กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมรับน้ำฤดูฝน เร่งวางแนวทางบริหารจัดการระบาย และป้องกันอุทกภัย เต็มที่ 2 แนวทาง รวมทั้งประชุมเตรียมความพร้อมทุกพื้นที่ ทั้งคน เครื่องจักร เครื่องมือ


เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 64 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับน้ำในฤดูฝนตามแผนบริหารจัดการน้ำที่ได้วางกันไว้ ภายหลังที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุถึงพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในปี 2564 โดย กรมชลประทานได้วางแนวบริหารน้ำ 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1. การระบายน้ำ จะต้องบริหารแบบไดนามิก คือ การระบายน้ำออกให้สมดุลกับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างฯ และความสามารถในการเก็บกักในแต่ละช่วงเวลา หลักๆ ให้เน้นเก็บน้ำฝนสำรองไว้เพื่อฤดูแล้งในรอบหน้า โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ รวมถึงบริหารจัดการปริมาณน้ำให้สอดคล้องกับเกณฑ์บริหารการเก็บกัก ซึ่งล่าสุดกรมชลฯ ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำครบทุกเขื่อนแล้ว และ 2. การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทั้งวัชพืช และโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้มีการเตรียมพื้นที่ให้พร้อมระบายน้ำ กรณีจุดไหนที่คาดการณ์ว่าฝนน้อย ให้ใช้ระบบบริหารหรือประตูระบายน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในภาวะฝนทิ้งช่วง

"ทั้งนี้ กรมชลประทานมีการประชุมทุกสัปดาห์ผ่านระบบสื่อสารทางไกล เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมทุกพื้นที่ ทั้งคน และเครื่องจักร เครื่องมือ รวมถึงการติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เน้นย้ำว่า กรณีพื้นที่ใดที่เสี่ยงภัย เครื่องจักร เครื่องมือของกรม ต้องเข้าถึงพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด และช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น ให้วางแผนประชาสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย โดยจะใช้ระบบโทรมาตรของกรมที่กระจายทั่วประเทศ คาดการณ์มวลน้ำและระยะเวลาที่น้ำจะเดินทางถึงพื้นที่ต่างๆ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือ" นายประพิศ กล่าว

สำหรับในภาคเหนือที่มีน้ำท่วมบ่อยครั้งในลุ่มน้ำยม กรมชลประทาน มีการวางแผนในการจัดจราจรน้ำ และใช้แก้มลิงบางระกำในการรับน้ำหลาก ซึ่งสามารถรับน้ำหลากได้ประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดน้ำท่วมของ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย ปัจจุบัน พื้นที่ทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ที่กรมชลประทานจัดระบบการปลูกพืช ได้มีการเพาะปลูกแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลาก ทำให้สามารถใช้พื้นที่รับน้ำหลากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่างท้าย จ.ชัยนาท ลงมา มีพื้นที่ที่เป็นลุ่มต่ำ ที่เคยใช้รับน้ำหลาก จำนวน 12 ทุ่ง เนื้อที่ที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ แต่ในปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนปลายฤดูแล้งที่ผ่านมามีน้อย จึงไม่สามารถส่งน้ำเพื่อปรับระบบการเพาะปลูกให้ทำนาปีได้เร็ว ทำให้เกษตรกรต้องทำนาปีโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก ตามประกาศการเข้าฤดูฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ประกาศเข้าฤดูฝนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2564

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำในแต่ละพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกษตรกร เพื่อตัดสินใจเริ่มการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งถ้าเกษตรกรสามารถปลูกได้ในต้นฤดูฝน ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรกรได้ และกรณีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณมาก จะสามารถใช้ 12 ทุ่ง รับน้ำหลากในช่วง ต.ค. หรือ พ.ย. ได้เพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่พื้นที่จังหวัดแนวตะวันตก เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี หลายโครงการชลประทานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมาก อาทิ โครงการบรรเทาอุทกภัย บางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการบรรเทาอุทกภัย เพชรบุรี ซึ่งจะสามารถใช้ตัดยอดน้ำที่จะเข้าพื้นที่เศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้พิจารณาปรับการทำงานไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้น้ำลงทะเลได้เร็วที่สุด.