ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ให้ยาต้านไวรัส ช่วย “ทรัมป์” ส่งรพ.ทหาร อินเดียวิกฤติ ดับทะลุแสน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ต.ค. 2563 05:28 น.
    SHARE

    หัวหน้าคณะแพทย์ประจำตัว “โดนัลด์ ทรัมป์” เผยอาการป่วย “ปธน.และภรรยา” ติดเชื้อโควิด-19 ไม่รุนแรง พร้อมส่ง ตัวผู้นำสหรัฐฯ เข้ารักษาตัวในศูนย์การแพทย์ทหารวอลเตอร์รีด ระดมให้ทั้งยาต้านไวรัส “เรมเดซิเวียร์” และยาเสริมภูมิต้านทาน ขณะที่ “ทรัมป์” อัดคลิปแจงยังสบายดี ส่วนไทยพบติดเชื้อเพิ่มอีก 8 คน เป็นชาวต่างชาติ 7 และคนไทย 1 เดินทางมาจาก 5 ประเทศ ด้าน กต.สั่ง สอท.-สกญ.เร่งตีปี๊บแนวทาง-ขั้นตอนให้วีซ่านักท่องเที่ยวพิเศษ ย้ำคุณสมบัติสำคัญข้อแรกต้องเป็นชาวต่างชาติจากพื้นที่มีความเสี่ยงต่ำจากการแพร่ระบาด ยืนยันตรวจวีซ่ายังเข้ม-รัดกุม ขณะที่ ทบ.แจ้ง 12 ต.ค.นี้ มีทหารไทยกลับจากซูดานอีก 76 นาย

    ความคืบหน้ากรณี ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับนางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรง (โควิด-19) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 3 ต.ค.จากการเปิดเผยของ ดร.ฌอน คอนลีย์ หัวหน้าคณะแพทย์ประจำตัวนายทรัมป์ ถึงอาการและขั้นตอน การรักษาอาการป่วยของผู้นำสหรัฐฯว่า นายทรัมป์ ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ศูนย์การแพทย์ทหาร วอลเตอร์รีด ในรัฐแมรีแลนด์และได้รับยาต้านไวรัส “เรมเดซิเวียร์” ซึ่งผลิตโดยบริษัทกิลเลียด ไซเอนเซส แคนาดา เป็นตัวยาที่จะช่วยผู้ป่วยโรคโควิด-19 ฟื้นไข้ได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจนช่วยหายใจ และโดยทั่วไปมีอาการป่วยเล็กน้อย เหนื่อยง่าย แต่กำลังใจดี คาดว่านายทรัมป์ต้องอยู่รักษาตัว 2-3 วัน และทำงานที่ห้องสูทประธานาธิบดีของศูนย์ฯ ส่วนการหาเสียงเลือกตั้ง ต้องยกเลิกทั้งหมด

    ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า นายทรัมป์ได้รับยาเสริมภูมิต้านทาน ทั้งซิงก์หรือสังกะสี วิตามินดี และยาลดกรดที่เรียกว่า “ฟาโมทิดีน” เมลาโทนินและแอสไพริน ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามีผลในการรักษาโควิด-19 อีกทั้งยังได้รับการฉีดยาสร้างภูมิต้านทาน หรือแอนติบอดีของ “เรเจเนรอน” จำนวน 1 โดส ที่ทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้รับยาต้านมาลาเรีย “ไฮดร็อกซีคลอโรควิน” ที่นายทรัมป์เคยสนับสนุน ทั้งที่มีผลการศึกษาหลายแห่งพบว่าไม่ได้ช่วยรักษาหรือป้องกันโควิด-19

    นอกจากนี้ นายทรัมป์ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 18 วินาที ระบุว่า ตัวเขาเองสบายดีมาก แต่เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จึงย้ายมารักษาที่ศูนย์การแพทย์ทหาร วอลเตอร์รีด ส่วนอาการของภรรยาก็สบายดี และขอขอบคุณทุกคน ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์การแพทย์ฯ นายทรัมป์ ในชุดสูทสวมหน้ากากผ้า ได้ยกนิ้วโป้งให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวโดยไม่ได้พูดอะไร ส่วนนักบิน รวมถึงหน่วยรักษาความปลอดภัยและทีมงานจากทำเนียบขาวต่างสวมหน้ากากป้องกันตัวเองจากการอยู่ใกล้ชิดนายทรัมป์ ขณะอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ขณะเดียวกัน นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ รวมถึงผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลก ต่างส่งข้อความเห็นอกเห็นใจนายทรัมป์กับนางเมลาเนีย และขอให้ทั้งสองคนหายป่วยจากโรคโควิด-19 โดยเร็วสุด

