ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ปมโควิดเจาะไข่แดงแตก เชื้อไวรัสล้อมไทยทุกทาง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์12 ก.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE

    เงื่อนปัญหาคาใจ... “ผู้ต้องขังชาย” อาชีพดีเจในสถานบันเทิงดัง “ติดเชื้อโควิด-19” นับเป็นรายแรกในประเทศ ตั้งแต่ไม่พบผู้ติดเชื้อมากว่า 100 วัน ที่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดและกลุ่มเสี่ยงอยู่จำนวนมาก กลายเป็นเรื่อง “วุ่นทั้งเมือง” เพื่อไขปริศนาต้นเหตุของการรับเชื้อครั้งนี้

    ทำให้ “กระทรวงสาธารณสุข” ต่างไล่เช็กไทม์ไลน์สอบสวนโรคย้อนหลัง 14 วันนับจากวันตรวจพบเชื้อนี้ “ผู้ป่วยติดโควิด-19” มีอาชีพทำงานเป็นดีเจ ที่ผับร้านอาหารและคาเฟ่ ก่อนถูกจับกุม “คดียาเสพติด” ในวันที่ 26 ส.ค.2563 มีการส่งฟ้องศาลอาญา รัชดา และมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี

    กระทั่งถูกควบคุมตัวไปยัง “เรือนจำทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง” ในระหว่างนี้ต้องมีกักกันคัดกรอง “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ในมาตรการป้องกันโควิด-19 ทำให้พบ “การติดเชื้อของรายนี้” ที่มีบุคคล และสถานที่ มีสัมผัสใกล้ชิดอยู่ 5 แห่ง...คือ 1.ร้านอาหารย่านพระราม 3 และ ย่านพระราม 5

    และ 2.ร้านอาหาร ถนนข้าวสาร 3.บ้านพักคอนโด 4.ศาลอาญา รัชดา 5.เรือนจำทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง สรุปผลการค้นหาผู้สัมผัสรวม 990 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 118 คน ผู้เสี่ยงต่ำ 856 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 16 คน ส่งตรวจ 520 คน

    ทั้งหมดให้ “ผลเป็นลบ” ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19 ดังนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ที่มาว่า “ผู้ต้องขัง” ได้ไปติดเชื้อจากไหน ทำให้ต่างมีข้อสงสัย ที่มีความกังวลใจในการแพร่โรคให้บุคคลอื่น...

    สาเหตุผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายนี้ติดเชื้อนั้น ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หน.ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มองว่าเบื้องต้นไม่มีข้อมูลสาเหตุการติดเชื้อของผู้ต้องขังรายใหม่นี้มาก แต่รู้เพียงว่า...มีพฤติกรรมพัวพันยาเสพติด จนถูกต้องโทษจำคุก

    แน่นอนว่า...ในเรื่อง “ยาเสพติด” เป็นธุรกิจไม่อาจเปิดเผยข้อมูลจริง โดยเฉพาะไม่สามารถผลิตขึ้นในเมืองไทยได้ เพราะ “รัฐบาลไทย” ถือว่า “เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม” มีการปราบปรามจับกุมอย่างเข้มงวดตลอด ทำให้ “พ่อค้ายาเสพติด” ลักลอบผลิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ตามพื้นที่รอยต่อตะเข็บชายแดนไทย

    ทว่า...ตอนนี้ในประเทศเพื่อนบ้านกลับเริ่มมีการระบาดโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรงและน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงเกิดการระบาดขยายพื้นที่มาถึงพื้นที่แถบชายแดนไทยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ “กลุ่มแรงงานต่างด้าว” ที่ยังลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามพรมแดนช่องทางธรรมชาติอยู่

    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมสามารถอนุมานได้ว่า “ผู้ต้องขังชายรายนี้” มีโอกาสรับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการสัมผัสบรรจุภัณฑ์หีบห่อยาเสพติดนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสติดอยู่ ซึ่งเกิด จากคนลำเลียงป่วยติดเชื้อโควิด-19 และสัมผัสหีบห่อในการลักลอบนำเข้ามาในประเทศก็ได้

    ด้วยสาเหตุ “ไทม์ไลน์” ก็ไม่มีประวัติเสี่ยงติดเชื้อ เช่น การเดินทางออกไปยังต่างประเทศ แม้แต่มี “อาชีพเป็นดีเจ” มีการสอบสวนโรค ในสถานที่พักอาศัย สถานที่ทำงาน ก็ยังไม่พบมีคนใกล้ชิดติดเชื้อโควิด-19

    ในเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ว่า “ผู้ต้องขัง” อาจไม่เปิดเผยข้อมูลจริงทั้งหมด เพราะมีผลกระทบต่อผู้อื่น เกรงว่า...“เจ้าหน้าที่ตำรวจ” จะขยายผลจับกุมเครือข่ายเพิ่มอีก เมื่อไม่มีข้อมูลจริงแล้วย่อมส่งผลต่อการสอบสวนโรค มีความยุ่งยากขึ้น ทำให้ได้แต่การอนุมานเหตุการณ์ และคงต้องรอผลอย่างละเอียดชัดเจนกันอีกครั้ง

    ปัจจุบันนี้...“ข้อมูลการระบาดโควิด-19” ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในการติดเชื้อมักเริ่มจากผู้ป่วยโควิด-19 ไอ จาม หรือพูด ทำให้ละอองตกลงที่วัตถุและพื้นผิวอื่นๆ เมื่อคนเอามือจับพื้นผิวนี้แล้วมาจับตา จมูก หรือปาก ก็จะรับ เชื้อโรคจากการหายใจเอาละอองเข้าไป อีกทั้งยังสามารถติดเชื้อจากคนหนึ่ง...ไปสู่อีกคนหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน

    แม้แต่...“การติดเชื้อปนเปื้อนผ่านผลิตภัณฑ์” ในการนำเข้าจากต่างประเทศก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเเช่แข็ง หรือสินค้าประเภทของสด ที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิความชื้น มีลักษณะสภาพอากาศให้ “โควิด-19” มีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน กลายเป็นปัจจัยของการเคลื่อนย้ายเชื้อไปแพร่ระบาดในพื้นที่อื่นได้ดีตามมา...

