ไลฟ์สไตล์
100 year

หมัดเด็ดเผด็จศึกโควิด คนเชื่อมั่นฉีดวัคซีนหมู่

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 มิ.ย. 2564 05:01 น.
SHARE

ยุทธการหมัดเด็ดเผด็จศึก “น็อกเอาต์เอาชนะโควิด-19” ที่ระดมกําลังทำงานเชิงรุกคัดแยกผู้ติดเชื้อเข้ารักษารวดเร็ว ควบคู่ปฏิบัติการปูพรมฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่มากพอปกป้องสังคมส่วนใหญ่ได้

ดังเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ต่างเคยประสบพบเจอศึกการระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตรายวันหนักหนากว่า “วิกฤติในไทยหลายเท่า” ทำให้ระบบสาธารณสุขแทบไปไม่รอดด้วยซ้ำ

แต่ด้วยมาตรการเดินหน้าปูพรม “ฉีดวัคซีนครอบคลุมคนในประเทศ” ทำให้เห็นผลเป็นประจักษ์ใกล้เดินมาถึง “วันแห่งชัยชนะศึกในโควิด-19” แล้วด้วยซ้ำจาก “ยอดผู้ติดเชื้อรายวัน” ลดลงชัดเจนในขณะนี้

แสดงให้เห็นว่า “การฉีดวัคซีนในประชากรหมู่มาก” มีประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดเจนต่อระบบสาธารณสุข และการป้องกันชีวิตโดยรวมของประเทศถึงแม้ว่าจะป้องกันได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ในส่วน “ประเทศไทย” เริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนในวันที่ 28 ก.พ.-13 พ.ค.2564 จำนวน 2.1 ล้านโดส และผู้ได้รับวัคซีน 2 เข็ม 7 แสนราย ตั้งเป้าหมาย “ฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสสิ้นปีนี้” ในประชากร 50 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 70 นั่นหมายความว่า ต้องระดมการฉีดให้คนไทยวันละไม่ต่ำกว่า 300,000 โดส

นับว่าเป็นมหกรรมการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ทำให้ “รัฐบาล” สรรหาวัคซีนเพิ่มเติมเป็น 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ครอบคลุม 50 ล้านคน ผ่าน 3 ทาง คือ 1.จองผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม 2.ผ่าน อสม. องค์กรภาครัฐ และเอกชน และ 3. on-site registration ตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

ท่ามกลางกระแส “สังคมออนไลน์” ส่งต่อข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงวัคซีนว่อนเต็มโลกโซเชียลฯ กลายเป็นความกังวลของคนไม่กล้าฉีดวัคซีนที่จัดหามานี้ ทั้งบางคนรอ “วัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา” เป็นทางเลือกอีกด้วย และก็มี “คนบางส่วน” ต่างบินลัดฟ้าไปถึง “สหรัฐอเมริกา” เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ด้วยซ้ำ

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร

อุปสรรคนี้กลายเป็น “โจทย์สำคัญให้รัฐบาล” ต้องกระตุ้นดึงความเชื่อมั่นให้แก่ “ประชาชน” เข้ารับวัคซีนหมู่ให้มากโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นเป้าหมายฉีดวัคซีนครอบคลุมสิ้นปีอาจไม่บรรลุผลก็ได้ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกว่า

สถานการณ์โควิด-19 โดยรวมแล้ว “ผู้ป่วยรายใหม่มีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ” แต่การระบาดโยกย้ายเปลี่ยนทิศมา “เอเชีย” โดยเฉพาะ “อินเดีย” มีผู้ติดเชื้อหลักแสนต่อวัน และเชื้อก็กำลังกระจายไปในหลายประเทศ

ส่วนประเทศเคยควบคุมการระบาดได้ดี ก็กลับมาระบาดระลอกใหม่ เช่น ประเทศไทย ไต้หวัน กัมพูชา เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยการเปลี่ยนทิศนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก...“ประสิทธิภาพวัคซีน” ส่วนใหญ่เป็นประเทศเคยเผชิญการระบาดหนักหน่วงมาแล้วเมื่อ “ประชากรรับฉีดวัคซีน” ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

สังเกตในเดือน เม.ย.2564 “ประเทศกลุ่มยุโรป” มีการระบาดระลอกใหม่ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี แต่ “ผู้นำประเทศ” ออกมาตรการเร่งกระจายวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้กดการระบาดสำเร็จใน 1 เดือนด้วยซ้ำ

