ไลฟ์สไตล์
100 year

ฟัง "ทหารเก่า" ไขปริศนา รัฐประหารเมียนมา วังวนศึกชิงอำนาจ ปท.

ไทยรัฐออนไลน์
4 ก.พ. 2564 10:38 น.
SHARE
  • "วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์" มองการรัฐประหารเมียนมา เหตุ "กองทัพ" ถูกลดอำนาจ ขณะที่ "ซูจี" เริ่มแผ่อิทธิพลทางการเมือง
  • การกล่าวหา "โกงเลือกตั้ง" เป็นอำนาจชอบธรรมที่กองทัพจะนำทหารเข้ามาหยุดอำนาจ เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบ
  • การปฏิวัติของ "มิน อ่อง หล่าย" ถนนทุกสายยังมองเบื้องหลังฉากใหญ่คือ "พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย" ที่ขอปิดประเทศ เพื่อจัดวางระบบให้ทหารกลับมาปกครองประเทศ


กลิ่นปฏิวัติยังไม่จางหายจากถิ่นเมียนมา หลังพรรคยูเอสดีพีที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เหตุเพราะพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของ "นางออง ซาน ซูจี" ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย จนนำมาสู่การถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า "โกงเลือกตั้ง" และมีการเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมใหม่

ข่าวแนะนำ

ส่งผลให้ห้วงที่ผ่านมาในเมียนมาเกิดข่าวลือต่างๆ นานา จนขยายวงกว้าง ในที่สุดข่าวลือก็เป็นข่าวจริงเมื่อกองทัพ โดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้นำทหารก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจเข้ามาอยู่ภายใต้ท็อปบูตอีกครั้ง

โดยช่วงเช้าของวันที่ 1 ก.พ.64 กำลังทหารได้เคลื่อนพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือวิ่งทั่วเมือง นำกำลังบุกจับ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรมว.ต่างประเทศของพม่า รวมถึง ประธานาธิบดี อู วิน มินต์ และแกนนำพรรค ก่อนสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ที่กำลังจะเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมได้ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี

นับแต่วินาทีนั้นจึงกลายเป็นจุดจบของการมีประชาธิปไตยในประเทศเมียนมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่ นางออง ซาน ซูจี ได้มีโอกาสในการบริหารประเทศ หลังจากได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายจากการเลือกตั้งในปี 2558 ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่เสรีที่สุด และยุติธรรมที่สุดในรอบ 25 ปี

ที่ผ่านมาแม้ นางออง ซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารประเทศ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเบื้องหลังที่ผ่านมา กองทัพพม่า ก็ยังคงมีอิทธิพลและอำนาจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ 1 ใน 4 ของที่นั่งในสภา รวมทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญจะต้องเป็นที่นั่งของคนในกองทัพ

ขณะที่ พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตรอง ผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ออกมาเปิดมุมมองในฐานะที่เคยทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา มายาวนาน และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศพม่า ได้เปิดเผยผ่านไทยรัฐออนไลน์ถึงสถานการณ์รัฐประหารในเมียนมา ว่า ส่วนตัวมองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ อำนาจของทหารที่ไม่ยอมปล่อยมือ และเห็นว่าที่ผ่านมา "นางออง ซาน ซูจี" ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง พยายามลดบทบาททางทหาร กองทัพ และเริ่มมองไม่เห็นผู้นำทหารเมียนมาอยู่ในสายตา ฝ่ายทหารจึงต้องตอบโต้ ต้องเข้ามาลดบทบาท และทำการสั่งสอน ผู้นำหญิง เพื่อให้รู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในประเทศนี้

"กองทัพเมียนมา รู้ตลอดว่าทาง "ซูจี" คือปฏิปักษ์ และเป็นศัตรูของฝ่ายทหาร ที่นางเริ่มคบหากับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในพม่า ที่มีอยู่หลายเผ่า หลายก๊ก เหมือนการสะสมพลังที่รอวันโต ทหารจึงต้องการเข้าปราม เหมือนบอกเป็นนัยว่า "รู้" และเพื่อสั่งสอนให้เบาลง"

ประกอบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนมีใจ และเทคะแนนเสียงให้ทางพรรคเอ็นแอลดี ขณะที่ฝ่ายทหารถูกลดทอนในบทบาทด้านต่างๆ และความนิยมค่อยๆ ลดลง จึงเกิดปฏิกิริยาจากนายพลที่กุมบังเหียน สั่งการจากข้างบน พร้อมเปิดไฟเขียวให้ทหารเข้ากุมอำนาจ