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ หากนายทรัมป์ป่วยหนักจนไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ เขาต้องส่งมอบอำนาจการบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวกับนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี ซึ่งจะส่งผลให้นายเพนซ์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการทันที จนกว่านายทรัมป์จะกลับมาแข็งแรงและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้

    สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใน 213 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 34.8 ล้านคน เสียชีวิต 1,033,356 คน แต่ก็รักษาหายกว่า 25.8 ล้านคน โดยอินเดีย มีผู้เสียชีวิตทะลุ 1 แสนคนไปเรียบร้อย และกระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันพบผู้ติดเชื้อวันเดียวเพิ่มขึ้น 79,476 คน ทำให้ยอดสะสมอยู่ที่กว่า 6.47 ล้านคน ทั้งนี้ อินเดียพบผู้เสียชีวิตรายแรกเมื่อวันที่ 12 มี.ค.และกว่า 5 เดือนถัดมา ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 50,000 คน นับแต่นั้นมาตัวเลขก็เพิ่มขึ้นสองเท่าในเวลาเพียง 45 วัน ขณะที่สมาคมแพทย์อินเดียเผยว่า พบหมอเสียชีวิตจากติดเชื้อโควิด-19 ไม่น้อยกว่า 500 ราย ซึ่งพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดหนักสุดอยู่ที่รัฐมหาราษฏระ ทางตอนใต้ของประเทศ พบผู้ติดเชื้อเกือบ 1.3 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 37,000 คน ขณะที่รัฐกรณาฏกะ ที่มีพื้นที่ติดกัน มีผู้เสียชีวิตเกือบ 9,000 ราย เทียบสัดส่วนสองรัฐรวมกันแล้วเกือบร้อยละ 45 ของยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ ส่วนรัฐอื่นๆ เช่น เดลี เบงกอลตะวันตก อุตตระประเทศ และอานธรประเทศ ต่างมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 ราย

    ขณะที่รัสเซียพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,859 ราย ถือว่าเป็นตัวเลขการติดเชื้อรายวันสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเกือบ 1.2 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลกตามหลังสหรัฐอเมริกา อินเดีย และบราซิล เสียชีวิตเพิ่มอีก 174 คน รวมเป็น 21,251 คน

    ส่วนสถานการณ์ในไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8 คน เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศเข้าพักในสถานที่กักกันของรัฐ โดยมาจากอินเดีย 2 คน เป็นชายชาวอินเดีย อายุ 35 ปี และ 43 ปี เข้ารักษาใน รพ.เอกชนใน กทม., จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 คน เป็นหญิง อายุ 27 ปี อาชีพรับจ้าง รักษาตัวที่ รพ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากรัสเซีย 1 คน เป็นนักศึกษาหญิงสัญชาติลาว อายุ 23 ปี รักษาตัวใน รพ.เอกชน ใน กทม. จากสหรัฐอเมริกา 3 คน เป็นชาย อายุ 23 ปี และหญิงเป็นมารดา อาชีพครู อายุ 40 ปี และบุตร อายุ 5 ขวบ ทั้ง 3 คน เข้ารักษาตัวใน รพ.เอกชน ในกรุงเทพฯ, จากปากีสถาน 1 คน เป็นหญิงสัญชาติมาซิโดเนีย อายุ 40 ปี รักษาตัวใน รพ.เอกชนใน กทม.

    วันเดียวกัน นายณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงการตรวจลงตราประเภท Special Tourist Visa (STV) ที่อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว (Long Stay) ในประเทศไทย โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติยื่นขอ STV สำหรับอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และขยายเวลาพำนักได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 ถึง 30 ก.ย.2564 ว่า กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำไปยังสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกให้เตรียมความพร้อมและซักซ้อมแนวทางการตรวจลงตราประเภท STV อย่างรัดกุมในทุกขั้นตอน ตลอดจนขอให้ สอท.และสกญ.ทั่วโลกประชาสัมพันธ์แนวทางในการขอรับการตรวจลงตรา STV ออกสู่สาธารณชนผ่านช่องทางต่างๆ ให้กว้างขวางที่สุด

