ไลฟ์สไตล์
100 year

เหลี่ยมมุมรื้อฟื้นคดีขับรถหรูชนตำรวจ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
4 ส.ค. 2563 05:06 น.
SHARE

เงื่อนปม “คดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง” ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ชนรถจักรยานยนต์ “ดาบตำรวจ” ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ “เสียชีวิต” บนถนนสุขุมวิท ที่คดียืดเยื้อยาวนานมากว่า 7 ปี

ล่าสุด คดีไม่ไปถึง “ศาล” สาเหตุเพราะ “อัยการสูงสุด” เซ็นคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคดี ทั้งยัง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ก็มีคำสั่งไม่โต้แย้งคำสั่งอัยการกันแบบเงียบๆ ทำให้ “ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง” ต้องหลุดพ้นความผิดอาญาทุกกระทง กลับคืนสู่สภาพ “ผู้บริสุทธิ์” ที่มีการขอถอนหมายจับ...

ข่าวแนะนำ

ทั้งในประเทศ และหมายแดงของตำรวจสากล สร้างกระแสความสงสัยให้คนในสังคมอย่างรุนแรง ที่ก่อปัญหาคาใจของประชาชน มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นระบบ “ยุติธรรมไทย” และสะเทือนถึงความเชื่อถือในตัวองค์กร เจ้าหน้าที่ และกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย...

แม้ในส่วนของการใช้ดุลพินิจ และการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ ย่อมมีอิสระในการสั่งคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของฝ่ายบริหารและพนักงานสอบสวน จะอยู่ในการตรวจสอบตามกฎหมาย และระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม

แต่กรณีนี้มีเหตุพิเศษที่สังคมควรมีโอกาสทราบในส่วนของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนพฤติการณ์และบุคคลเกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งที่ 225/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการชุดนี้...

หากย้อน “ไทม์ไลน์คดี” ที่อยู่ในการรับรู้สนใจของประชาชนมาตลอด “ต่างเฝ้าติดตามรอฟังผลสรุปของคดีนี้มายาวนาน” นับแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 ก.ย. พ.ศ.2555 ที่ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังถูกกล่าวหาขับรถเฟอร์รารี่ ชนรถ จยย.ดาบตำรวจเสียชีวิตแล้วหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ ก่อนที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหา 5 ข้อหา...

แต่ในระหว่างดำเนินคดีนี้ก็ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องคดีได้ทัน เพราะหลบหนีไปต่างประเทศ ทำให้บางข้อหาหมดอายุความลงไปคือ ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต คดีถูกปล่อยให้หมดอายุความตั้งแต่ 3 ก.ย.2556 และข้อหาขับรถประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย ก็หมดอายุความเช่นกัน

ส่วนข้อหาขับรถโดยขณะมึนเมา ก็ไม่ปรากฏการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในที่เกิดเหตุ

ดังนั้น ตำรวจจึงได้สรุปสำนวนคดีให้อัยการสั่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ...ข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน มีอายุความ 5 ปี และสิ้นสุดหมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2560

คงเหลือ...ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี อายุความ 15 ปี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 3 ก.ย.2570 แต่ต่อมา “อัยการสูงสุด” มีความเห็นไม่ฟ้อง และ “ตำรวจ” ไม่โต้แย้งคำสั่งอัยการ นับว่าเป็นอันสิ้นสุดในคดีนี้ไปอีก...

เมื่อเป็นเช่นนี้ช่องทางในการรื้อฟื้นคดีใหม่ได้หรือไม่นั้น ทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สภาทนายความฯ ในฐานะนักกฎหมายมองว่า ตามหลักในคดีอาญา พนักงานสอบสวนทำหน้าที่แสวงหารวบรวมพยาน หลักฐาน และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในคดี เพื่อนำมาปรับให้เข้ากับข้อกฎหมาย

ตามลักษณะพฤติกรรมของการกระทำผิดที่กฎหมายกำหนดไว้ จากนั้นก็ส่งสำนวนคดี ความเห็นสั่งฟ้องคดี พร้อมพยานหลักฐาน ให้กับ “พนักงานอัยการ” ในการตรวจสำนวนและพยานหลักฐาน เพื่อใช้ดุลพินิจที่จะฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ก็ได้ เพราะพนักงานอัยการมีอิสระพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม

แต่ว่า...“พนักงานอัยการ” ก็มีอำนาจ มีความเห็นต่างจาก “พนักงานสอบสวน” ได้ เช่น ตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องคดี แต่พนักงานอัยการดูจากพยานหลักฐานแล้ว กลับมีความเห็นไม่ฟ้องคดีก็ได้ อีกทั้งมีอำนาจในการให้พนักงานสอบสวนสั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่พนักงานอัยการกำหนดไว้ หรือสอบปากคำพยานเองก็ได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 ในการแสวงหาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน หากเห็นว่าพยานหลักฐานจากการสอบสวนยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป ถ้าทำการสอบสวนทุกชนิดแล้วพยานหลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์ความผิดผู้ต้องหาในศาลก็จะมีคำสั่งไม่ฟ้อง

