ปัจจุบันประเทศที่ผลิตสุกรส่งออกในแถบเอเชียกำลังประสบปัญหาขาดแคลนหมูในประเทศ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว
อันเป็นผลมาจากการระบาดโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) หรือที่เรียกกันว่า อหิวาต์หมู ที่มีมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มของประเทศที่ประสบปัญหาปรับตัวสูงขึ้น
ประเทศจีนราคาสูงถึง กก.ละ 172 บาท เวียดนาม 105 บาท กัมพูชา 98 บาท และเมียนมา 89 บาท
ส่วนไทยยังคงยืนราคาหน้าฟาร์มไว้ได้ที่ กก.ละ 80 บาท เป็นราคาที่ถูกที่สุดในบรรดาชาติเอเชียที่ผลิตหมูด้วยกัน
ถือเป็นความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมหมู ที่ร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้ เรากลายเป็นประเทศเดียวที่ยังคงปลอด ASF มากว่า 2 ปี
หมูเราปริมาณคงที่ไม่ขาดแคลน ทำให้ คุมราคาได้ ขณะที่ผู้บริโภคได้เนื้อหมูปลอดภัย
แต่แล้วก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องประคองตัวให้ผ่านอหิวาต์หมูต่อไป ซ้ำร้ายต้องมาเจอกับโรคเพิร์ส (PRRS) โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ และระบบทางเดินหายใจในหมู ที่มีรายงานมาแล้วในหลายพื้นที่
โรค PRRS ทำให้เกิดความเสียหายในหมูทุกระยะ ทั้งฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ สุกรขุน ส่งผลต่อปริมาณหมูในท้องตลาดมีแนวโน้มลดลง
สารพันปัญหาประดังมา ทั้งค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคอหิวาต์หมู และ PRRS ปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น เหล่านี้ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ถึงขั้น น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ออกมาเสนอทางแก้ หลังจากขาดทุนสะสมมากว่า 3 ปี ขอให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี ตามอุปสงค์-อุปทานที่แท้จริง
...
หมูไทยราคาถูกที่สุดในภูมิภาค เพราะเราเอาอหิวาต์หมูอยู่ แต่เกษตรกรยังคงต้องดิ้นกับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่กลไกตลาดกลับเดินแบบเป๋ๆ แล้วใครกันแน่เป็นลูกพี่ใหญ่ที่ทำให้เป็นเยี่ยงนี้???
สะ–เล–เต