ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ชายแดนไทย-พม่า แนวรบโควิดทะลัก

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์19 ก.ย. 2563 05:15 น.
    SHARE

    นับวัน “ประเทศไทย” ยิ่งใกล้ความเสี่ยงการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10 วันมานี้ใน “ประเทศเมียนมา” ที่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มวันละไม่ต่ำกว่าร้อยราย

    เริ่มมีแนวโน้มแพร่กระจายเชื้อไปยังเมืองอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ “ตอนกลางของประเทศ” ทำให้ “รัฐบาลเมียนมา” ต้องออกประกาศงดเว้นการเดินทางที่ไม่จำเป็น และขอความร่วมมือให้อยู่แต่ในที่พักอาศัยสำหรับ “ผู้อยู่นครย่างกุ้ง” ทั้งยังมีการประกาศระงับสายการบินภายในประเทศจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

    แม้ตอนนี้...“การระบาดโควิด-19” ยังห่างไกล “ชายแดนไทย” แต่ก็สามารถขยายมาถึงพื้นที่แถบชายแดนได้ไม่ยาก เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา...ก็มีรายงานการลักลอบเข้ามาในไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามพรมแดนธรรมชาติติดต่อกันยาวกว่า 2,000 กม. เชื่อมต่อ 10 จังหวัด ทำให้ภาครัฐยากต่อการสอดส่องดูแลได้ทุกตารางนิ้ว

    เชื่อว่าเวลาอันใกล้นี้...อาจมีการเคลื่อนย้าย “ผู้คนหนีจากโรคร้าย” ทะลักเข้ามาเหนือการควบคุมก็ได้ ทำให้ “ประเทศไทย” มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

    การระบาดโควิด-19 ประชิดชายแดนไทยนี้ ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร นักวิจัยกรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก มองว่าก่อนนี้มีการอนุโลมให้ชาวบ้านทั้ง 2 ประเทศ เดินทางไปมาระหว่างประเทศ ผ่านทุกช่องทางธรรมชาติตามปกติ แต่ไม่อนุญาตค้างคืนเท่านั้น

    ทำให้บางส่วนใช้ช่วงเวลานี้ “หนีโควิด-19” ทะลักเข้ามาฝั่งไทยจำนวนมาก ตลอดตามท่าเรือริมแม่น้ำเมย แนวชายแดนไทย-เมียนมา มีทั้งขออนุญาตเข้าเมืองถูกต้อง และลักลอบเข้าโดยผิดกฎหมาย

    กระทั่งไม่นานมานี้ “กระทรวงมหาดไทย” มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่ง ให้มีการสกัดกั้นห้ามลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนติด “ประเทศเมียนมา” ที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาในไทย และให้จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เฝ้าระวังสกัดกั้นทุกเส้นทางนี้

    ส่วน “จังหวัดอื่นๆ” ให้ร่วมบูรณาการส่วนราชการ ในระดับพื้นที่ติดตามค้นหาแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย ทั้งในสถานประกอบการ สถานที่ทำงานที่มีการใช้แรงงานต่างด้าว หากพบต้องดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย และมาตรการทางสาธารณสุข

    ทั้งยังขอความร่วมมือประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบบุคคลต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานต่างด้าว ให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอทันที ทำให้ตามแนวชายแดนไทย­–เมียนมา มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังกันอย่างหนาแน่นเข้มข้นมาก

    ต่อมาก็มีการ “ปิดจุดผ่อนปรน” ท่าข้ามทุกจุดตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ท่าสองยาง แม่ระมาด แม่สอด และพบพระ ทั้งยัง “สนธิกำลัง” เฝ้าระวังการลักลอบเข้าเมืองผ่านแม่น้ำเมย 24 ชั่วโมง ถ้าตรวจจับกุมผู้ลักลอบได้ก็ต้องเข้าสู่มาตรการคัดกรองกักกัน และผลักดันออกประเทศต้นทางทันที

    ดังนั้น...“ชาวเมียนมา” ที่ทราบข่าวนี้ก็จะไม่เดินทางข้ามชายแดนมายังฝั่งประเทศไทย แม้มี “คนข้ามมา” ก็ต้องถูก “เจ้าหน้าที่ไทย” ผลักดันกลับประเทศต้นทางเช่นเดิม เพราะจะไม่อนุญาตให้ขึ้นฝั่งบนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรการเฝ้าระวังควบคุมการเดินทางเข้า-ออก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ย้ำ...“มาตรการป้องกัน” ด้วยการให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำหน้าที่ “สแกนคนแปลกหน้า” ที่อาจลักลอบโดยผิดกฎหมายเข้ามาในชุมชนเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันได้อีกทางหนึ่ง

    ในส่วน “การค้าชายแดน” ยังคงดำเนินการตามปกติ สามารถนำส่งสินค้าผ่านเข้าออกบริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าค่อนข้างสูงในช่วงนี้ โดยเฉพาะอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ยกเว้น “ห้ามคนเมียนมา” ผ่านเข้ามา “ในไทย” เท่านั้น

    ส่วนใหญ่...“ประเทศไทย” จะเป็นฝ่ายส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้าสินค้า เพราะ “เมียนมา” เชื่อมั่นสินค้าที่ผลิตจากไทยมีคุณภาพค่อนข้างสูง ทำให้มีความต้องการกันเป็นจำนวนมาก