    ไม่นานมานี้ “ประเทศจีน” ก็มีการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่เกิดจากการปนเปื้อนอยู่ในผิวสัมผัสผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเเช่แข็ง นำเข้ามาในประเทศ เช่นเดียวกับ “นิวซีแลนด์” ภูมิประเทศเป็นเกาะ มีการคัดกรองคนเข้าประเทศเข้มงวด แต่กลับระบาดระลอกใหม่ สาเหตุจากเชื้อปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์อาหารเเช่แข็งเช่นกัน

    ยอมรับว่า “รัฐบาลไทย” มีมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 เข้มงวดมาก โดยเฉพาะ “บุคคลเข้าประเทศไทย” ต้องผ่านมาตรการต้นทางกักกัน 14 วัน และคัดกรองอีกครั้งก่อนออกนอกประเทศปลายทาง เมื่อเข้ามา ในประเทศต้องถูกกักตัวอีก 14 วัน ทำให้สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดี

    ปัญหามีอยู่ว่า...มีการคัดกรองตรวจเฉพาะ “ตัวบุคคล” ในการเดินทางเข้า ประเทศเท่านั้น ในส่วน “ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ” มีมาตรการตรวจ หาปนเปื้อนเชื้อมากับสินค้าหรือไม่ ดังนั้น “รัฐบาล” อาจต้องสุ่มตรวจสินค้า นำเข้าจากต่างประเทศด้วย เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้กันภายหลัง ...แบบวัวหายล้อมคอก

    จริงแล้ว...“ผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนเชื้อโควิด-19” ถ้ามีการล้างทำความสะอาด หรือกินแบบสุกๆ ก็สามารถป้องกันเชื้อได้ แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ ในระหว่าง การลำเลียงขนส่งสินค้านำเข้านี้ เพราะเป็นช่วงที่บุคคลมีโอกาสหยิบจับโยกย้ายสินค้าอยู่ตลอดเวลา ในจำนวนนี้อาจเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเข้ามาหยิบจับสินค้าก็ได้

    ดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว...“โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์” ในประเทศแถบยุโรป มีคนงานติดโควิด-19 ด้วยการติดต่อจากการสัมผัสเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่หีบห่อบรรจุผลิตภัณฑ์ และมีการแพร่ระบาดออกไปสู่บุคคลภายนอก ส่วนใหญ่ ก็มีการสัมผัสเชื้อติดอยู่หีบห่อเช่นกัน จนบริษัทสั่งระงับกระบวนการผลิตทั้งหมดไป

    ย้อนกลับมา...“สถานการณ์ระบาดในไทย” โดยภาพรวมยังมีการปกป้องตนเอง และคนรอบตัวอย่างดีเยี่ยมมาก ทั้งการล้างมือ รักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย แม้ว่าบางคนอาจ “การ์ดตก” อยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 กันอย่างเข้มงวดเช่นเดิม

    ตามหลักทางวิชาการ...“การหยุดระบาดเชื้อไวรัส” คนในสังคมต้อง ปฏิบัติตัวในการป้องกันให้ได้เกิน 70% แต่ที่ผ่านมานี้ “คนไทย” ปฏิบัติได้สูงถึง 80-90% ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอด ทำให้การระบาดโควิด-19 ไม่สามารถแพร่ระบาดไปไกลเป็นวงกว้างได้ แม้ว่าเกิดระบาดระลอกใหม่ ก็ควบคุมได้รวดเร็วเช่นกัน

    ประเด็น...สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงอยู่มาก เพราะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเกิดการระบาดตามแนวชายแดนไทยสูงมาก เพราะ “ประเทศไทย” ถูกล้อมรอบด้วยประเทศกำลังมีการระบาดเชื้อโควิด-19 อาจเกิดทะลักหนีเข้ามาในประเทศในเร็วๆนี้

    อีกทั้ง...“ตามตะเข็บแนวชายแดนไทย” มีความยาวมากกว่า 2,000 กม. ที่ไม่มีกำแพงกีดกั้น ทำให้คนสามารถเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติได้ตลอด ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งทหาร ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาจต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นตามแนวชายแดน เพื่อให้การระบาดอยู่ในวงจำกัด ไม่เข้ามาพื้นที่ตอนในของประเทศได้

    โดยเฉพาะ “บุคลากรการแพทย์” ในบางพื้นที่อาจต้องรับหน้าที่กันอย่างหนัก ที่เป็นเสมือนด่านหน้าในการเผชิญกับโรคร้ายครั้งนี้ เรื่องนี้ “กระทรวงสาธารณสุข” ต้องส่งเสริมทุ่มสรรพกําลัง พร้อมอุปกรณ์ ยาเวชภัณฑ์ต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือเป็นการด่วน

    ในส่วน “ประชาชนทั่วไป” ต้องยึดหลักป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ เน้นการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้าน และยึดมาตรการ Social Distancing ส่วนการจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดด้วย

    ย้ำว่า...ความร่วมมือ อดทน และมีวินัยป้องกันตนเอง สามารถช่วยป้องกันโควิด–19 ระลอกสองนี้ได้แน่นอน.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า1โควิด-19แรงงานต่างด้าวดีเจติดเชื้อโควิดการติดเชื้อกระทรวงสาธารณสุขผู้ต้องขังติดโควิด-19สุขภาพ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 16:45 น.