- ทีมพัฒนาแอปฯ "หมอชนะ" ถอนตัว ยกให้รัฐดูแล หึ่งถูกล้วงลูก
- "ดีอีเอส" สยบดราม่า "หมอชนะ" ยันไม่ละเมิดข้อมูล-ทีมผู้พัฒนายังหนุน
- "หมอชนะ" จากทีมอาสาสู่รัฐดูแล สยบดราม่า "ล้วงลูก" โดนทึ้งอำนาจ
เป็นกระแสวิจารณ์กันแซ่ด ภายหลังเฟซบุ๊กทีมงานอาสา "หมอชนะ" แจ้งทีมอาสาสมัครผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ประกาศวางมือ ยุติบทบาท โอนให้ภาครัฐดูแลเต็มตัว ท่ามกลางกระแสสะพัด ถึงความไม่พอใจที่ถูก "ล้วงลูก" จากผู้หลักผู้ใหญ่รุมทึ้งอำนาจ รวมทั้งรัฐต้องการดึงแอปฯมาดูแลเอง เหตุเพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "เกียร์ว่าง" ไม่ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนสถานะการติดเชื้อของคนไข้ เพื่อการควบคุมโควิด-19 ดังนั้นจึงเกิดกระแสดราม่าทำหลายคนจิตตก หวั่นข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ปลอดภัย เมื่อ "หมอชนะ" ตกอยู่ในมือรัฐ จึงเกิดอาการแพนิก ชักชวนกันถอนติดตั้งแอปฯออก
ดีอีเอส สยบดราม่า "หมอชนะ"
ร้อนถึง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต้องนำทีมออกมาชี้แจง โดยยืนยันว่า ได้ทำงานพัฒนาแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" ร่วมกันกับทีมอาสากว่า 100 ชีวิต ตลอดเวลาเกือบ 1 ปี และทุกวันนี้ยังหารือการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ก็ยังทำงานมาด้วยดีโดยตลอด ซึ่งการส่งมอบการดูแลระบบแอปพลิเคชันนั้น เนื่องด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชัน หมอชนะ ได้ส่งมาทาง สพร. ที่เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการใช้งาน 30-40 ล้านคน และยังพัฒนาต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น ใช้กับประชาชนทั้งประเทศได้ เมื่อถึงวันนี้รัฐบาลรับช่วงต่อมา เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเก็บข้อมูลต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก และต้องทำให้เกิดคุณภาพ ทางทีมพัฒนา และ สพร.ที่ส่งมอบมาให้ทำต่อนั้น เนื่องจากขนาดการใช้งานใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้ใช้ และต้องทำในระยะยาว จึงต้องโอนถ่ายมาให้รัฐบาลรับผิดชอบ ทำให้เป็นระบบ รัดกุมทางกฎหมาย เพื่อบริหารทั้งงบประมาณ และบุคลากรทั้งหมดให้สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ
"ให้เชื่อมั่นการใช้งานแอปฯหมอชนะ ว่า การทำงานของแอปพลิเคชัน ฟังก์ชัน สีสถานะ เพื่อการติดตามสอบสวนโรค ซึ่งหลังจากนี้ต้องตั้งเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นในการทำงาน เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานที่ขยายในการใช้มากขึ้น ยังคงรณรงค์ให้ประชาชนใช้งานแอปฯมากขึ้น เพราะเป็นประโยชน์มาก เมื่อใช้แอปฯและเมื่อมีคนติดเชื้อ การสอบสวนโรคจะรวดเร็วมาก และควบคุมสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น"
ด้าน ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล และ นายสมโภชน์ อาหุนัย ทีมผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" กล่าวว่า ทีมอาสาสมัครหมอชนะ ได้พัฒนาแอปฯมาระยะหนึ่ง และจำเป็นต้องส่งต่อให้รัฐบาลในการใช้งานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทีมอาสาสมัครผู้พัฒนาแอปฯ ขอบคุณทั้ง รมว.ดิจิทัลฯ ปลัดกระทรวงดิจิทัล และ สพร. รวมถึงกรมควบคุมโรค ทำงานกันมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ ปี 2563 จนเมื่อถึงระดับการใช้งานที่ขยายมากขึ้น จึงส่งต่อให้ทางรัฐบาลดูแล และใช้งานอย่างเป็นทางการ และสิ่งสำคัญคือ ต้องมีกระบวนการการสื่อสารที่ชัดเจน และมาในทิศทางเดียวกัน ไม่ทำให้เกิดความสับสน พร้อมกันนี้ขอให้คนไทยร่วมมือกันใช้แอปฯหมอชนะ ในการช่วยต่อสู้กับโควิดฯอย่างจริงจัง
