กว่าจะถึง...คำสั่งไม่ฟ้อง เส้นทางมหากาพย์ “คดีบอส” นั้น ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะต้องใช้มือระดับเทพในแต่ละขั้นตอน จึงบรรลุวัตถุประสงค์ได้

ไม่ว่าจะเป็นอัยการหรือตำรวจ ล้วนแล้วแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น

มาถึงตอนนี้จับความแค่ 2 ประเด็นก็เพียงพอที่จะประเมินความเป็นมา และเป็นไปได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นได้

1.กมธ.กฎหมาย สนช.นั่นแท่งหนึ่ง

2.การเปลี่ยนหลักฐานในเรื่องความเร็วรถนั่นก็อีกแท่งหนึ่ง

ที่มีการแฉออกมาว่า การร้องเรียนขอความเป็นธรรมนั้น ดำเนินการถึง 13 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายจึงสำเร็จและนำส่งไปถึงคำสั่งไม่ฟ้อง

ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่รับคำร้องอันหมายถึง สามารถสั่งฟ้องได้เลย แต่คำร้องที่ กมธ.สนช.รับไปนั้น กลับได้รับการพิจารณา

คงได้เห็นรายชื่อ กมธ.ชุดนี้กันมาแล้วแต่ละชื่อไม่ใช่ธรรมดา ส่วนใหญ่จะเป็นนายทหาร-นายตำรวจระดับ “นายพล” ที่อยู่ก๊วนเดียวกัน

อย่างน้อยก็มีอดีต ผบ.ตร.อยู่ 2 คนที่โยงให้เห็นที่มาที่ไปได้

คำร้องชุดนี้ จึงซิ่งทะลุผ่านด่านไปได้แบบเนียนๆ เพราะไม่มีใครกล้าขวางมีแต่ผลักดันกันไปให้สุด

การเปลี่ยนหลักฐานในส่วนความเร็วรถก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ไม่ถูกบรรจุในสำนวนการสอบสวน

เพราะมีเอกสารลับออกมาตีแผ่ความจริงที่เป็นปมสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงค่าความเร็วรถ จาก พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ 4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สตช.

ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความเร็วที่เกินกำหนด

...

แต่ที่ต้องเขียนสำนวนระบุว่าไม่เกิน 80 กม./ชม. ถือว่าเป็นความเร็วตํ่าไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญต่อรูปคดี

ความจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะ...

“นายตำรวจ” ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้พา ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม นักวิชาการวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นผู้คำนวณความเร็วรถ ก่อนชนแค่ 80 กม./ชม.เท่านั้น

จึงจำเป็นที่จะต้องเขียนสำนวนให้เป็นไปอย่างนั้น เพราะความ จำยอมแม้ตอนหลังจะขอแก้ไขแต่ไม่สำเร็จ

“อัยการ” จึงรับลูกทันที...

ว่ากันให้ถึงที่สุดการ “เป่าคดี” ในเรื่องนี้นั้นทำกันอย่างเป็นกระบวนการเริ่มตั้งแต่การ “รับงาน” มาแล้วก็วางแผนแล้วกระจายงานไปยังส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง

เน้นไปที่บุคคลซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบระดับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทุกอย่างจึงดำเนินการไปอย่างราบรื่นท่ามกลางผู้ใต้บังคับ บัญชาที่มองตาปริบๆ เพราะต่างต้องคิดว่าหากผิดพลาดขึ้นมา

“วัวงาน” อย่างพวกเขามีหวังใกล้คุกเข้าไปทุกที

สุดท้ายเมื่อทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นจริง เพราะมีการเสนอชื่อตำรวจกว่า 20 นายให้ ผบ.ตร.ไปดำเนินการฐานบกพร่องต่อหน้าที่ แต่ “ตัวใหญ่-กินคำใหญ่” ทำท่าจะรอด

แบบนี้...ท่านนายกฯจะโอเคได้หรือ?

“สายล่อฟ้า”