กลุ่มที่สอง...“ผลจากมาตรการป้องกัน” ที่สามารถควบคุมได้ดีก่อนหน้านี้ที่มักเป็น “กลุ่มประเทศที่ไม่มีการฉีดวัคซีน” เมื่อระบาดใหม่ย่อมทำให้ “ผู้ติดเชื้อ” พุ่งสูงตามมา แสดงให้เห็นว่า การล็อกดาวน์ ค้นหาผู้ติดเชื้อ กักกันโรค เป็นการควบคุมในระยะสั้นของการระบาดระลอกนั้น ที่ไม่อาจป้องกันการระบาดครั้งต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้ “วัคซีน” จึงนับเป็นเสมือนว่า “อาวุธสำคัญ” ในการตัดตอนสกัดกันไม่ให้เชื้อกระจายเป็นวงกว้างได้ในระยะยาว เช่น “สหรัฐฯ อังกฤษ และอิสราเอล” กระจายฉีดวัคซีนมาตั้งแต่ต้นปี 2564 ครอบคลุมมากกว่า 25% ของประชากรแล้ว ทำให้สามารถเห็นผล “กดระดับแพร่ระบาดลดลง” ได้ดีชัดเจนต่อเนื่อง

ย้อนกลับดู “ประเทศไทย” ที่มีการระบาดในกลุ่มผู้มีอายุน้อย และวัยคนทำงาน มักมีพฤติกรรมใช้ชีวิตออกบ้านทำมาหากินประจำวัน และมีโอกาสพบปะสื่อสารใกล้ชิดกับคนหมู่มาก สามารถนำเชื้อไปพื้นที่อื่นได้ดี

ทั้งการระบาดรอบนี้เป็น “สายพันธุ์อังกฤษ” แพร่เชื้ออยู่ตาม “ชุมชน หนาแน่น” ที่เป็นปัจจัยให้ควบคุมโรคได้ยาก ส่วน “สายพันธุ์ในอินเดีย” ยังไม่ปรากฏ “ระบาดในไทยมากนัก” มักตรวจพบเชื้อในสถานกักกัน

สาระสำคัญ...“สายพันธุ์ในอินเดีย” ตามข้อพิสูจน์ “ถอดรหัสพันธุกรรม” พื้นที่เขตตอนกลางอินเดียที่เคยมี “สายพันธุ์อังกฤษระบาด” ในเดือน เม.ย. มีการกลายพันธุ์หนักพบการติดเชื้อง่ายกว่าสายพันธุ์อังกฤษ

เรื่องนี้ “สาธารณสุขไทย” เป็นห่วงมาก ต่างสกัดไม่ให้เข้ามาระบาดในไทย มิเช่นนั้นการติดเชื้อง่ายนี้ย่อมทำให้ “ยอดผู้ติดเชื้อสูง” ส่งผลให้มี “ผู้ป่วยหนัก” เข้ารักษาพร้อมกันจน “โรงพยาบาล” ไม่พร้อมรองรับก็ได้

ตอกย้ำให้ “ผู้ป่วยหนักล้นระบบ” ดังที่เผชิญอยู่ตอนนี้ที่ “โรงพยาบาล” ต่างปรับการรองรับผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด เช่น รพ.ศิริราช ปรับวอร์ดผู้ป่วยทั่วไปขยายเป็นวอร์ดโควิด-19 เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงเต็มอยู่ตลอดเช่นเดิม

ประเด็น...“ความเชื่อมั่นประสิทธิภาพของวัคซีน” ต้องยอมรับในช่วงเวลามีสิ่งของมากกว่า 1 อย่าง มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันเสมอ โดยเฉพาะ “ตลาดวัคซีนทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด” ถูกแบ่ง 2 ระดับ คือ กลุ่มวัคซีนมีคุณภาพสูง และกลุ่มระดับคุณภาพปานกลางพอใช้ได้ ทำให้มีการเปรียบเทียบเป็นธรรมชาติ

ประการเช่นนี้แล้ว “วัคซีนในไทย” ไม่ใช่สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่มี ประสิทธิภาพดีใช้ได้ ตัวอย่างเช่น ประสิทธิภาพ 100 คะแนน ได้ 80 คะแนนย่อมดีกว่า 60 คะแนน แต่ว่า 60 คะแนนย่อมดีกว่า 0 คะแนน ดังนั้น “ฉีดวัคซีน” ย่อมดีกว่าไม่ฉีดแน่นอน เสมือนมีโล่ป้องกันตัวห่วยๆ ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันเลยด้วยซ้ำ

สิ่งสำคัญ “วัคซีนอยู่ในมือนี้” ต้องกระจายครอบคลุมเร็วที่สุด แต่กลับเจอปัญหา “คนไม่กล้าฉีด” ก็คงต้องแก้ไขตรงจุดนี้ก่อน เพราะฉีดวัคซีนไม่อาจบังคับคนไม่ยินยอมได้ ดังนั้นต้องทำให้ “ประชาชน” รู้สึกว่า “การฉีดวัคซีนมีประโยชน์ประสิทธิภาพดีใช้ได้ดีคุ้มค่า” เมื่อเทียบกับความเสี่ยงข้อกังวลนี้มิใช่การชี้นำหลอกลวงกัน

