เป็นความเดือดร้อนหนักของพี่น้องชาวโคราชนับร้อยตกเป็นเหยื่อแก๊ง “ร่วมลงทุน” ที่ระบาดหนักในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจตกต่ำ คนใช้ชีวิตลำบาก กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสอาศัยช่องทางสื่อโซเชียลหลอกให้คนนำเงินลงทุนแลกผลกำไรเกินจริง ก่อนปิดเพจ เชิดเงินชาวบ้านหลบหนี

วันที่ 12 ธ.ค. น.ส.ธนพร แสนทิพย์ อายุ 45 ปี พร้อมกลุ่มผู้เสียหาย 60 คน รวมตัวเข้าพบ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภ.3 ที่บ้านพัก อ.เมือง จ.นครราชสีมา และมอบหนังสือร้องทุกข์หลังถูก น.ส.ช่อลัดดา หุ้มขุนทด ใช้เพจเฟซบุ๊กชื่อ “ออมเงินออมทองบ้านแม่อิ๋ว” โพสต์ชักชวนให้คนในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.นครราชสีมา นำเงินมาร่วมลงทุนรูปแบบออมเงิน โดยจะได้รับเงินปันผลตอบแทนจากผลกำไรที่สูงมาก

เพจดังกล่าวโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อออนไลน์ นำเงินมาร่วมทุนจะได้กำไรจากเจ้าของเฟซบุ๊กนำเงินไปลงทุนซื้อทองคำและปล่อยเงินกู้ ให้ผลตอบแทนผู้ที่มาร่วมลงทุนมากกว่าร้อยละ 60 บาท

ช่วงแรกสมาชิกในเพจ 10 คน เพจได้เสนอให้สมาชิกนำเงินมาลงทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนซื้อทองคำและปล่อยเงินกู้ โดยผู้ร่วมลงทุนคนละ 20,000 บาท ทุก 10 วัน เจ้าของเพจปันผลกำไรให้สมาชิกคนละ 2,000 บาท

...

ชาวบ้านในหลายพื้นที่เห็นว่า การลงทุนมีกำไรตอบแทนจำนวนมากทำให้สมาชิกในเพจเพิ่มขึ้นมากถึง 700 คน ได้เงินลงทุนเข้าไปอยู่ที่เพจมากกว่า 40 ล้านบาท วันที่ 8 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวปิดการลงทุน ไม่มีการให้ปันผลเงินออมคืนให้กับกลุ่มสมาชิก และไม่สามารถติดต่อเจ้าของเพจได้อีกเลย

กลุ่มผู้เสียหายเป็นชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากที่นำเงินรายได้หลักเลี้ยงชีวิต เงินค่าเทอมลูก เงินค่ารักษาพยาบาล มาลงทุน เข้าร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.จอหอ และ สภ.อื่นๆในพื้นที่ จ.นครราชสีมา แต่กลัวช้าติดตามทรัพย์สินกลับมาไม่ทัน จึงรวมตัวขอความช่วยเหลือ ผบช.ภ.3 ที่บ้านพักในช่วงวันหยุด

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์เปิดบ้านให้ชาวบ้านเข้าร้องทุกข์พร้อมกับเชิญ พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา มาประชุมที่บ้านพัก เบื้องต้นพบว่า มีผู้เสียหาย 90 ราย พื้นที่ 12 อำเภอ ให้ตั้งชุดคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ออกหมายจับ ติดตามสืบทรัพย์เพื่ออายัดทรัพย์สินกลับมาคืนให้ผู้เสียหาย

วันที่ 14 ธ.ค.พนักงานสอบสวนขออนุมัติออกหมายจับเครือข่ายแก๊งร่วมทุนมี น.ส.ช่อลดดา หุ้มขุนทด อายุ 29 ปี น.ส.อังคณา สุเมธี อายุ 23 ปี น.ส.ภัทรวดี สุขขุนทด อายุ 20 ปี และ น.ส.ศิริพร ภาระเวช อายุ 21 ปี ข้อหา “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”

