คลอดกฎหมายทำแท้งเสรี ยุติท้องไม่พร้อมปลอดภัย

ข่าว

    คลอดกฎหมายทำแท้งเสรี ยุติท้องไม่พร้อมปลอดภัย

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      3 ก.พ. 2564 05:01 น.

      ผ่านพ้นโค้งสุดท้าย “ปลดล็อกห้ามทำแท้ง” ใกล้คลอดออกประกาศใช้เป็นกฎหมายฉบับใหม่ นับแต่ “วุฒิสภา” มีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ...ว่าด้วยการทำแท้งนี้

      ยึดตามหลักการมติ “สภาผู้แทนราษฎร” เห็นชอบแก้ไขเนื้อหากฎหมายเดิม ในมาตรา 301...ห้ามทำแท้งเด็ดขาด” ที่มีการปรับแก้ไขใหม่...คือ หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      นั่นหมายความว่า หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สามารถทำแท้งด้วยตนเองได้

      และมีการปรับปรุงแก้ไข “มาตรา 305” จากเนื้อหาเดิมในมาตรานี้... ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 และมาตรา 302 เป็นการกระทำของนายแพทย์ และ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำไม่มีความผิด

      ก่อนร่างมาตรา 305 ใหม่ ด้วยการ “เพิ่มเหตุยกเว้น” เป็นในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสามารถกระทำโดยไม่มีความผิด มี 5 กรณีดังต่อไปนี้ คือ 1.มีความเสี่ยงต่อสุขภาพทางกาย หรือสุขภาพทางจิตของหญิงผู้ตั้งครรภ์ 2.มีความเสี่ยงผิดปกติของทารกในครรภ์ 3.ตั้งครรภ์โดยมีเหตุจาก การกระทำผิดทางเพศ

      4.อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และ 5.อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ หลังเข้าสู่กระบวนการปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่นรับรองหรือให้ความเห็น สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

      หลักจุดประสงค์ในการร่างมาตรา 301 และมาตรา 305 ฉบับใหม่นี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เป็นทางออก “หญิงท้องไม่พร้อมต่อการเลี้ยงดูบุตรจริงๆ” สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง “แบบไม่มีความผิด” ที่จะได้เข้าถึงอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพปลอดภัย สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในบริบทโลกปัจจุบัน

      เมื่อกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ “วุฒิสภา” มีมติเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว จากนี้ขั้นตอนต่อไปต้องส่งให้ “นายกฯ” ดำเนินการประกาศเป็นกฎหมายต่อไปเร็วๆนี้

      เจตนารมณ์แก้ไขกฎหมายใหม่นี้ ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ “เครือข่ายสตรี” เรียกร้องปรับปรุงกฎหมายการทำแท้งมานานเป็นสิบปี เหตุจำเป็นเรื่องความปลอดภัย และเกี่ยวกับสิทธิผู้หญิงที่ควรได้รับอย่างถูกต้องเสรี

      อีกทั้ง “ประเทศไทย” ได้เคยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW) พิทักษ์สิทธิมนุษยชนแก่สตรี โดยสหประชาชาติ (UN) ทำให้ต้องมีการยกเลิกบทลงโทษการยุติการตั้งครรภ์ เพราะละเมิดต่อสิทธิสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงนี้

      แต่มักเจอ “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” คัดค้านหยิบยกข้ออ้าง “หลักศีลธรรม” ที่เชื่อว่า “ชีวิตคน” เริ่มแต่เซลล์ไข่ชายหญิงปฏิสนธิกัน ดังนั้น “การทำแท้ง” เป็นการฆาตกรรมทำลายชีวิต ทำให้ “เป็นบาป” ถูกนำมาบีบคั้นเสมอมา

      กระทั่ง “แพทย์อาสายุติการตั้งครรภ์” ยื่นคำร้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อวินิจฉัยประเด็นทำแท้งตามมาตรา 301 มาตรา 305 และมีคำวินิจฉัยที่ 4/2563 ลงวันที่ 19 ก.พ.2563 ว่า ความผิดฐานหญิงทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ตามมาตรา 301 ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

      อีกทั้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ยังให้ข้อเสนอแนะด้วยว่า ประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายเกี่ยวข้องกับการทำแท้งสมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน

      เหตุนี้ในเดือน มี.ค.2563 “กฤษฎีกา” รับเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายความผิดฐานทำให้แท้งตามมาตรา 301 รวมทั้งเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานตามมาตรา 305 ให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเข้าสู่ “ครม.” พิจารณามีมติเห็นชอบในเดือน ธ.ค.2563 เสนอ “สภาผู้แทนราษฎร” มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯขึ้นมา

      เปิดฟังความคิดเห็นภาคประชาชน นำเข้าสภาผู้แทนฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมาย และเสนอ “วุฒิสภา” พิจารณามีมติผ่าน 3 วาระ เพื่อให้มีผลบังคับ ใช้ก่อน 12 ก.พ. เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ 360 วัน

      ถ้าย้อนดูเบื้องหลัง...การปลดล็อกให้ทำแท้งได้ใน “มาตรา 301” ก็ไม่ใช่ เรื่องง่าย ในชั้นกรรมาธิการฯ ถกเถียงกันดุเดือด เพราะ “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” มองว่า “สิ่งมีชีวิต” เริ่มจากปฏิสนธิในท้องผู้หญิงแล้วทำแท้งเป็นเสมือนการฆ่าชีวิตที่เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ในส่วน “ฝ่ายเห็นด้วย” ยกเหตุผลการทำแท้งเป็นสิทธิส่วนตัวไม่ควรมีบทลงโทษ

