จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกล่าสุดที่การแพร่ระบาดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้ผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงมีจำนวนมากขึ้นทุกขณะ เป็นสาเหตุให้เราหลายคนจำเป็นต้องเข้าสู่การกักตัว 14 วันเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ
โดยหลักแล้วการกักตัวจำเป็นจะต้องแยกห่างจากสังคมและคนใกล้ชิด อย่างไรก็ตามข้อจำกัดการใช้ชีวิตของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน โดยเฉพาะกับคนที่อยู่อาศัยร่วมกับอีกหลายชีวิตในบ้าน เกิดเป็นคำถามว่าแล้วแบบนี้ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรดีจึงจะลดความเสี่ยงให้กับผู้ร่วมอาศัยและคนในครอบครัวให้ได้มากที่สุด?
สำหรับผู้ที่กังวลใจ ทางด้านกรมควบคุมโรค และ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ก็ได้มีการแนะนำวิธีการกักตัว 14 วันร่วมกับผู้อื่นเอาไว้สำหรับเป็นข้อมูลแก่ประชาชน สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้เลยทันทีสำหรับผู้ที่กำลังมีเหตุต้องเฝ้าระวัง
เสี่ยงแค่ไหนจึงต้องกักตัว?
บางคนอาจกำลังสงสัยว่าแบบไหนเราจึงจะต้องกักตัว 14 วัน ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้มีการออกมาตรการประเมินเบื้องต้นไว้สำหรับประเมินตนเองว่าเราอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงใด แบ่งออกเป็น 3 วง ได้แก่
วงที่ 1 ผู้สัมผัสความเสี่ยงสูง (สีส้ม) คือผู้ที่เจอกับผู้ติดเชื้อ มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น ผู้เรียน/ผู้อาศัย/ทำงาน ในห้องเดียวกัน มีการพูดคุยกันในระยะ 1 เมตร นานกว่า 5 นาที มีแนวโน้มถูกไอจามจากผู้ติดเชื้อโดยไม่มีการป้องกัน รวมถึงอยู่ในพื้นที่ปิด ไม่มีอากาศถ่ายเทร่วมกับผู้ป่วย
วงที่ 2 ผู้สัมผัสกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (สีเหลือง) คือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (วงที่ 1) เบื้องต้นถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ
วงที่ 3 ผู้ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ (สีเขียว) คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สัมผัสความเสี่ยงต่ำ (วงที่ 2) หรืออยู่ในสถานที่เดียวกับผู้ติดเชื้อ แต่ไม่ได้มีกิจกรรมใดๆ ร่วมกัน และไม่ได้มีการพบปะหรือสัมผัสกัน จึงจัดเป็นผู้ไม่มีความเสี่ยง
จากการประเมินดังกล่าว ผู้อยู่ในวงที่ 1 จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเชื้อทันที หากไม่พบเชื้อ ยังต้องกักตนเอง 14 วัน และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หรือหากพบว่าติดเชื้อ ผู้ที่อยู่ในวง 2 ก็จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันคือไปตรวจหาเชื้อ หากไม่พบก็จะต้องกักตัวเอง 14 วัน เช่นเดียวกัน
แนวทางปฏิบัติเมื่อต้องกักตัว 14 วัน
หนึ่งในข้อสำคัญที่สุดในช่วงกักตัวก็คือการเข้มงวดกับตัวเอง ยิ่งมีวินัยเท่าใดความเสี่ยงต่อคนในบ้านก็ยิ่งน้อยลง โดยระหว่างนี้ทั้งครอบครัวก็ต้องประคับประคองซึ่งกันและกันเพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
การแยกห้องและของใช้
- อยู่ในห้องที่แยกจากครอบครัว ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและห้องนอน หากแยกห้องนอนไม่ได้ จำเป็นต้องมีฉากกั้น เช่น แผ่นกั้นห้องแบบพลาสติก และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
- แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกันเด็ดขาด ขยะติดเชื้อ (กระดาษชำระ, หน้ากากอนามัย หรืออื่นๆ) ก็ต้องแยกทิ้งต่างหาก
การทำความสะอาด
- เสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว แยกทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกตามปกติ หรือซักร่วมกับน้ำร้อน
- ของใช้ที่สัมผัสบ่อย เช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70-90%
- ห้องสุขา สุขภัณฑ์ พื้นบ้าน ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% แต่อย่าฉีดพ่น
การใช้ห้องสุขา
- หากเป็นไปได้ควรแยกใช้ห้องสุขาส่วนตัว แต่หากไม่สามารถ ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย และทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที
- กรณีที่ใช้ชักโครก ให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกด ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
การจัดการขยะ
ต้องแยกขยะออกเป็น 2 ประเภท
- ขยะทั่วไป จัดการได้ตามปกติ