วันที่ 15 ธ.ค.ชุดสืบสวนภาค 3 จับกุมผู้ ต้องหาตามหมายจับทั้ง 4 คน นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี และดำเนินการอายัดและยึดทรัพย์สินมาคืนผู้เสียหาย

ผบช.ภ.3 ใช้เวลาไม่นานในการติดตามช่วยเหลือความเดือดร้อนชาวบ้านที่ถูกหลอกลวง

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภ.3 กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “คดีฉ้อโกงหลอกให้ลงทุนหรือร่วมลงทุนวงเงินหลักหมื่นขึ้นไปให้ผลตอบแทนร้อยละ 60 ของเงินทุน เมื่อระดมได้เงินสูงแล้วจะหาข้ออ้างและหลบหนี ติดต่อไม่ได้ ขณะนี้มีผู้เสียหาย 90 ราย อยู่ในพื้นที่ 12 อำเภอของ จ.นคร-ราชสีมา มูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท เชื่อว่าหลังจับกุมผู้ต้องหาจะมีผู้เสียหายอีกมากที่เข้าแจ้งความ”

“ฝากเตือนประชาชน การฉ้อโกง หลอกให้ลงทุนหรือร่วมลงทุนวงเงินหลักหมื่นขึ้นไป จ่ายดอกเบี้ยคืนให้ร้อยละ 5-10 ต่อเดือน กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้จะจ่ายดอกเบี้ยได้ประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน จะหาข้ออ้างและหลบหนีติดต่อไม่ได้ ขณะนี้มีเหตุเกิดอยู่ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ พฤติกรรมแก๊งนี้คือ 1.หลอกให้ลงทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงิน 2.หลอกให้ลงทุน ร่วมลงหุ้น ทำธุรกิจ ปันผลให้เดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์เหยื่อจะเอะใจ รู้ตัวภายใน 6-8 เดือน เพราะมิจฉาชีพจะเริ่มไม่จ่ายเงิน ถ้าปันผลร้อยละ 5 ต่อเดือน เมื่อรับเงินปันผล 50-60 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถึงจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ช่วงเวลา 1 ปีกลุ่มมิจฉาชีพมีโอกาสฉ้อโกงเหยื่อจำนวนมากๆ มีเหยื่อเป็นเจ้าของกิจการ ผอ.สถานศึกษา ครู ข้าราชการทั้งเกษียณและยังรับราชการอยู่หลายราย”

...

“ข้อสังเกต 1.จะมีคนรู้จักเหยื่อพามา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ได้รับค่านายหน้าหรือตกเป็นเหยื่อแล้วใช้วิธีนี้หาเงินคืน 2.มิจฉาชีพจะรู้ข้อมูลการเงินและความโลภของเหยื่อ 3.มิจฉาชีพบุคลิกดี มีเอกสาร วิธีโน้มน้าวให้เหยื่อคล้อยตาม 4.มิจฉาชีพจะเข้าหาเหยื่อตอนขณะนี้คนเดียว”

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม แนวทางบริหารงานในพื้นที่ภาค 3 คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน การมีจิตอาสาทำประโยชน์ต่อสังคมและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทำงานเพื่อให้เกิดความศรัทธากับประชาชน สำคัญที่สุดตำรวจจะต้องโน้มตัวเข้าหาประชาชนเพื่อก่อให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม”

คดีนี้ ผบช.ภ.3 ใช้ความรวดเร็วแก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ก่อนกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนไหวตัวหลบหนี เป็นภัยที่น่าห่วงของ “สื่อออนไลน์” ที่เข้าถึงง่ายและกระจายข้อมูลรวดเร็ว

เป็น “หลุมพราง” ให้คนอีกมากตกเป็นเหยื่อกลโกงหลากหลายรูปแบบ.

ทีมข่าวอาชญากรรม