ย้ำว่าหากไม่อยาก “ป่วยหนัก” ต้องนอนใส่เครื่องช่วยหายใจ แม้แต่เสียชีวิตลงก็อยู่เดียวดาย เพราะญาติ พี่น้องไม่อาจจัดพิธีงานศพให้ได้ ดังนั้นถ้ามีโอกาสต้องฉีดวัคซีนป้องกันอันมีประโยชน์ช่วยกรณี “ไม่ให้ป่วยหนัก” ได้แน่ๆ แต่หากอยาก “ฉีดวัคซีนประสิทธิภาพดีกว่าเดิม” สามารถรอนำเข้ามาแล้ว “ฉีดเข็ม 3” กระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำก็ได้

จริงๆแล้ว...“วัคซีนป้องกัน” ควรต้องมีปริมาณเพียงพอต่อ “คนอาศัยในแผ่นดินไทย” ทั้งคนไทย คนต่างด้าว และคนไร้สัญชาติจะต้องได้ “ฉีดวัคซีนครอบคลุมทั้งหมด” เพราะเชื้อระบาดกระจายได้ทุกสัญชาติ

อีกทั้งต้องมี “วัคซีนหลากหลาย” สำรองกรณีผิดพลาดจากการจัดส่งดังที่เคยเกิดในยุโรปจาก “แอสตราเซเนกา” ส่งไม่ได้ตามกำหนด “จนแผนฉีดชะงัก” ดังนั้น “วัคซีนหลายยี่ห้อ” ย่อมบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า “วัคซีน 2 ชนิด” โดยเฉพาะประชาชนมีความจำเป็นไม่ตรงกัน ถ้ามี “ผู้แพ้วัคซีน 2 ชนิด” ก็ยังพอมีชนิดอื่นให้เลือกได้

ทว่าความกังวล “การกระจายวัคซีนครอบคลุมทุกคน” ไม่ใช่ปัญหาสามารถระดมกำลังลำเลียง และฉีดให้ได้ทุกพื้นที่ไม่ยาก แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือ “คนไทยขาดความเชื่อมั่นวัคซีน” ดังนั้นขอแนะนำ 3 ทาง คือ 1.ช่องบริการประชาชนต้องการฉีดเข้าถึงได้ง่าย เพราะ “การจองคิวผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม” ทำได้ยากมาก

ตัวอย่างบทเรียนในสหรัฐฯ มีการกำหนด “ศูนย์ฉีดวัคซีน” ตามชุมชนเดินทางเข้ารับบริการได้ไม่เกิน 5 กม. 2.“ผู้ต้องการฉีด” เดินทางถึงจุดบริการยื่นบัตรประชาชน หรือบัตรต่างด้าวแล้วต้องฉีดวัคซีนได้เลย

และ 3.“การสื่อสาร” ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อ ศบค.ลดลง จากการระบาดระลอก 3 ในบางครั้งอาจเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ “เอกชน” เข้ามาช่วยรณรงค์เชิญชวนคนมาร่วมฉีดวัคซีนก็ได้ เช่น ดารา นักแสดง ต่างออกมาฉีดเป็นตัวอย่างอยู่ตอนนี้ เพราะ “การแถลงข่าวเชิงวิชาการ” อาจไม่เพิ่มประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้วก็ได้

ข้อแนะนำ 3 เรื่องนี้อาจทำให้ “คนลังเลจากกระแสข่าวลือผิดๆตามโลกออนไลน์” ที่ทำให้ไม่กล้าฉีดกัน เมื่อเจอตัวอย่างเห็นคนใกล้ชิดฉีดวัคซีนแล้ว “ไม่มีผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งเป็นลักษณะประสบการณ์จริงจาก “คนใกล้ตัว” ที่สามารถจับต้องได้ “คนกลัวไม่กล้า” ก็จะเปลี่ยนใจกลับเข้ามาฉีดกันเอง

วันนี้ “รัฐบาล” ต้องเปิดโอกาสให้ “ประชาชนทั่วไป” เดินเข้าฉีดวัคซีนแบบฟรีสไตล์ เมื่อมีตัวอย่างการฉีดแล้วไม่มีผลข้างเคียงให้เห็นขึ้นเรื่อยๆ “คนก็จะมีความเชื่อมั่น” พร้อมกับเดินเข้าฉีดกันเอง...

ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19วัคซีนโควิดจองวัคซีนโควิดการฉีดวัคซีนสถานการณ์โควิดวัคซีนโควิด modernaวัคซีน Sinovacวัคซีน AstraZenecaสกู๊ปหน้า1ฝ่าวิกฤติโควิดข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 24 มิถุนายน 2564 เวลา 00:03 น.