เหตุความรุนแรงต่อเด็กเยาวชนในโรงเรียนมักเกิดบ่อยถี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ที่นับวันยิ่งมีตัวเลขของเหยื่อ ผู้กระทำความผิดอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก่อนนี้คงจำเหตุการณ์กรณี “ครูพี่เลี้ยง” โรงเรียนย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทำร้ายเด็กนักเรียนอนุบาลหลายคน ยังสร้างความขุ่นเคืองให้ “ผู้ปกครอง” ที่ยอมเสียเงินเสียทองส่งลูกเรียนใน “โรงเรียนมีชื่อเสียง” กลายเป็น “ผลักให้ลูกน้อย” เข้าไปอยู่พื้นที่สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อความรุนแรงซ้ำอีก

ต่อมาไม่นาน “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” ในเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นยังไม่ทันจะแก้ไขคลี่คลาย หรือจัดการให้สงบดี ก็เกิดมีเรื่องใหม่ซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง...

ในเหตุการณ์ซ้ำรอย...“ในโรงเรียนสังกัดภาครัฐ” คราวนี้เป็นนักเรียนหญิงอายุ 13 ปี โรงเรียนย่านปิ่นเกล้า ถูกเพื่อนชาย 5 คน รุมทำอนาจารหลังห้องเรียน ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่อยู่ในสภาพท่อนล่างเปลือยเปล่า

ครั้งนี้ “ครูปกครอง” เรียกพ่อแม่ 2 ฝ่าย มาตกลงไกล่เกลี่ยขอขมาหักคะแนนความประพฤติ และทำทัณฑ์บนที่ให้เซ็นบันทึกข้อตกลงไม่ให้ดำเนินคดี “อ้างกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง” จนเหยื่อยังไม่กล้าไปโรงเรียนอีกเลย...

เรื่องนี้ทำเอา “รมว.ศึกษาธิการ” ต้องออกอาการ “ฉุนลมออกหู” พร้อมออกปากรับไม่ได้ เพราะเป็น “บูลลี่ และคุกคามนักเรียน” ถ้ามีเรื่องในโรงเรียนจะดี หรือไม่ดี ต้องไม่ปกปิดเพื่อหาทางแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก

สะท้อนให้เห็นว่า “โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย” สำหรับเด็ก มักเกิดเหตุความรุนแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะ “เด็กยากจน” ในโรงเรียนชนบท และต่างจังหวัด ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงถูกทำร้ายจากการถูกลงโทษ ถูกข่มเหง รังแก ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่สามารถขอความช่วยเหลือใครได้

เพราะความรุนแรงเป็นเสมือน “เนื้อร้าย” ถูกซ่อนอยู่ภายในโรงเรียนมายาวนาน แต่ไม่ค่อยถูกเปิดเผยออกมาสู่สาธารณชน จนกว่าเรื่องจะบานปลาย “เด็กบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต” ก็มักเป็นกระแสสะท้อนสังคมตื่นตัวชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเหตุการณ์เงียบหายทุกอย่างก็เข้าสู่สภาพปกติ ดำเนินไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ความรุนแรงในโรงเรียนนี้ ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาคลินิก คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้มีความรุนแรง ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงการทำร้ายทางร่างกาย ทำร้ายทางจิตใจ และการล่วงละเมิดทางเพศ มักเกิดจากการกระทำของเพื่อน หรือครูอาจารย์ก็มีให้เห็นบ่อยๆ

หากพูดถึง “รูปแบบความรุนแรงในโรงเรียน” มักปรากฏให้เห็นกัน คือ “การกลั่นแกล้งรังแกกัน” ที่เรียกว่า “บูลลี่” มีทุกรูปแบบ ทั้งการทำร้ายร่างกาย การรังแกด้วยวาจาหยาบคาย ดูถูก เหยียดหยาม และยังบูลลี่ผ่านทางโซเชียลฯ จนกลายเป็นการเลียนแบบ สร้างความรุนแรงได้อีกด้วยซ้ำ

สาเหตุ...“เด็กชอบบูลลี่คนอื่น” ส่วนหนึ่งมาจาก “พฤติกรรมเลี้ยงดูในครอบครัว” เพราะเด็กถูกเลี้ยงดูมาแบบใด ก็ย่อมส่งผลแสดงออกมาเช่นนั้น ด้วยเหตุ “ผู้ปกครองยุคใหม่” มุ่งทำงานเป็นหลักที่ไม่มีเวลาใส่ใจดูแลมากเท่าที่ควร ทำให้ไม่เข้าใจบุตรหลาน กลายเป็นการเลี้ยงดูแบบผิดวิธีได้

