ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    “วิษณุ” ลุยเอาผิด 8 กลุ่มช่วยบอส ส่งให้ป.ป.ท.-ป.ป.ช.ดีเอสไอ-ก.อ.จัดการ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ก.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE

    “วิชา” โบ้ยสื่อให้ไปถาม “บิ๊กตู่” เปิดชื่อตัวละครในประเด็นเปลี่ยนความเร็วรถ ยันจากนี้ต้องล่า “บอส” มาดำเนินคดีให้ได้ ลั่นต้องกล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับสิ่งที่ผิดพลาด อะไรผิดคือผิด ถูกคือถูก ถือเป็นจริยธรรมสูงสุดของมนุษย์ โดยเฉพาะของบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และระบบบริหารราชการแผ่นดิน โต้ข้อครหาผลสอบที่ออกมาเป็นแค่ในทางทฤษฎี ชี้มีคนเชื่อมั่นทำจริงแค่ 90% พอแล้ว “วิษณุ” แจงเรียก ป.ป.ท.แบ่งงาน ตามที่คณะกรรมการชุด “วิชา” เสนอแนะ 5 ข้อบิ๊กอู๊ด ตม.เผยนำหมายจับบอสเข้าระบบเรียบร้อยสั่งทุกด่านเจอที่ไหนจับได้ทันที

    กรณี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิทเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมกับนายวิชา ร่วมแถลงผลตรวจสอบ ส่ง ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักรับไม้ดำเนินการต่อ สั่งตำรวจลุยคดีบอสที่ยังไม่หมดอายุความภายใน 30 วัน ขณะที่นายวิชาเสนอเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกว่า 10 คนรวมทั้งอัยการ “น” ชงรื้อทำคดีใหม่ให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

    ความคืบหน้าในคดีที่ทำให้ประชาชนเคลือบ แคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรมเริ่มเข้ารูปเข้ารอยตามลำดับ โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาคารเทเวศน์ นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน นัดประชุมคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนัดแรก หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่ออายุคณะกรรมการอีก 30 วัน โดยนายวิชาเผยก่อนการประชุมว่า ในความคาดหวังของสังคมหลังมีข้อสรุปจากคณะกรรมการเข้าใจว่าจะต้องไปคาดหวังที่ตัวนายกรัฐมนตรี เพราะได้เปิดข้อมูลและส่งต่อให้เรียบร้อยทั้ง 8 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีจะรับไปทำ ยืนยันหนักแน่นว่าท่านทำแน่นอน คงจะต้องใช้เวลา โดยจะมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. จะเป็นฝ่ายติดตามและส่งต่อ จัดการ และดำเนินการตามที่เสนอแนะไว้ที่อยู่ในกำกับของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

    “สิ่งที่ผิดพลาดไม่ว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหนหรือแม้จะหมดอายุความไปแล้วทั้งหมด ยังยืนยันว่าการทำให้กระจ่างชัด ทำให้คนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด เราต้องกล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับสิ่งที่ผิดพลาด ต้องทำให้เห็นว่าอะไรผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถือเป็นจริยธรรมสูงสุดของมนุษย์ โดยเฉพาะของบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม คนที่อยู่ในระบบบริหารราชการแผ่นดิน”นายวิชากล่าว

    นายวิชากล่าวต่อว่า ภาระจากนี้คือการศึกษาเสนอแนะเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการปฏิรูปที่ทำให้พ้นจากความเสื่อมหรือความไม่แน่นอนตามที่คนไม่เชื่อถือ ต้องอาศัยตัวบทกฎหมาย อะไรที่ล้าสมัยหรือมีข้อควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจะรีบนำเสนอให้ครบใน 30 วัน ส่วนกรอบการประชุมการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้วางกรอบดูทุกเรื่อง หากมีผู้เสนอแนะ หรือคณะกรรมการเห็นสมควร จะกำหนดประเด็นว่าประเด็นเหล่านั้นเกี่ยวกับองค์กรใด ทั้งตำรวจและพนักงานสอบสอนหรือพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่เฉพาะตำรวจ ยังมีพนักงานฝ่ายปกครองอัยการรวมถึงดีเอสไอ ส่วนกระบวนการตั้งเรื่องเพื่อส่งฟ้องใหม่ในคดีบอสกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ ต้องเริ่มจากชั้นตำรวจที่จะเป็นผู้สอบสวนใหม่ โดยการปรึกษาหารือกับคณะกรรมการป.ป.ท. และผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะนายวิษณุคงจะต้องอาศัยเป็นคณะทำงานเพราะ ผบ.ตร.สั่งคนเดียวไม่ได้ จะเป็นภาระของ ผบ.ตร.คนใหม่ที่จะต้องเข้ามารับ ผิดชอบ มีคณะกรรมการที่เรียกว่าศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ซึ่ง ป.ป.ท.เป็นกรรมการอยู่

    นายวิชากล่าวอีกว่า สำหรับเอกสารการเปิดเผยข้อสรุปของคณะกรรมการหน้า 3 มีการเปิดเผยตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อ และเป็นนามสมมตินั้น คณะกรรมการได้เอ่ยชื่อชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในมือนายกรัฐมนตรีหมดแล้ว ระบุชื่ออยู่ในรายงานฉบับเต็มที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อในเอกสารที่ให้กับสื่อ ตนไม่ทราบ เป็นสิทธิ์ของท่านนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ในรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในรายงานฉบับเต็มบริบูรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง เมื่อถามย้ำว่า เปิดเผยชื่อตัวย่อกับสื่อได้หรือไม่ นายวิชาตอบว่า อย่า อย่า ในเมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของ ถือเป็นสิทธิ์ขาดของนายกรัฐมนตรี ท่านบอกชัดเจนว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุดตามที่ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแล้ว

    เมื่อถามว่า มีข้อครหาว่าผลสอบของคณะกรรมการออกมาแล้วเหมือนเป็นแค่ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่สามารถทำได้ นายวิชากล่าวว่า มีคนเชื่อมั่นว่าทำจริงเพียงแค่ 90% ก็พอแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 3 ข้อกล่าวหากับนายวรยุทธ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 147 หลังจากนี้ ไม่ว่าผู้ต้องหาอยู่ที่ไหนต้องติดตามมาให้ได้ นายกรัฐมนตรียืนยันและตำรวจบอกว่าถ้าอัยการรับเรื่องไว้ก็จะดำเนินการขอออกหมายจับกับตำรวจสากล ส่วนกรณีนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการอัยการ ระบุว่ามีอัยการที่มีส่วนในคดีนี้หลบหนีออกนอกประเทศไปนั้น ตนไม่รู้ ต้องไปตรวจสอบทาง ป.ป.ท. ส่วนกรณีออกระเบียบใหม่ว่ามีบทลงโทษทางวินัย และสั่งลงโทษทางวินัยรองอัยการสูงสุด ที่มีบทลงโทษร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก ไม่ได้เป็นผลจากคณะกรรมการชุดนี้แต่เป็นผลจากหน่วยงานเอง

    วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเชิญเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ชุดของนายวิชา มหาคุณ มาพบเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า เป็นการมาตกลงแบ่งงาน เนื่องจากคณะกรรมการชุดนายวิชา มีข้อเสนอแนะเร่งด่วนมา 5 ข้อ คือ 1.การเร่งรื้อฟื้นคดีและดำเนินคดีที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะคดีขับรถขณะเสพยาเสพติด ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหานี้มาก่อน จะให้ ป.ป.ท.ส่งเรื่องไปยังตำรวจ 2.การดำเนินการบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางอาญาและวินัยมี 8 กลุ่ม กลุ่มไหนเป็นตำรวจ จะแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ถ้าเป็นอัยการจะแจ้งคณะกรรมการข้าราชการอัยการ (ก.อ.) กลุ่มที่เป็นทนายความจะส่งให้สภาทนายความ กลุ่มไหนเป็นบุคคลธรรมดาจะให้ป.ป.ท.ดำเนินการ เรื่องใดที่คิดว่ามีมูลจะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ เรื่องใดเป็นคดีอาญาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ คาดว่าวันนี้ ป.ป.ท.จะออกหนังสือประสานไปยังหน่วยงานเหล่านี้

    นายวิษณุกล่าวต่อว่า 3.ข้อเสนอแนะว่าบางครั้งไม่ใช่เรื่องความรับผิด แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบที่ไม่สามารถเอาเข้าคุกได้ เพราะไม่ใช่คดีอาญา เกี่ยวกับคนที่เป็นนักการเมืองที่เป็นกรรมาธิการฯ ยังไม่รู้ใครเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว จะส่งเรื่องไปให้ประธานรัฐสภาพิจารณา 4.การมอบอำนาจที่ได้บทเรียนเรื่องนี้ว่า ข้าราชการรู้จักการมอบอำนาจดี แต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนในการมอบอำนาจและความรับผิดชอบ สังเกตจากคดีนายวรยุทธที่ระบุว่าเมื่อมอบอำนาจแล้วเป็นการมอบขาด แต่ความจริงไม่ใช่ ความหมายคือมอบให้ไปทำ แต่ผู้มอบอำนาจยังต้องกำกับดูแลและติดตาม หากผิดก็เรียกมาสั่งใหม่ได้ เป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นหลายคดี ไม่ใช่แค่คดีนี้ เรื่องนี้จะมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเขียนเป็นคู่มือระบุให้ชัดว่า ผู้มอบอำนาจหรือผู้รับมอบจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร

    รองนายกรัฐมนตรีวิษณุกล่าวต่อว่า 5.การปรับปรุงแก้ไขระเบียบบางอย่าง เช่น อัยการสูงสุดมอบให้รองอัยการสูงสุดคนหนึ่งเป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์ แต่มอบรองอัยการสูงสุดอีกคนหนึ่งทำหน้าที่สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องแทนอัยการสูงสุด เรื่องนี้ไม่ได้ว่าอะไร แต่คนสองคนนี้ไม่ควรเป็นคนเดียวกันเหมือนที่เกิดขึ้นในคดีนี้ที่เป็นคนเดียวกัน จึงไม่มีการคานอำนาจ รวมถึงการใช้ดุลพินิจของอัยการเป็นเรื่องของเขา ถือเป็นองค์กรอิสระ แต่ตำรวจที่จะแย้งหรือไม่แย้งต้องมีเหตุผลและหลักเกณฑ์ ที่ผ่านมายังไม่มีหลักเกณฑ์นี้ ส่วนที่เสนอให้คดีอาญาที่ผู้ต้องหาหลบหนีไม่มีอายุความ ฟังดูเผินๆดี มีการแก้ในคดีทุจริตไม่ให้ขาดอายุความไปแล้ว คดีของนายวรยุทธ ก็ยังเห็นประโยชน์ แต่ถ้าต้องให้ใช้ในทุกคดี ต้องมาคิดอีกที เพราะคณะกรรมการชุดนายวิชาสนใจแค่ในคดีนายวรยุทธต้องส่งให้คณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไปศึกษา ให้ป.ป.ท.ติดตามทั้งหมด หากมีรายละเอียดอะไรจะรายงานให้นายกฯรับทราบ ส่วนอะไรที่ต้องแก้ระเบียบทันที หรืออะไรต้องปฏิรูปก็ต้องดำเนินการ

    เมื่อถามว่าคดีที่ให้ ป.ป.ท.แจ้งไปยังกลุ่มต่างๆนั้น ได้วางกรอบเวลาไว้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า บางเรื่องมีและบางเรื่องไม่มี เช่น การปฏิรูปกฎหมายที่ชุดนายวิชาดูอยู่ก็ต้องทำต่อไป ส่วนคดีที่กำหนดเวลาเป็นเรื่องการสอบบุคคลทั้ง 8 กลุ่ม เพราะจะมีปัญหาการขาดอายุความได้อีกทั้ง 8 กลุ่มนั้นไม่ทราบว่าจะหมดอายุความเมื่อใด เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นความผิดทางอาญาหรือวินัย แต่ละคดีก็มีกำหนดระยะเวลาที่ต่างกัน บางคนอาจผิดตามมาตรา 157 แต่ถ้าเป็นคดีทุจริตเรียกรับเงินต้องส่งเรื่องใช้ ป.ป.ช.ไม่มีอายุความ ทั้งนี้ การแก้กฎหมายเรื่องอายุความคงไม่สามารถใช้กับคดีนายวรยุทธได้ แต่จะใช้สำหรับอนาคต เพราะคงต้องใช้เวลาแก้อีกนาน ส่วนที่มีบางคนระบุว่าควรต้องยกเลิกคำสั่งเดิมของรองอัยการสูงสุดที่สั่งไม่ฟ้องคดีก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อคดีไปถึงชั้นศาล ยังไม่ขอให้ความเห็นเรื่องนี้ เพราะยังไม่เคยตรวจดูสำนวน ถือเป็นเรื่องของอัยการจะเป็นผู้พิจารณา

    อีกด้านหนึ่ง ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังศาลออกหมายจับนายวรยุทธ คดีขับรถชนตำรวจทองหล่อเสียชีวิต ว่าหลังจากพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอถอนหมายจับเก่าและออกหมายจับใหม่ 3 ข้อหา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด เพราะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนเรื่องการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้ ผกก.สน.ทองหล่อได้ทำหนังสือถึงตน และได้ประสานเข้ามา มีการนำหมายจับเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว โดยมีบันทึกสั่งการให้ทุกด่านทั่วประเทศ ถ้าพบนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ให้จับกุมได้ทันที

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า 1บอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยาวิชา มหาคุณวิษณุ เครืองามข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 22:23 น.