    นายณัฐภาณุกล่าวว่า คุณสมบัติสำคัญข้อแรกของผู้ขอรับการตรวจลงตรา STV จะต้องเป็นชาวต่างชาติจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลการจัดกลุ่มประเทศด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าดังกล่าว ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.การยื่นเอกสารขอหนังสือรับรองการเข้าราชอาณาจักร (COE) ที่ต้องแสดงหลักฐานการชำระเงิน Alternative State Quarantine (ASQ) หรือ Alternative Hospital Quarantine (AHQ) และประกันสุขภาพ กรณีโควิด-19 ไม่ต่ำกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การขอวีซ่า STV ซึ่งจะต้องมีหลักฐานการชำระค่า ASQ หรือ AHQ ไม่น้อยกว่า 14 วัน หลักฐานการชำระค่าที่พักเต็มจำนวน ตลอดระยะเวลาพำนักในไทย หรือหลักฐานการมีกรรมสิทธิ์ การซื้อ หรือเช่าซื้อคอนโดมิเนียมหรือที่พักอาศัย และกรมธรรม์ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุของไทย กรณีผู้ป่วยใน 4 แสนบาท หรือผู้ป่วยนอก 4 หมื่นบาท รวมถึงประกันสุขภาพ กรณีโควิด-19 ไม่ต่ำกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในวันเดินทางเข้าไทย ผู้มีวีซ่า STV จะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ COVID-Free อายุไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และใบรับรองแพทย์ fit to fly/travel

    ด้าน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศในช่วงการระบาดของโควิด-19 ว่าขณะนี้มีอยู่ 2 พื้นที่หลักคือ การประเมินผลการฝึก LF 2020 ที่สหรัฐอเมริกา และกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทยในนามสหประชาชาติในซูดานใต้ โดยเมื่อคืนวันที่ 2 ต.ค.เวลา 23.15 น.กองร้อยทหารราบและกองร้อยฝึกรบพิเศษผสมไทย-สหรัฐฯ รวม 189 นาย ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่ฝึก Fort Polk รัฐหลุยเซียนา สหรัฐฯแล้ว ส่วนกำลังพลกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทยผลัดที่ 1 ส่วนที่ 2 ที่ยังอยู่ที่ซูดานใต้ หลังจากที่ส่งมอบภารกิจให้กับผลัดที่ 2 แล้วอีก 76 นาย มีกำหนดกลับถึงไทย 12 ต.ค.นี้

    ส่วนมาตรการคุมเข้มตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตลอดวันที่ 3 ต.ค. จ่าอากาศโท กิตตินันท์ แสงจันทร์ ปลัดฝ่ายป้องกัน อำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ออกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนบ้านวังกะ และบนสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ ทราบถึงประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 3960/2563 เรื่องให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง เมื่อออกจากเคหสถาน ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบถึงคำสั่งดังกล่าว และให้ทุกคนในพื้นที่ อ.สังขละบุรี ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งแจกหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.สังขละบุรี เป็นเพียงอำเภอเดียวใน 13 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอย่างเคร่งครัด เป็นการยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขเมียนมายืนยันผลตรวจ นายโอ๊ก กะ โทน หนุ่มชาวเมียนมา อายุ 17 ปี ซึ่งอาศัยอยู่หมู่บ้านยัวติ๊ด ห่างจากตัวอำเภอพญาตองซูออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นรายแรก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ตรงข้ามบ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิด รวม 60 คน ประกอบด้วย ชาวบ้านพญาตองซู 33 คน แพทย์พยาบาล รพ.พญาตองซู 12 คน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยพญาตองซู 15 คน ถึงแม้ล่าสุดผลตรวจของทุกคนเป็นลบ คือไม่พบเชื้อโควิด-19 ก็ตาม

    กรุงเทพโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง คนไทยการ์ดตกหรือยัง จากมาตรการควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 พบว่า พฤติกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าปฏิบัติลดลงนั้น ร้อยละ 28.2 คือการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย 1-2 เมตร ตามด้วยร้อยละ 23.5 การนั่งทานอาหารห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร และร้อยละ 17.7 เช็กอินไทยชนะ/ลงทะเบียนก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.0 กังวลการปิดบัง/ไม่ปฏิบัติตามกฎจากผู้ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือมีอาการต้องสงสัยแต่ไม่แจ้งจะทำให้การด์ตก จนเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 ระบาดรอบ 2 ในไทยมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 55.5 แนะนำว่ารัฐบาลควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชน เพื่อให้คนไทยการ์ดไม่ตก และร้อยละ 49.8 เห็นควรแสดงให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 รอบ 2 ในไทย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาCOVID-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19กระทรวงสาธารณสุขข่าววันนี้สุขภาพ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 13:50 น.