รัฐลงทุนหนัก รับผู้ใช้ 20-30 ล้านคน
ด้าน ดร.นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวยืนยันว่า ได้ทำงานร่วมกันกับคณะทำงานผู้พัฒนาแอปพลิเคชันกับทาง สพร. มาตั้งแต่ต้น ซึ่งเรื่องการเปลี่ยนสีสถานะของแต่ละบุคคล ต้องผ่านคนกลางที่เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมโรคแต่ละพื้นที่ ส่งข้อมูลไปยังกระทรวงดิจิทัลฯ หากมีการเปลี่ยนสีและส่งต่อไปให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน อัปเดตข้อมูลสถานะสีให้ และจะเปลี่ยนสีก็ต่อเมื่อโรงพยาบาลได้ยืนยันการติดเชื้อแล้วเท่านั้น ขอให้ประชาชนได้โหลดและลงทะเบียนใช้งานกันให้มากที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์และช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ล่าสุดมีผู้โหลดใช้งานแล้วกว่า 7 ล้านครั้ง ซึ่งมีแนวโน้มคนใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ
ยังทำงานร่วม "กลุ่มพัฒนาแอปฯ"
ขณะที่รัฐบาลชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ผ่านเพจไทยคู่ฟ้าว่า จากคำยืนยันของกระทรวงดีอีเอส ทุกฝ่าย "ยังทำงานร่วมกัน" แต่การส่งต่อแอปฯให้ภาครัฐกำกับเต็มตัวนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.2563 หลังจากโควิดฯ ระลอกใหม่ระบาด มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณการใช้งานแอปฯสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงให้ผู้พัฒนาแอปฯ คือ กลุ่ม Code For Public และกลุ่มทีมงานอาสาหมอชนะ Mor Chana Volunteer Team ดำเนินการปรับปรุงระบบ โดยยกเลิกการขอข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ ในการลงทะเบียน ไม่ให้เก็บข้อมูลนั้นไว้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ
นอกจากนี้ ยังขอให้ผู้พัฒนาตัดฟังก์ชันการทำงานออกหลายจุด เพื่อให้ใช้งานง่าย และไม่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน เหลือเพียงการตรวจสอบหาผู้ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้ติดเชื้อ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมีปริมาณผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ทำให้คลาวด์เก็บข้อมูลเดิมเริ่มไม่เพียงพอ จึงต้องใช้คลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มารองรับการเก็บข้อมูล ซึ่งดูแลโดย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
ดังนั้น ข้อมูลที่กลุ่มผู้พัฒนาแอปฯ "หมอชนะ" เผยแพร่ออกมา จึงเป็นคำชี้แจงให้ทุกคนทราบว่า ได้มอบแอปฯนี้ให้กับภาครัฐ และไม่ได้อยู่ในความดูแลของกลุ่มแล้ว โดยทางกลุ่มยังสนับสนุนการใช้งานของภาครัฐต่อไป ซึ่งจากข้อมูลยืนยันได้ว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายยังร่วมกันทำงาน เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ยึดหลัก "การไม่ละเมิดข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล" และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ.
เรียบเรียงโดย : หงเหมิน