แต่หากยังมีข้อสงสัยว่า ผู้ต้องหาอาจจะกระทำผิด และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดในศาลได้ พนักงานอัยการจะใช้หลักยกประโยชน์ข้อสงสัยให้แก่รัฐคือ ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดต่อไป

ส่วนกรอบเวลาค้นหาพยานหลักฐาน กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้แน่ชัด แต่เป็นเรื่องระเบียบในองค์กรที่กำหนดกรอบเวลากันไว้เอง ยกเว้นเรื่อง “การฝากขังผู้ต้องหา” ในความผิดอาญาอัตราโทษสูงตั้งแต่ 10 ปีศาลมีอำนาจสั่งขัง 7 ครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมแล้วต้องไม่เกิน 84 วัน

ประเด็นสังคมสนใจ...คือ “เรื่องใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง” ที่มีหลักเหตุผล หรือพยานหลักฐานใดที่นำมารองรับว่า “ผู้ต้องหามิได้กระทำความผิด” ในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ เพราะพยานหลักฐานต่างๆ ในสำนวนคดียังไม่เคยถูกเปิดเผยต่อ “สาธารณชน” ทำให้ต้องรอคำตอบผลสรุปจากอัยการสูงสุดอีกครั้ง...

เพราะตอนนี้หลักฐานล่องลอยอยู่บนโลกโซเชียลมากมายนี้ที่ไม่มีใครรู้ว่า เป็นหลักฐานมีอยู่ในสำนวนคดีหรือไม่ เบื้องต้น สนง.อัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดี มีกรอบทำงานสรุปประเด็นในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่า การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ “สั่งไม่ฟ้อง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

แต่ถ้าว่า...“การใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ย่อมมีโทษทางอาญา ตามความผิด ป.อ.ม.157 และ ป.อ.ม.200 วรรคหนึ่ง เพราะเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 ในเรื่องการวินิจฉัยสั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ในการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลย ที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ในกรณีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย ในฐานะเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง ย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ

การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้จึงมีความผิด ป.อ.ม.157 และป.อ.ม.200 วรรคหนึ่ง ที่ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจชอบหรือไม่นี้ได้ด้วยเช่นกัน

จริงๆแล้ว...ตามหลักกฎหมาย “ในคดีอาญา” มักมี “รัฐ” ทำหน้าที่ช่วยดำเนินคดีแทน “ผู้เสียหาย” แต่ก็ “ไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหาย” กรณีเห็นต่างจากคำสั่งพนักงานอัยการ “สั่งไม่ฟ้องคดี” เมื่อเป็นเช่นนั้น บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี หรือภริยา สามารถใช้สิทธิ์ด้วยการให้ “ทนายความ” เป็นผู้แทนในการนำคดีฟ้องร้องต่อ “ศาล” เองก็ได้

ในส่วน “การเยียวยา” ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ “ญาติผู้เสียชีวิต” ที่ทำบันทึกไม่ติดใจฟ้องร้อง “คดีแพ่งและคดีอาญา” ซึ่งบันทึกนี้เป็นการสละสิทธิทางแพ่งเท่านั้น ในทางอาญาใช้บังคับไม่ได้ แต่อาจเป็น “เรื่องบรรเทาผลร้ายในกระทำของตัว” ใช้ประกอบคำรับสารภาพ เพื่อเข้าในเหตุให้ “ศาล” พิจารณาลงโทษน้อยลงก็ได้

แม้ว่าในชั้นอัยการสูงสุด “มีคำสั่งไม่ฟ้อง” ทำให้คดีถึงที่สุด และไม่สามารถสอบสวนจำเลยได้อีก แต่ก็มีข้อยกเว้นหากปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ ว่า มีพยานหลักฐานอื่นที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมที่มีอยู่ในสำนวนคดีแล้ว ก็อาจสามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นมาได้อีกหน แต่ต้องอยู่ในช่วงอายุความ ตาม ป.วิ.อาญา ม.147...

เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ นั่นหมายความว่า...“บุคคลใด” พบเห็นพยานหลักฐานใหม่ ก็สามารถนำขึ้นมาสู่การพิจารณาใหม่ก็ได้

คดีนี้ประชาชน “ต่างค้างคาใจ” คงต้องรอฟังคำอธิบายจาก “อัยการสูงสุด” ในวันที่ 4 ส.ค.2563 นี้ ที่จะเป็นบทสรุปคำตอบสุดท้ายในประเด็นข้อสงสัยในเรื่องนี้...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1บอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยากระบวนการยุติธรรมอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง บอส อยู่วิทยาคดีบอส

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 18:00 น.