- ขยะติดเชื้อ ในแต่ละวันให้เก็บรวบรวมแล้วล้างถังด้วยน้ำยาฟอกขาวเพื่อทำลายเชื้อ ส่วนขยะให้ใส่ถุง 2 ชั้นมัดปากให้แน่นหนา ก่อนนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
การรับประทานอาหาร
- ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารด้วยน้ำและสบู่ อย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที และล้างให้ถูกวิธี
- เลี่ยงการทานอาหารร่วมกับครอบครัว ให้แยกมาทานคนเดียว หากเป็นอาหารที่มีผู้อื่นจัดเตรียมให้ (คนในครอบครัว หรือบริการส่งอาหาร) ควรกำหนดจุดรับส่งเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง
ทั้งนี้การกักตัว 14 วันจะเริ่มนับจากวันที่เจอคนติดเชื้อวันสุดท้าย นอกจากนี้ทุกคนในบ้านต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติตนตามแนวทางป้องกันการแพร่เชื้อเบื้องต้น ทั้งการล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเสมอ และอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร หรือ 1-2 ช่วงแขน เป็นต้น
สานพลังใจ We Fight Together
แม้การกักตัว 14 วัน ไม่ว่าจะอยู่ลำพังหรือการอยู่ร่วมกับคนในบ้านจะฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่มันจะไม่มีทางเหนือไปกว่าความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเราทุกคน ที่จะช่วยกันฟันฝ่าพายุลูกใหญ่ครั้งนี้ออกไป เพราะหากลองมองย้อนกลับไปในอดีต ทุกๆ ครั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติใหญ่ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจก็ทำให้เราผ่านมาได้ทุกครั้ง หรืออาจกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่า “ไม่มีวิกฤติไหนที่คนไทยเอาชนะไม่ได้”
ดังนั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในครั้งนี้จึงเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวของคนไทยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐกับนโยบายเยียวยารูปแบบต่างๆ ตลอดจนภาคประชาชนที่ล้วนให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน พร้อมใจเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การหมั่นล้างมือ พกเจลแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างทางสังคม รวมไปถึงการกักตัว 14 วันเองก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะทำให้วิกฤติเบาบางลง และยังเป็นการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเต็มกำลัง ลดงานหนักจากผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในขณะที่เราทุกคนก็อุ่นใจและปลอดภัยจากเชื้อไปพร้อมกัน
นอกเหนือไปกว่านั้นยังมีในส่วนของการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนที่ต่างจับมือกันช่วยเหลือสังคมในทุกมิติ อาทิ กลุ่มบริษัท ปตท. ที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยมานับตั้งแต่การระบาดในระลอกแรก ทั้งการช่วยเหลือในรูปแบบการบริจาค การสร้างสรรค์โอกาสเพื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และล่าสุดยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นแก่โรงพยาบาลสนามในภูมิภาคต่างๆ ทั้งชุดป้องกันการติดเชื้อ แอลกอฮอล์ทางการแพทย์ หน้ากากอนามัย รวมไปถึง “กล่องพลังใจสู้ภัยโควิด-19” ที่บรรจุสิ่งของจำเป็นไว้ครบถ้วนเพื่อใช้รองรับปริมาณผู้ป่วยที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้น
อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอาจต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไปอีกสักระยะ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ “กำลังใจ” ทั้งการมอบให้ตนเองเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ การมอบให้กับผู้คนรอบกายเพื่อช่วยกันประคับประคองหัวใจให้ยังคงสู้และไม่ยอมแพ้ รวมไปถึงการส่งต่อความหวังดีให้แก่สังคม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับมือปัญหาทุกฝ่าย และสำคัญที่สุดก็คือทีมฮีโร่เสื้อขาวของพวกเราอย่างบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังเป็นหน้าด่านต่อสู้กับเชื้อร้ายอย่างสุดความสามารถ
แล้วในวันหนึ่งเราจะผ่านพ้นอุปสรรคครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย ด้วยใจสู้ และรอยยิ้มที่มีให้แก่กันและกัน #สานพลังใจWeFightTogether
ข้อมูลอ้างอิง:
สสส. https://www.thaihealth.or.th/Content/54459-อยู่บ้านเดียวกันกักตัว14วันทำอย่างไร.html
กรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/file/int_operator/int_operator23_050164.pdf