โดยเฉพาะ “การใช้โซเชียลฯ” ที่มีอายุน้อยลง แม้จะมีทั้งข้อดี...คือ เป็นแหล่งเรียนรู้สื่อการเรียนการสอนเพิ่มทักษะก็จริงอยู่ แต่ “ข้อความ” สื่อออกมามักมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มากมาย ทำให้ยากต่อการคัดกรอง ดังนั้น ผู้ปกครองบางคนอาจเลี้ยงดูลูกมาอย่างดีมากเพียงใด ก็ย่อมเกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามมาเช่นกัน

อีกทั้งเด็กวัย 10 ขวบขึ้นไป เป็นช่วงแบ่งแยกกลุ่มเพศ เช่น เด็กผู้ชายก็มักร่วมกลุ่มเฉพาะผู้ชาย ทำให้ต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อนๆ ฉะนั้น “เด็กเด่น” มักเป็น “จ่าฝูง” หรือ “หัวหน้าแก๊ง” ดังนั้นพัฒนาการวัยนี้มักมีผลให้ “เด็กชอบกลั่นแกล้งคนอื่น” เพื่อจะให้ได้ยอมรับ “เท่มีเสน่ห์” ตามความคิดของเด็กวัยนี้

แต่ว่า...“นิสัยบุคคล” ย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ เมื่อถึงช่วงอายุวัยหนึ่ง “เด็กกลุ่มนี้” ก็จะหยุดเลิกบูลลี่คนอื่น ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “บางคน” อาจติดบูลลี่ต่อเนื่องจนถึงวัยทำงานก็มีอยู่เช่นกัน...

...

ในส่วนเรื่อง “ครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ” ตามหลัก “นักจิตวิทยา” เชื่อว่า “มนุษย์” มีปัจจัยเป็นตัวส่งเสริมกระตุ้นให้ต้องแสดงพฤติกรรมรุนแรงอยู่ในตัว โดยเฉพาะ “วัฒนธรรม สังคม และสภาพแวดล้อม” ที่มักให้ “เด็ก” มีความเคารพต่อ “ผู้ใหญ่” ลักษณะการให้อำนาจ “ผู้อาวุโส” เสมอมา

เมื่อผลของ “บริบทสังคมไทย” เป็นเช่นนี้ ทำให้มีการกระทำของ “ครู” ในทำนองใช้ความรุนแรง เช่น คำพูด ด่าทอ ตำหนิ หรือพฤติกรรมทำร้ายจิตใจ และร่างกายต่อนักเรียน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแน่นอน แต่เพราะถูกยอมรับจากวัฒนธรรมไทยมาช้านาน ทำให้นักเรียนถูกกระทำลักษณะนี้มารุ่นต่ออีกรุ่นมากมาย

ด้วยเหตุที่ผ่านมา...“ไม่เคยมีใคร” ลุกขึ้นมากล้าต่อต้าน และตั้งคำถามจาก “ผู้ใหญ่” เพราะ “เด็กรุ่นเก่า” มักรับข้อมูลเรียนรู้ในโรงเรียนเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่อง “สิทธินักเรียน” ไม่เคยเอ่ยถึงในห้องเรียน กระทั่งยุคนี้มี “โลกโซเชียลฯ” เข้าถึงง่าย ทำให้ “เด็กรุ่นใหม่” หาข้อมูลเกี่ยวกับ “สิทธิ” ในการปฏิบัติของ “ครู” ที่มีต่อนักเรียนให้ถูกต้อง

ยอมรับว่า...“อาชีพครู” เป็นอาชีพทำงานกับ “เด็ก” ทั้งยังถูกกดดันจากผลตอบแทนน้อย แต่ต้องทำงานหลายบทบาท ทำให้ “เครียดสะสม” ไม่สามารถกำจัดปัญหาส่วนตัวได้ ที่เรียกว่า “สภาวะ burn out” หรือ การเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน มีผลต่อการทำงานกระทบต่อเด็กขึ้น แต่ “ครูบางคน” ก็มีวิธีจัดการปัญหาส่วนตัวนี้ได้ดี

...

ประเด็น “การละเมิดทางเพศในโรงเรียน” ที่เกิดจาก “ครูบางคน” อย่างแรก...ต้องทำความเข้าใจว่า “เรื่องนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมาย” แต่ตามหลัก “จิตวิทยา” กลุ่มชอบละเมิดทางเพศเด็กมีหลายรูปแบบ เช่น “พีโดไฟล์” (pedophile) ชื่อเรียกกลุ่ม Pedophilia ผู้มีพฤติกรรมฝักใฝ่ทางเพศ หรือล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก

และไม่กระตุ้น “วัยเดียวกัน” ทำให้หันหา “เด็ก” เพื่อหวังประโยชน์ทางเพศ ต่างจากกลุ่ม “ไชลด์ โมเลสเตอร์” (child molester) ที่มีความต้องการทางเพศวัยเดียวกัน แต่มีปัจจัยไม่สามารถดึงดูดวัยเดียวกันได้ ทำให้เกิดการล่อลวงเด็ก เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีอยู่ในสังคมจริงๆ

ย้ำว่า...“ผู้ล่วงละเมิดเด็ก” ก็ตอบไม่ได้ว่า มีพฤติกรรมอาการทางจิตหรือไม่ แต่อาศัยโอกาสทำงานใกล้ชิดเด็ก ตอบสนองความต้องการส่วนตัว ที่ไม่ใช่ “อารมณ์ชั่ววูบ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์” เพราะ “ล่วงละเมิดทางเพศ” มีกระบวนการทางอารมณ์ความต้องการโดยตรง ที่เรียกว่า กรูมมิ่ง (Grooming) การกล่อมเกลาหลอกเด็กเพื่ออนาจาร

สุดท้ายแล้ว...“เด็ก” มีพฤติกรรมค้าประเวณีหรือไม่ก็ตาม...ตราบใดอายุไม่ถึง 18 ปี ผู้กระทำก็ต้องยอมรับผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2545 อีกทั้งยังมี “จรรยาบรรณวิชาชีพครู” ที่เป็นหลักถูกร่างขึ้นมาร่วมกัน ดังนั้น “ครู” จำเป็นต้องตระหนักถึงวิชาชีพนี้อย่างมี “สติ” เพื่อให้มีเกียรติสูงสุด และความสำคัญต่อสังคม

ประการต่อมา...“เพื่อนละเมิดทางเพศในโรงเรียน” เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่า “เด็ก” เข้าสู่ช่วง “วัยรุ่น” มักมีการเปลี่ยนแปลงผลัดวัยเติบโต และมีความต้องการ อยากลอง อยากรู้ ทำให้เพศสัมพันธ์เป็นสิ่งแปลกใหม่

...

ปัญหามีอยู่ว่า “สังคมไทย” ไม่ค่อยสอนเกี่ยวกับ “เพศสัมพันธ์” ในห้องเรียน กลายเป็น “สิ่งต้องห้ามพูด” ทำให้ “เด็กและเยาวชน” ไม่กล้าคุยกับ “ผู้ใหญ่” เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องหาวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยการ “ลองผิด...ลองถูก” ไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มักเกิดจากความคิดเอง ลอกเลียนแบบละคร ภาพยนตร์ และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

และยังเคยมี “งานวิจัย” เกี่ยวกับ “เด็ก” อาศัยในห้องร่วมกัน ที่ได้รับรู้เห็น “พ่อแม่มีเพศสัมพันธ์” ทำให้เขารู้สึกว่า “เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ” ส่งผลให้มีแนวโน้มอยากทดลองก่อนวัยอันควรสูงกว่าปกติ แต่เรื่องนี้มี “ความกว้างมาก” ในบางคนอาจมีเจตนา ส่วนบางคนก็ไม่มีเจตนาที่เป็นความคึกคะนองอยากลองก็ได้

สิ่งสำคัญเรื่องนี้ต้องทำให้ “โรงเรียนและครอบครัว” เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ “เด็ก” สามารถพูดคุยเรื่องเซ็กซ์ได้เสรี และสอนจัดการอารมณ์เพศสัมพันธ์ ด้วยวิธีการปลดปล่อยอย่างสร้างสรรค์ ในกิจกรรมใช้พลังกาย อีกทั้งต้องให้เกียรติต่อบุคคลอื่น ถ้าทุกคนตระหนักเรื่องนี้โอกาสบังคับขืนใจ หรือทำร้ายคู่นอน ก็จะลดลงตามมา...

ปัญหานี้แก้ไขได้ แต่ “ผู้ใหญ่” ต้องไม่นิ่งดูดาย “ก.ศึกษาธิการและรัฐบาล” เดินเครื่องทำเรื่องนี้จริงจังสักที เพื่อให้เด็กเข้าถึงคุณภาพชีวิตทางการศึกษาที่ดี และปลอดภัย ที่จะเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต...