดเลือดในสมองอุดตันและโรคเบาหวาน

โคราชตะลุยฉีดกลุ่มเสี่ยง

ส่วนที่ จ.นครราชสีมา สสจ.รายงานพบผู้ป่วยรายใหม่ลดลงมีเพียง 2 คน พบในอำเภอเมืองปากช่องทั้งคู่ โยงคลัสเตอร์โรงงานชำแหละไก่ จ.สระบุรี ขณะที่บรรยากาศการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ คนชราภาพที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนกับสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และ รพ.มหาราชนครราชสีมา ทั้งที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา และเซ็นทรัลพลาซ่า โคราช มีคนหลั่งไหลไปฉีดวัคซีนซิโนแวคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สสจ.นครราชสีมา สรุปภาพรวมจนถึงวันที่ 31 พ.ค.ในจังหวัดมีผู้รับวัคซีน 122,374 คน มีอาการไม่พึงประสงค์ ได้แก่ปวดกล้ามเนื้อ 3,391 คน ปวดศีรษะ 2,550 คน เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 1,688 คน อื่นๆ 1,497 คน ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด 1,310 คน มีไข้ 1,142 คน คลื่นไส้ 643 คน ท้องเสีย 378 คน ผื่น 303 คน ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง 178 คน และอาเจียน 178 คน รวม 13,284 ราย คิดเป็นร้อยละ 10.83 ส่วนที่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องรับการรักษาส่งต่อในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยนอก 124 คน ผู้ป่วยใน 19 คน พบ Immunization Stress Related Response (ISSR) 9 คน และ Anaphylaxis 3 คน

หลายจังหวัดป่วยใหม่ลด

นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หลายจังหวัด รายงาน ณ วันที่ 1 มิ.ย. มีแนวโน้มดีขึ้น พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ลดลง อาทิ จ.นครศรีธรรมราช พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเพียง 8 คน เป็นผู้ป่วยที่กักตัวตรวจเชื้อก่อนหน้า ส่วน จ.ชลบุรี พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่แค่ 47 คน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.เมืองชลบุรีและ อ.ศรีราชา เช่นเดียวกับ จ.ระยอง รายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่แค่ 2 คน อยู่ใน ต.เนินพระ และ ต. สำนักทอง อ.เมืองระยอง ส่วน จ.อุบลราชธานี เจอผู้ติดเชื้อใหม่ 4 คน ในจำนวนนี้มีกลับมาจาก กทม.และโรงงานที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

จว.สีแดงเข้มติดเชื้อยังพุ่ง

สำหรับ จ.นนทบุรี 1 ใน 4 จังหวัดสีแดงเข้ม พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 154 คน ในจำนวนนี้มาจากแคมป์คนงาน 102 คน อยู่ใน อ.ปากเกร็ด 106 คน อ.เมือง 31 คน อ.บางกรวย 6 คน อ.บางบัวทอง 5 คน อ.บางใหญ่ 5 คน อ.ไทรน้อย 1 คน นอกจากนี้ เทศบาลนครนนทบุรี นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลนครนนทบุรีเข้าตรวจเชิงรุกหาเชื้อโควิด-19 ในชุมชนหลังสุเหร่าพระนั่งเกล้า และชุมชนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จำนวน 2 พันคน หลังพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชนหลายราย และที่ตลาดบางใหญ่ เจ้าหน้าที่ สธ.เปิดจุดตรวจเชิงรุกผู้ค้าและแรงงานต่างด้าวตลอดสัปดาห์นี้ หลังพบผู้ติดเชื้อ 28 คน ขณะที่ จ.สมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อใหม่อีก 253 คน สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก กทม.จำแนกเป็นคนในพื้นที่ 216 คน นอกพื้นที่ 39 คน และข้อมูล ณ วันที่ 1 มิ.ย. มีคลัสเตอร์ใหม่ที่โรงอาหารแช่แข็ง ย่านบางบ่อ พบพนักงานติดเชื้อกว่า 55 คน

คนตาบอด-ร้านนวดวอนรัฐ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพัฒน์ธนชัย สระกวี สมาคมคนตาบอดไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือคนตาบอดที่ไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทั้งการตรวจหาเชื้อและการรักษาตามที่ควรจะได้รับ เมื่อกลายเป็นผู้ติดเชื้อต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเอง ขณะที่นายเกตุเดโช ติยะสุขสวัสดิ์ ตัวแทนผู้ประกอบการร้านนวด จ.นนทบุรี เปิดเผยว่าได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการพื้นที่สีแดงเข้มของ ศบค.อย่างมาก พนักงานขาดรายได้แต่ยังมีรายได้คงที่ ขอเรียกร้องให้ประธานคณะ กมธ.แรงงาน ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มใน จ.นนทบุรี เพื่อผ่อนปรนมาตรการให้เปิดกิจการร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านสปาเพื่อสุขภาพได้

WHO เปลี่ยนชื่อเชื้อกลายพันธุ์

สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีรายงานว่าในรอบ 24 ชั่วโมง มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีกกว่า 355,253 คน ทำให้ยอดสะสมพุ่งกว่า 171 ล้านคน เสียชีวิตอีก 7,761 คน รวมเป็นกว่า 3.5 ล้านคน ขณะที่สหรัฐอเมริกาผู้ติดเชื้อยังคงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง พบเพิ่ม 5,235 คน แต่รวมยอดติดเชื้อสะสมที่ยังอยู่อันดับ 1 ของโลกกว่า 34 ล้านคน เสียชีวิตอีก 115 คน รวมสะสมเป็น 609,000 คน ขณะเดียวกัน WHO ประกาศเปลี่ยนชื่อเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรก ใช้ตัวอักษรกรีก นับจากนี้ไปสายพันธุ์จากอังกฤษให้เป็น “อัลฟ่า” สายพันธุ์แอฟริกาเป็น “เบต้า” และสายพันธุ์อินเดียเป็น “เดลต้า” นอกจากจะช่วยให้มีการปรึกษาหารือเรื่องเชื้อกลายพันธุ์ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยลบชื่อที่เป็นเหมือนตราบาปประเทศนั้นๆไปด้วย แต่จะไม่ใช่แทนชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ทางการอินเดียออกมาวิจารณ์ถึงการตั้งชื่อสายพันธุ์ บี.1.617.2 ที่พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือน ต.ค. ปี กลายว่าเป็น “สายพันธุ์อินเดีย” แม้ทาง WHO ไม่เคยประกาศใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

"พรชัย เค้าแก้ว" หวังปิดตำนานซีเกมส์ 19 ทอง
03:52

"พรชัย เค้าแก้ว" หวังปิดตำนานซีเกมส์ 19 ทอง

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2565 เวลา 20:16 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์