กรมการแพทย์ ยืนยัน ทุกจังหวัดมีเตียงเพียงพอรักษา ผู้ป่วยโควิด ด้าน อธิบดีกรมอนามัย เผยหากสัมผัสผู้ติดเชื้อ ควรไปตรวจหาเชื้อวันไหนดี
วันที่ 19 เมษายน จากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งการระบาดในรอบเดือนเมษายน 2564 พบผู้ป่วยเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และมีการระบาดอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยเกี่ยวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มากขี้น ในมุมสาธารณสุขว่า ที่ผ่านมา สถานการณ์การระบาดมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน และสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยง และสถานที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม มีการขยายตัว แต่ไม่ได้ขยายกว้างมาก แต่กระจุกอยู่ตามหัวเมือง และสถานที่เสี่ยง นั่นหมายความว่า ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าว สิ่งที่ผิดกฎหมายทั้งหลาย ตลาด สถานบันเทิง หรือสถานที่มีลักษณะคล้ายกัน ซึ่งเชื่อว่าจะมีตัวเลขอีกส่วนหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างทาง เช่น รอผล ตรวจพบแล้ว แต่ยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษา ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดีพอ จะนำไปสู่จำนวนผู้ป่วยที่มาก หรือผู้ป่วยวิกฤติที่มากเกินกว่าระบบสาธารณสุขจะรองรับได้ แต่ย้ำว่า ไม่ใช่ทั้งประเทศแน่นอน
สำหรับพื้นที่ และพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง นพ.สุวรรณชัย ระบุว่า การที่เรายกระดับการควบคุม ต้องเกิดจากปัจจัยที่สำคัญที่เราต้องดำเนินการ คือ
1. ประชาชนต้องคงมาตรการ D-M-H-T-T-A ในระดับสูง และต้องเพิ่มตามสถานการณ์
2. การควบคุมโรคต้องเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้ติดเชื้อไปแยกกัก และผู้สัมผัส มากักตัว เพื่อตัดวงจร
3. ต้องเลือกใช้ไม้แข็ง คือการปิด การห้าม การลด การงด กิจการ และกิจกรรมต่างๆ ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง
4. ถ้าสถานการณ์เลวร้ายเราต้องเลือกล็อกดาวน์ หรือกึ่งล็อกดาวน์ ในบางพื้นที่กลุ่มจังหวัด
ซึ่งทั้ง 4 ข้อนี้ ต้องทำควบคู่ไปกับการเหลียวดูต่างประเทศ แรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือไม่ หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่เสี่ยง ต้องเฝ้าระวัง แต่หัวใจสำคัญตอนนี้ อยู่ที่การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม และเร็วที่สุด
เมื่อถามถึงผู้ติดเชื้อ ซึ่งต้องแยกกักตัว ทำไมถึงกักในบ้านของตัวเอง เหมือนในต่างประเทศไม่ได้ นพ.สุวรรณชัย ระบุว่า เนื่องจากเรามีข้อมูลว่า หากให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน โดยที่ไม่กำหนดมาตรฐานให้ดี จะมีคนไข้ส่วนหนึ่งที่ไม่รู้ตัวเองว่าเริ่มมีอาการปอดอักเสบ ซึ่งจะรู้อีกที ก็คือมีอาการแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงกำหนดว่า ต้องเข้าสู่ระบบ เพื่อให้แพทย์ประเมินและทำการรักษา แต่หลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับอาการ
หากอาการไม่มาก อาจจะถูกส่งไปโรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel หรือคนที่ไม่มีอาการอะไรเลย อาจจะให้อยู่ที่บ้านได้ แบบที่เราเรียกว่า self selected home isolation ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นคนสั่ง และเป็นผู้พิจารณา จะได้ติดตาม ประเมิน และยึดความปลอดภัยของผู้ติดเชื้อเป็นสำคัญ
อีกเรื่องคือ ผู้สัมผัส กลุ่มนี้ต้องนำมากักกัน และทำการตรวจเป็นระยะ วันดีคืนดี อาจติดเชื้อ และแพร่สู่ผู้อื่นได้ ซึ่งตรงนี้ คือการตัดวงจรการระบาดที่สำคัญ
สำหรับผู้ที่มีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ควรจะเว้นระยะ 3-5 วัน ก่อนที่จะไปตรวจหาเชื้อ ซึ่งช่วงที่เว้นระยะนั้น ก็ต้องกักบริเวณตัวเองด้วย และจะตรวจอีกครั้งหลังกักตัว 14 วัน เพื่อความมั่นใจ ซึ่วระหว่างรอผล ไม่ควรที่จะพบปะผู้คน หรือพูดคุยกับใคร สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และไปรถส่วนตัว
เกี่ยวกับเรื่องเตียงในระบบสาธารณสุขของไทย ที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ยืนยันว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีเตียงเพียงพอสำหรับผู้ป่วย ทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย ส่วนที่มีข่าวในโลกโซเชียลว่า หลังทราบว่าติดเชื้อ แต่ยังต้องใช้เวลารอที่รถจะมารับไปรักษานานหลายวันนั้น ก็เป็นเพราะว่า ก่อนหน้ามีความตื่นตระหนกของประชาชนที่ไปทยอยตรวจกัน รวมถึงการตรวจเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรามีการตรวจแล็บอยู่หลายที่ หากตรวจที่โรงพยาบาลรัฐ ข้อมูลจะถูกดึงเข้าระบบ แต่หากไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีเตียงรองรับอยู่แล้ว และอีกส่วนที่ประชาชนไปตรวจกับแล็บคลินิกเอกชน ซึ่งผ่านการรับรอง แต่ไม่มีเตียงรองรับ ซึ่งเมื่อมีผลบวกแล้ว ต้องไปหาเตียงเอง และเมื่อไปหาเอง ก็อาจจะได้รับการปฏิเสธจากโรงพยาบาลนั้นๆ
ขณะที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเอง มีเตียงที่อยู่ในระบบของโรงพยาบาลประมาณ 6,500 เตียง และมีโรงแรมที่อยู่ในโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel อีกประมาณ 6,000 เตียง แต่อาจจะยังคีย์เข้าระบบไม่หมด ซึ่งใน โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel มีผู้ป่วยครองเตียงแล้ว ประมาณ 4,000 เตียง ซึ่งก็ยังมีเตียงว่างอยู่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีเตียงเยอะมาก
ส่วนปัญหาที่คนในโซเชียลบอกว่า ยังไม่ได้เตียงนั้น นพ.ณัฐพงศ์ ระบุว่า ปัญหานี้น่าจะหมดไปใน 1-2 วันนี้ ซึ่งเราต้องเคลียร์ของเก่า ที่เป็นผู้ป่วยที่มากรอกข้อมูลไว้ ขณะที่หากเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปหากไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วถูกแจ้งว่าเตียงเต็ม ก็จะมีการประสานในโรงพยาบาลเครือข่ายได้ทันที เช่นเดียวกับโรงพยาบาลรัฐ กรมการแพทย์จะช่วยดูแล พร้อมประเมินอาการ ว่าควรจะส่งตัวไปที่ใด