ไลฟ์สไตล์
100 year

จีดีพีเกษตรหดตัว 3.3% เหตุภ้ยแล้ง โควิด-19

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
4 ม.ค. 2564 07:15 น.
SHARE

“ช่วงปี 2562 คาบเกี่ยวมาจนครบปี 2563 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญกับวิกฤติมากมาย ที่หนักหนาสาหัสที่สุด คงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ภาคเกษตร ที่ส่งออกไม่ได้ แถมด้วยเจอภัยแล้งต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร หรือจีดีพีภาคเกษตรปี 2563 ภาพรวมหดตัวลงร้อยละ 3.3 มีเพียงสาขาปศุสัตว์เท่านั้น ที่ขยายตัวร้อยละ 2.7”

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 ที่หดตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยหดตัวจากสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์เป็นสาขาเดียวเท่านั้นที่ขยายตัว

ข่าวแนะนำ

สาขาพืช หดตัวร้อยละ 4.7 เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พืชหลักสำคัญจึงมีผลผลิตลดลง แต่ยังมีผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี เนื่องจากในช่วงกลางปี 2563 เป็นต้นมา มี ปริมาณน้ำฝนมากกว่าปี 2562 ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวรอบ 2 ได้เพิ่มขึ้น, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการควบคุม กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้ดี, ลำไย เนื่องจากต้นที่ปลูกในปี 2560 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ และ ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาจูงใจ และพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2558 เริ่มให้ผลผลิตได้ในปีนี้

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.7 จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน การเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่ดี ทำให้สินค้าปศุสัตว์สำคัญทุกชนิดทั้งไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น

สาขาประมง หดตัวร้อยละ 2.6 เนื่องจากผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงลดลงตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ และสูญเสียตลาดบางส่วนให้กับประเทศคู่แข่ง ทำให้เกษตรกรปรับลดจำนวนลูกพันธุ์ ชะลอการลงลูกกุ้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ประมงน้ำจืดก็มีผลผลิตลดลง โดยเฉพาะปลานิลและปลาดุก เนื่องจากภาวะภัยแล้ง

สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 เนื่องจากการจ้างบริการทางเกษตรต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวลดลง ตามเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เก็บเกี่ยวของพืชสำคัญที่ลดลง

สาขาป่าไม้ หดตัวร้อยละ 0.5 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ครั่ง และรังนกลดลง เป็นผลจากการตัดโค่นสวนยางเก่า เพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีลดลง ความต้องการไม้ยูคาลิปตัส และครั่งของประเทศคู่ค้าสำคัญลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

สำหรับปี 2564 คาดว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.3-2.3 แต่ยังคงต้องคำนึงถึงปัจจัยและสถานการณ์สำคัญ ที่อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง

ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ สถานการณ์การระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช การระบาดของโรคในสัตว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโควิด-19 อัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าคู่แข่ง จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าสินค้าเกษตรไทย รวมไปถึงราคาน้ำมันดิบที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร

โดยสาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 1.9–2.9 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.0–2.0 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 0.1–1.1 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.2–1.2 สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.0–2.0

“ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร จะสะท้อนให้เห็นถึงผลการพัฒนาภาคเกษตรในภาพรวม แต่ยังไม่ใช่การบ่งชี้ว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง นอกจากนี้ การเติบโตของภาคเกษตรในระดับสูง ไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของมาตรฐานการครองชีพของเกษตรกรทุกคนเสมอไป ดังนั้น หากต้องการมองถึงความอยู่ดีกินดี และการกระจายรายได้ของเกษตรกรในประเทศ จะต้องพิจารณาให้ละเอียดลงไปถึงตัวชี้วัดอื่นๆ อาทิ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของเกษตรกร สัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สิน สัดส่วนเกษตรกรยากจน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ สศก. หน่วยงานเนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร จะเดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การเป็น Big Data เพื่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรที่ถูกต้องและแม่นยำ”.


กรวัฒน์ วีนิล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19สถานการณ์โควิดผลกระทบโควิด-19ผลกระทบโควิด-19 ภาคเกษตรเศรษฐกิจการเกษตรภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563จีดีพีเกษตรเกษตร

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564 เวลา 09:04 น.