พร้อมโยนความผิดในเรื่อง "โกงเลือกตั้ง" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ง่าย และชอบธรรมสำหรับฝ่ายทหารที่สามารถทำให้เข้ามายึดอำนาจทั้งหมดคืน แม้ในภาพรวมที่ออกสู่ประชาคมภายนอกจะค้านสายตาชาวโลก และต่างประเทศ แต่สำหรับกองทัพเมียนมาแล้วไม่ต้องสนใจอะไร เพราะถือเป็นกิจการภายในประเทศ

แม้การรัฐประหารครั้งนี้จะจบลงด้วยง่าย ไร้การต่อต้าน แต่ภาพของต่างประเทศ "เมียนมา" มีแต่เสีย เพราะเป็นประเทศที่หลายฝ่ายมองว่าควรจะอยู่ในช่วงการพัฒนาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่พม่าก็คือพม่า เพราะเป็นประเทศที่ไม่แคร์สายตาชาวโลก

"การปล่อยให้ "ซูจี" มีอำนาจมา 4 ปี ถือว่ามากพอสำหรับกองทัพเมียนมา และจุดแตกหักเมื่อฝ่ายการเมืองเล่นกันในสภา พยายามลดอำนาจทหาร จึงเป็นสิ่งที่กองทัพยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มากบารมี และยังมีอำนาจอยู่เต็มมือคือ พลเอกอาวุโส ตานฉ่วย ในวัย 87 ที่ยังทรงอิทธิพลต่อบ้านเมืองนี้ เพราะส่วนตัวผมมองว่า นายพลผู้นี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดของการจัดฉากให้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.ทหารสูงสุดเมียนมา นำกองทัพออกมาหยุดประเทศ เพื่อส่งต่อให้ทหารได้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง"

พล.อ.วัธนชัย เชื่อว่า การที่ประเทศสหรัฐฯ อังกฤษ และยูเอ็น จะออกมาคว่ำบาตร หรือแซงชั่นในเรื่องเศรษฐกิจต่อเมียนมา น่าจะเล่นไปตามเกมของประเทศมหาอำนาจ ที่ให้สังคมโลกรู้ว่ายังมีบทบาท แต่หารู้ไม่ว่า "เมียนมา" กลับไม่ให้ราคา ไม่ให้ความสำคัญอะไร มองว่าอาจเป็นแค่แอ็กชั่นต่อท่าที ขณะที่ประเทศจีน หรือรัสเซีย เงียบกริบ ไม่ขอยุ่งด้วย เพราะการปฏิวัติในเมียนมาไม่ได้ส่งผลกระทบถึงประเทศ

เพราะหลังจากนี้ "เมียนมา" ก็ต้องปิดประเทศตัวเองตามกำหนดสัญญา อาจจะอ้างเพื่อออกกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อจะทำให้นำประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และเพื่อประชาชน

อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เชื่อว่า การรัฐประหารของเมียนมา ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ด้วยเหตุทหารไทยยึดหลักปฏิบัติตามกรอบภารกิจนโยบายของกองทัพ รัฐบาล ที่ไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศเมียนมาเอง ในส่วนทหารไทยคงมีการตรึงกำลังตามแนวชายแดน โดยส่งกองกำลังป้องกันชายแดนเข้าพื้นที่ดูแลโดยเพิ่มความเข้มงวด ประกอบกับช่วงนี้มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นภารกิจในส่วนกองทัพอยู่แล้ว

ส่วนท่าทีพวกชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม เชื่อว่า กองทัพเมียนมาเอาอยู่ ตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก่อนจะปฏิวัติ ต้องมีการเตรียมการแล้ว เพราะการทำรัฐประหารครั้งนี้ก็เป็นการออกมาปรามชนเผ่าต่างๆ กองกำลังต่างๆ ตามแนวชายแดนไปในตัวอยู่แล้ว

"ที่สำคัญหลายชนเผ่าที่มีจีนสนับสนุน ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการปฏิวัติครั้งนี้ เพราะจีนมียุทธศาสตร์การวางท่าที ไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยว ไม่ส่งเสีย หรือออกมาแสดงความเห็นใดๆ มีเพียงสหรัฐฯ ยูเอ็น ที่ทำตามหน้าที่ระบบสากล"

เพราะในที่สุด เมียนมาก็ต้องปิดประเทศ เพื่อสังคายนาในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะการนำคนของกองทัพขึ้นคุมอำนาจ สร้างฐาน วางระบบในระยะยาว และต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้กุมความได้เปรียบก่อนปล่อยคืนสู่การเลือกตั้ง ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ "เมียนมา" วนกลับไปอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารอีกครั้ง.

ผู้เขียน : คชสีห์ 88

กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พม่าปฏิวัติSpecial Contentพม่ารัฐประหารพม่าเมียนมาวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์premium contentข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564 เวลา 13:22 น.