      ที่ผ่านมาข้อจำกัดกฎหมายนี้กลายเป็นเหตุให้ “หญิงท้องไม่พร้อม” ต้อง ลักลอบทำแท้งเถื่อนมากมาย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากทำแท้งเถื่อน 3 หมื่นรายต่อปี สูญเสียงบประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท

      ปัจจัยนี้ “กรรมาธิการฯ” ต้องหาทางออกจุดกึ่งกลางร่วมกันให้ได้ ดังนั้น “ฝ่ายแพทยสภา” ให้ความเห็นว่า อายุครรภ์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเองที่ปลอดภัยที่สุด คือ ช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ทำให้มีข้อสรุปเนื้อหาในมาตรา 301 ให้ผู้ท้องไม่พร้อมที่มีอายุตั้งครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ทำแท้งได้ด้วยตนเอง

      ต่อมาก็มีการเสนอความเห็นสนับสนุนการทำแท้งได้ในอายุครรภ์ไม่เกิน 24 สัปดาห์ เมื่อกรรมาธิการฯได้ศึกษาเรื่องนี้เห็นว่า อายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ แล้วเด็กในครรภ์มีน้ำหนัก 500 กรัม ในลักษณะความเป็น “สภาพบุคคลตามกฎหมาย” สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ แม้เป็นการคลอดก่อนกำหนดก็หายใจด้วยตัวเองได้แล้ว

      ตามความเห็นแพทย์จะไม่ยินยอมทำแท้งให้อายุตั้งครรภ์เกินกว่า 20 สัปดาห์ ดังนั้นจึงสรุปถ้าอายุครรภ์เกินกว่า 12 สัปดาห์ ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ก็สามารถทำแท้งได้ตาม “เหตุยกเว้นระบุลงในมาตรา 305” ที่มี เงื่อนไขต้องผ่านการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมก่อน

      เมื่อเป็นเช่นนี้ “ฝ่ายไม่เห็นด้วย” คงมีความเห็นคัดค้านเช่นเดิม แต่กรรมาธิการฯ ได้มีการสงวนความเห็นนี้ไว้ ถ้าหากไม่แก้ไขกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ ในแง่ “ด้านทางกฎหมาย” อาจต้องยกเลิกมาตรา 301 ออกไปจาก สารบบกลายเป็นสุญญากาศขึ้นตามมา เพราะกฎหมายลูกไม่สามารถขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญได้

      “เจตนารมณ์กฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ เสมือนเป็นนิมิตใหม่ ในการยกระดับสิทธิมนุษยชนของสตรี ที่ไม่พร้อมเลี้ยงดูบุตร สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย โดยไม่มีความผิด สอดคล้องตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดี ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย” ธณิกานต์ว่า

      ต้องเข้าใจว่า...“ความผิดฐานทำแท้ง” บังคับใช้มาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนไป “ผู้หญิง” ต้องเจอปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว ที่เป็นปัจจัยให้เกิดการท้องไม่พร้อมขึ้นมากมาย ตามข้อมูลกรมอนามัย ในปี 2019 มีจำนวน 63,831 คน เฉลี่ยอายุ 10-14 ปี 2,180 คน และอายุ 15-19 ปี 61,651 คน

      ส่วนใหญ่ท้องไม่พร้อม 69.4% นำสู่การทำแท้งไม่ปลอดภัย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตกเลือดมาก สาเหตุนี้จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยการแก้ไข ป.อาญามาตรา 301 และมาตรา 305 เพื่อให้ “ผู้หญิงท้องไม่พร้อม” ได้เข้าสู่การบริการทางการแพทย์ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

      ประเด็น...“กฎหมายทำแท้งฉบับใหม่” ถูกมองเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุหรือไม่นั้น ในมุมของกรรมาธิการฯ การแก้ไขกฎหมาย มีเจตนารมณ์ในการรักษาชีวิต และสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง ที่จะนำไปสู่ประชาชนเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ เพราะผู้หญิงตั้งครรภ์จากความพร้อม และสมัครใจต้องการเลี้ยงบุตรจริงๆ

      แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหา “การทำแท้งอย่างยั่งยืน” ต้องให้ความรู้ที่เหมาะสมในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะด้านอนามัยเจริญพันธุ์ การวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ทั้งจากครอบครัวและโรงเรียน

      ย้ำว่า...กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่ได้ทำให้ความต้องการยุติการตั้งครรภ์ลดลง แต่เป็นการก่อให้เกิดการยุติท้องไม่พร้อมจริงๆได้เข้าสู่การรับบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิงเป็นหลัก...

      นี่คือกลไกในการหาทางออกใหม่ๆร่วมกันที่เป็นไปได้จริง ตามบริบทสังคมปัจจุบัน โดยตั้งอยู่บนความชอบธรรมทางกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับ ได้ตามหลักสากล...

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      สกู๊ปหน้า1กฎหมายทำแท้งทำแท้งเสรีท้องไม่พร้อมทำแท้งห้ามทำแท้งธณิกานต์ พรพงษาโรจน์เครือข่ายสตรี

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 11:03 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์