รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยระบบการแพทย์ รักษาผู้ป่วยหายแล้วกว่า 25,000 ราย อัตราการเสียชีวิตระลอกใหม่เพียงร้อยละ 0.1 น้อยกว่าทั่วโลก 20 เท่า พร้อมเดินหน้าการแพทย์วิถีใหม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปจนถึงจังหวัดและพื้นที่ ทำให้ระบบการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอัตราเสียชีวิตของผู้ป่วยอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก และน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 7 เท่า (ข้อมูล 14 มี.ค. 2564) เมื่อเทียบเฉพาะการระบาดระลอกใหม่พบว่าอัตราการเสียชีวิตเพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 20 เท่า และมีผู้ป่วยรักษาหายแล้วจำนวนกว่า 25,000 ราย

อีกทั้งขณะนี้ ได้จัดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 กลุ่มเป้าหมายระยะแรกในพื้นที่ระบาด และพื้นที่เศรษฐกิจตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งมีวัคซีนเพียงพอ ขอให้ประชาชนมารับการฉีดตามนัดหมายให้ครบทั้ง 2 เข็ม เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในพื้นที่ สร้างความมั่นใจนโยบายของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19

ทางด้าน นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ ได้ปรับแนวทางบริการทางการแพทย์วิถีใหม่ มีเป้าหมายให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Personal-based medical service) พร้อมทั้งมีการจัดระบบให้บริการรูปแบบใหม่ (Redesigned) และนำระบบดิจิทัลมาใช้ให้บริการผู้ป่วยมากขึ้น มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการแพทย์มาปรับใช้ระบบการทำงานของโรงพยาบาลให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบ Telemedicine เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อและสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการทางการแพทย์ เป็นวิธีการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มช่องทางเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยและบุคลากร ลดความแออัดในโรงพยาบาล

...

ขณะที่ยังคงมีความเป็นธรรมในการมารับบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด- 19 ได้จัดทำแผนประคองกิจการในการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติสำหรับสถานพยาบาล เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแผนแม่บทของโรงพยาบาลในการบริหารกำลังคน ทรัพยากร งบประมาณในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ได้พัฒนารูปแบบระบบบริการทางการแพทย์วิถีใหม่ มุ่งให้ประชาชนปรับตัวให้เข้ากับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ให้โรงพยาบาลนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ การให้บริการทางการแพทย์ ตั้งแต่การคัดกรอง จัดคิวผู้มารับบริการ รวมถึงการให้บริการห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน เพื่อลดความแออัด ลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ.