ไลฟ์สไตล์
100 year

กักตัวตำรวจคุมม็อบ เหตุจับพม่า “โควิด-19”

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 พ.ย. 2563 05:30 น.
SHARE

หลายประเทศในยุโรปเริ่มแล้ว ประกาศล็อกดาวน์รอบใหม่ หวังสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะก่อโรคโควิด-19 หลังพบผู้ติดเชื้อพุ่งพรวดนับหมื่นคนในวันเดียว ส่วนภูมิภาคอเมริกายังสาหัส ยอดติดเชื้อรวมกว่า 15 ล้านคน จากยอดติดเชื้อทั่วโลกกว่า 46 ล้านคน ตายแตะ 1.2 ล้านศพ ส่วนไทยพบผู้ติดเชื้ออีก 4 เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ 3 คน คนไทย 1 แต่รักษาหายเพิ่มอีก 2 คน ขณะเดียวกัน แพทย์ใหญ่สั่งกักตัวตำรวจควบคุมฝูงชนพัทลุงชุดจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ถูกส่งมาคุมม็อบ โดยผลตรวจยังไม่พบติดเชื้อ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทั่วโลกและไทยยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานสถานการณ์ประเทศไทยว่าพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 4 คน เดินทางมาจากประเทศสหราชอาณาจักร 2 คน อัฟกานิสถาน 1 คน รัสเซีย 1 คน ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,784 คน หายป่วยเพิ่ม 2 คน เสียชีวิตคงที่ 59 คน

ข่าวแนะนำ

สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ คนที่ 1 และ 2 มาจากสหราชอาณาจักร คนแรกเป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 28 ปี อาชีพครู พบเชื้อ มีอาการไอ ไข้ น้ำมูกเข้ารักษาตัวใน รพ.เอกชนในกรุงเทพฯ คนที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 27 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ พบเชื้อไม่มีอาการ รักษาตัวในสถาบันประสาท คนที่ 3 จากประเทศอัฟกานิสถาน เป็นชายอังกฤษ อายุ 65 ปี อาชีพที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย พบเชื้อไม่มีอาการ เข้ารักษาตัว รพ.เอกชนในกรุงเทพฯ คนที่ 4 จากประเทศรัสเซีย เป็นชายชาวรัสเซีย อายุ 41 ปี เป็นนักธุรกิจ พบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารักษาตัว รพ.เอกชนในกรุงเทพฯ

ส่วนกรณีพบแรงงานเมียนมา 1 คน ที่ จ.พัทลุง ติดเชื้อโควิด-19 นั้น นายแพทย์ไพศาล เกื้ออรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดพัทลุง เผยผลตรวจเชื้อไวรัสโควิดใน “สารคัดหลั่ง” แรงงานพม่า 1 ราย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอน จับกุมเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าผลการตรวจเชื้อไวรัสโควิดดังกล่าวเป็นเพียงซากเชื้อที่เกิดจากติดเชื้อเก่าที่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว จึงขอให้พี่น้องชาวพัทลุงและประชาชนทั่วประเทศอย่าได้วิตกกังวลกับเรื่องดังกล่าว

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. เผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กำชับแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ กักตัวตำรวจ คฝ.เสี่ยงโควิด-19 และตรวจอาการอย่างใกล้ชิด กรณีที่ปรากฏข่าวตำรวจ คฝ.ได้สัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานต่างด้าวและพบว่าแรงงานต่างด้าวดังกล่าวเป็นโควิด-19 นั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ ผบ.ตร. ได้ฝากกำชับไปยัง พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ (พตร.) ให้ดำเนินการตามมาตรการเกี่ยวกับโควิดโดยเคร่งครัด และให้ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่มีโอกาสสัมผัสกับตำรวจ คฝ.ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด และเป็นสวัสดิการตลอดจนขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจด้วย

ด้าน พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ (พตร.) กล่าวว่า ในส่วนของกำลังพลควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่เป็นชุดจับกุมแรงงานต่างด้าว ปัจจุบันกักตัวในสถานพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นดำเนินการตรวจสอบโควิด-19 แล้วปรากฏผลเป็นลบ แต่ในชั้นนี้ยังคงแยกตัวไว้ตามมาตรการและจะทำการทดสอบผลโควิด-19 ซ้ำเป็นระยะ ส่วนของกำลังพล คฝ.ที่เป็นผู้ใกล้ชิดของตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้แยกกักตัวและดำเนินการตรวจสอบโควิด-19 แล้วเช่นกัน เบื้องต้นยังไม่ปรากฏผลว่ามีใครมีอาการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังได้ไปตรวจเยี่ยมกำลังพล คฝ.พัทลุง ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่พุทธมณฑล เพื่อตรวจเยี่ยมด้านสุขภาพและสวัสดิการ โดยมอบเวชภัณฑ์จำเป็นบางส่วนและแนะนำให้รู้จักการป้องกันตนเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ด้วย

ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก ณ วันที่ 1 พ.ย. พุ่งไปถึง 46 ล้านคน โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันเดียวกว่า 473,000 คน เสียชีวิตใกล้แตะ 1.2 ล้านคน รักษาหายแล้วกว่า 33.4 ล้านคน โดยสหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล อยู่ 3 อันดับแรกของโลกที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ 9.4 ล้านคน 8.1 ล้านคน และ 5.5 ล้านคน ตามลำดับ ขณะที่อังกฤษที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 1 ล้านคนแล้ว อยู่อันดับ 9 ของโลก และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกือบ 22,000 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 326 ราย รวมผู้เสียชีวิต 46,000 ราย ทำให้นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน มีคำสั่งให้ทั้งประเทศกลับไปอยู่ในมาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 เหมือนหลายประเทศในยุโรปที่กำลังเผชิญการระบาดระลอก 2 เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 5 พ.ย. ถึงวันที่ 2 ธ.ค.นี้

สำหรับมาตรการล็อกดาวน์ของอังกฤษรอบใหม่นี้ มีอาทิ อนุญาตให้ประชาชนออกจากเคหสถานเฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่น ไปเรียน ทำงาน ออกกำลังกาย ซื้อของใช้ที่จำเป็น พบแพทย์ ขณะเดียวกันปิดร้านอาหาร ผับ บาร์ ยกเว้นในส่วนที่ซื้อกลับบ้าน ส่วนพนักงานที่ถูกปลดชั่วคราว ทางการจะมีเงินชดเชยช่วยเหลือร้อยละ 80 ของเงินเดือน

เช่นเดียวกับที่โปรตุเกส ที่นายกรัฐมนตรี แอนโตนิโอ คอสตา ประกาศล็อกดาวน์เป็นบางส่วน เริ่มมีผลตั้งแต่วันพุธที่ 4 พ.ย.ทำให้ร้อยละ 70 ของประชากรต้องอยู่แต่ภายในบ้าน ยกเว้นไปทำงาน ไปโรงเรียน หรือธุระที่จำเป็น ร้านค้าต้องปิดให้บริการภายในเวลา 22.00 น. ส่วนที่ออสเตรียประกาศล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 รวมถึงประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.เริ่มมีผลบังคับใช้วันอังคารที่ 3 พ.ย.ไปถึงสิ้นเดือน และที่เบลเยียมและกรีซก็ใช้มาตรการล็อกดาวน์เริ่มมีผลในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย.และวันที่ 3 พ.ย.ตามลำดับ

ด้านนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชส แห่งสเปน กล่าวประณามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 6 เดือนจนถึงต้นเดือน พ.ค.ปีหน้า เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังผู้ชุมนุมขว้างปาก้อนหินหรือสิ่งของอื่นๆทำร้ายเจ้าหน้าที่ จุดไฟเผารถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ และปล้นสะดมร้านค้า ทำให้มีผู้ถูกจับกุม 14 คน และมีผู้บาดเจ็บ 30 ราย ก่อนนี้ก็มีพนักงานร้านอาหารและโรงแรมราว 1,500 คนออกมาชุมนุมอย่างสันติต่อต้านประกาศภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้พวกเขาต้องตกงาน

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน อินโดนีเซีย ติดอันดับ 1 ที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดกว่า 4.1 แสนคน โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีกว่า 3.1 พันคน เสียชีวิตเพิ่มอีก 87 คน รวมเสียชีวิต 1.38 หมื่นคน ตามด้วยอันดับ 2 ฟิลิปปินส์ ที่มีผู้ติดเชื้อรวม 3.8 แสนคน หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 1.8 พันคน เสียชีวิตเพิ่ม 36 คน ทำให้มียอดรวม 7.2 พันคน ขณะที่เมียนมา แม้ยอดผู้ติดเชื้อรวม 5.2 หมื่นคน อยู่อันดับ 4 ของอาเซียน แต่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 1.2 พันคน เสียชีวิตเพิ่ม 18 คน รวมผู้เสียชีวิต 1.2 พันคน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ สิงคโปร์ ยอดผู้ติดเชื้อ 5.8 หมื่นคน แต่พบผู้ติดเชื้อใหม่ 12 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ มาเลเซีย มีผู้ติดเชื้อรวม 3.1 หมื่นคน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 659 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ข่าวหน้า1โควิดวันนี้สถานการณ์โควิดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19สถานการณ์โควิดทั่วโลกข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 05:48 น.