    แต่ในช่วงโรคระบาดนี้ทั้ง 2 ประเทศ ต่างมีมาตรการควบคุมการขนส่งสินค้าเข้มงวดขึ้นเช่นกัน ที่สามารถนำส่งไปได้เฉพาะโกดังคลังสินค้าชายแดนไทย-เมียนมา ที่เป็นจุดกระจายสินค้าในประเทศ ยกเว้นมีการขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ “ผู้ส่งและผู้รับ” ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงพอสมควร

    ประเด็น...“โรคระบาดเมียนมา” โดยเฉพาะพื้นที่ “นอกเมืองหลวง” ค่อนข้างย่ำแย่ เพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุข ทั้งการตรวจโรค คัดกรอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ตัวเองติดเชื้อไวรัสหรือไม่” โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยง มอญ ยะไข่ คะฉิ่น ไต มีพื้นฐานสังคมต้นทุนต่ำที่ต้องเผชิญความยากจนลำบากอยู่แล้ว

    ตอกย้ำ...ในเรื่องศักยภาพการป้องกันโควิด-19 ค่อนข้างต่ำเช่นกัน สาเหตุจาก “ขาดข้อมูลข่าวสาร” ในการปฏิบัติตามข้อควรระวังให้เหมาะสม หรือคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อดูแลตนเองและคนรอบตัว ในส่วน “ภาคชุมชนเมือง” ในบางพื้นที่ก็ติดตามข่าวสารจาก “รัฐบาล” ทำให้สามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันได้

    ตัวอย่างเช่น...“เมืองเมียวดี” ประเทศเมียนมา ตรงข้ามชายแดนไทย ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีความเข้าใจในวิธีการป้องกันโรคอยู่บ้าง เพราะหน่วยงานท้องถิ่น ออกรณรงค์ตามตลาด ร้านค้า ในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการป้องกันอยู่เป็นระยะ

    ต้องยอมรับว่า...“ประชากรเมียนมาร้อยละ 70” อยู่ในเขตชนบทสูงมาก ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิต “ตามมีตามเกิด” ที่ไม่มีชีวิตแบบ “นิวนอร์มอล” ไม่มีเว้นระยะห่าง ล้างมือ หรือไม่สวมหน้ากากเมื่อออกบ้าน เพราะสังคมยังมี “ความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง” ทำให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างจากชุมชนแออัดบ้านเรือนชำรุดทรุดโทรม

    และขาดสุขลักษณะที่ดี มีสภาพไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้อาจกลายเป็นปัจจัยโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นก็ได้

    เพราะแม้ในยามปกติ “คนเมียนมาแนวชายแดน” ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยังต้องข้ามน้ำข้ามเขาเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยอยู่ เมื่อ “รัฐบาลไทย” ปิดจุดผ่านแดนไทย-เมียนมา คนกลุ่มนี้ก็ย่อมลำบากขึ้น เพราะเข้ามารักษาในโรงพยาบาลชายแดนไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการรักษาทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่ในประเทศเป็นหลัก

    แต่มองมุมดี... “คนอาศัยตามหุบเขา” อาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าคนชุมชนก็ได้ เพราะแต่ละวันใช้ชีวิตแบบออกทำไร่ ทำนา และกลับบ้านเท่านั้น ที่ไม่มีโอกาสเจอใคร ทำให้ไม่เสี่ยงรับเชื้อโรคนี้ก็ได้

    ส่วนเรื่อง “มาตรการเฝ้าระวังป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาลเมียนมา” เท่าที่ทราบตอนนี้ “รัฐบาลเมียนมา” สามารถทำการป้องกันได้เฉพาะ “นครย่างกุ้ง” ที่ได้มีการประกาศร้องขอให้ประชาชนอยู่บ้าน ยกเว้นผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงาน หรือซื้อของใช้จำเป็นและเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพเท่านั้น

    แต่ในส่วนพื้นที่นอกเมืองหลวง “อำนาจด้านสาธารณสุข” เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น ซึ่งยังขาดการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขมากมาย เช่นนี้ก็เชื่อว่า...“ถ้าเมียนมาไม่ปิดประเทศ” และ “ประชาชน” ก็ไม่วางแผนป้องกันตาม “วิถีนิวนอร์มอล” มีโอกาสเกิดการระบาดไม่ต่างจากอินเดีย หรือบังกลาเทศก็ได้

    ดังนั้น ตอนนี้ “ประเทศไทย” กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ถูกล้อมรอบด้วยประเทศที่มีการระบาดโควิด-19 ทำให้ “คนไทย” ต้องช่วยกันสร้างกำแพงป้องกันให้แข็งแรงที่สุด ด้วยกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร และภาคประชาชน เพื่อไม่ให้มีการลักลอบโดยผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เป็นอันขาด!

    อีกด้าน...“นายจ้าง” ที่มีการรับแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทำงานอยู่เดิม ก็อาจต้องช่วย “เป็นหูเป็นตา” สังเกตว่า “ลูกจ้าง” แอบลักลอบนำ “เพื่อนคนเมียนมา” เข้ามาหลบซ่อนพักอาศัยร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ ส่วน “อสม.” ต้องทำหน้าที่ “สแกนคนในชุมชน” เพื่อไม่ให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในชุมชนด้วย

    สิ่งนี้คือ “ความร่วมมือของคนไทย” เสมือนเป็น “กำแพงบ้านแข็งแรงที่สุด”...เพื่อปิดช่องทางเชื้อโควิด–19 ไม่ให้มีโอกาสกลับมาระบาดระลอกสอง.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า1ชายแดนไทย - พม่าโควิด-19COVID-19เมียนมามาตรการป้องกันโควิด-19คนเมียนมาแนวชายแดนสุขภาพ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา 19:08 น.