พฤติกรรมของ นายมิซูม่า อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่น กระทำผิดเข้าข่ายเป็นคดี “คอลเซ็นเตอร์” ร่วมกับพวกอีก 8 คน โดยนายมิซูม่า เป็นตัวการสำคัญในฐานะผู้สั่งการหลอกลวงเหยื่อชาวญี่ปุ่น

โดยให้เครือข่าวร่วมแก๊งโทรศัพท์ไปหาเหยื่อที่เป็นเพื่อนร่วมชาติชาวญี่ปุ่น และแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเป็นจะต้องตรวจสอบบัญชีเงินฝากของเหยื่อ

หลอกเอารหัสพินของบัตร

จากนั้นจะส่งคนร้ายในทีมปลอมตัวมาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปที่บ้านของเหยื่อ จะใช้กลอุบายหลอกลวงเหยื่อเพื่อขโมยบัตรกดเงินของเหยื่อนำไปกดเอาเงินเพื่อนำไปใช้จ่าย มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. สั่งให้ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3 สืบสวนติดตามจับกุมนายมิซูม่า

ชุดสืบสวน ตม.3 ติดตามจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียม พื้นที่ อ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ด้วยพฤติการณ์ของแก๊งคนร้ายที่หลอกลวงเหยื่อคอลเซ็นเตอร์อย่างแนบเนียน และชอบอ้างตัวเป็นตำรวจเป็นเครื่องมือในการใช้ก่อคดีกับเหยื่อชาวญี่ปุ่น พล.ต.ท.สมพงษ์ สั่งให้ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ขยายผล

พบประวัติ นายมิซูม่าเป็นผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับตำรวจสากล พัวพันเครือข่ายคดี “คอลเซ็นเตอร์” รายสำคัญที่ทางประเทศญี่ปุ่นต้องการตัว เนื่องจากมีผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นถูกหลอกจำนวนมาก

จากสถิติของสำนักงานตำรวจญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2019 พบว่า นายมิซูม่ากับพวกก่อคดีลักษณะของ “คอลเซ็นเตอร์” มาแล้วทั้งสิ้น 103 คดี มีผู้เสียหาย 46 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 40,500,000 เยน

ประมาณ 12 ล้านบาทไทย

นายมิซูม่าหลบหนีคดีประเทศญี่ปุ่น ขอวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย วีซ่าได้สิ้นสุดการอนุญาต

...

พล.ต.ท.สมพงษ์ สั่งให้ควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด” เพื่อรอส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่บ้านเกิด ตามหมายจับของตำรวจสากล

ขณะนี้ สตม. มีมาตรการเข้มข้นในการตรวจสอบ และติดตามชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เข้ามาก่อเหตุเป็นอันตรายต่อความสงบสุข และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้านเข้าจับกุมและส่งกลับ

ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ได้รับความเดือดร้อนที่ถูกกระทำโดยแก๊งชาวต่างชาติ

ไม่ให้คนต่างชาติทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศไทย.

“เพลิงพยัคฆ์”
pluengpayak@thairath.co.th