สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจและคนที่เป็นลูกจ้างควรจะตระหนักไว้ เกี่ยวกับลูกจ้างรายหนึ่งครับ ที่เข้ามาปรึกษาคดีกับผม เป็นพนักงานที่ทำงานดีมาก มีฝีมือ ประสบการณ์สูง ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อการทำงานให้กับนายจ้างมานานหลายปี สร้างผลประโยชน์มากมายให้แก่นายจ้าง ยินยอมแม้กระทั่งหาบัญชีธนาคารของญาติมารับเงินแทน เพื่อนำเงินไปจ่ายเป็นค่าผลงานการขายสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ส่วนใหญ่หลายๆ ธุรกิจในเมืองไทย มักจะมีการเอื้อประโยชน์กัน ซึ่งหนึ่งในวิธีการนั้นก็คือ ออกแบบ เพื่อล็อกสเปก หรือกำหนดคุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์บางอย่าง เพื่อให้ตรงกับคุณสมบัติที่มีขายในบริษัทที่เป็นพวกพ้องกัน หรือบริษัทที่ให้ผลประโยชน์แก่ตนเอง
เมื่องานสำเร็จมีการขายวัสดุอุปกรณ์ ส่งมอบสินค้าและได้รับเงินค่าสินค้าเรียบร้อย ก็จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทเอกชนในอัตราส่วนตามที่ตกลงกันต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ในบริษัทเอกชนดังกล่าว จะรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีหลักฐานปรากฏ ที่สามารถนำไปร้องเรียนบริษัทต้นสังกัด เพื่อให้ลงโทษตามกฎระเบียบของบริษัทตัวเอง
และแล้วปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีเรื่องราวบางอย่างทำให้นายจ้างไม่พอใจลูกจ้าง พยายามกดดันลูกจ้างด้วยวิธีการต่างๆนานา สุดท้ายลูกจ้างจึงยื่นหนังสือลาออกในที่สุด แต่นายจ้างก็ไม่ยอมชำระค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง จนกระทั่งมีการร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน
นายจ้างจึงใช้วิธีการเด็ดขาดกับลูกจ้าง โดยยื่นฟ้องลูกจ้าง และผู้ที่ให้ยืมบัญชีธนาคารมาใช้ เป็นคดีฉ้อโกง อ้างว่าลูกจ้างร่วมมือกับญาติทุจริตสร้างเรื่องที่จะต้องชำระเงินค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ในบริษัทเอกชนขึ้นมา เพื่อหลอกเอาเงินจากนายจ้างไป ซึ่งเมื่อรวมยอดกันแล้วก็เป็นเงินจำนวนกว่า 10,000,000 บาท
เมื่อนายจ้างยื่นฟ้องลูกจ้างกับญาติผู้ที่ให้ยืมบัญชีธนาคารมาใช้ เป็นคดีอาญาแล้ว ศาลก็เปิดโอกาสให้คู่ความเจรจาไกล่เกลี่ยกัน โดยนายจ้างยื่นข้อเสนอให้ลูกจ้างไปถอนคำร้องที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงานเสียก่อน ค่อยมาเจรจาในคดีอาญา ทำให้คู่ความไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้
คดีจึงกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอีกครั้ง แนวทางสู้คดีนี้ คือ จะต้องถามค้านพยานโจทก์ เพื่อทำลายน้ำหนักพยานหลักฐาน ทำให้เกิดข้อพิรุธ ข้อสงสัย รวมถึงสาเหตุโกรธเคืองกันให้ได้มากที่สุด ส่วนฝ่ายจำเลย จะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในทางปฏิบัตินั้นมีการดำเนินการแบบนี้จริง เพียงแต่ไม่มีหลักฐานปรากฏ เนื่องจากเป็นเรื่องความลับระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ในบริษัทเอกชนดังกล่าว และมีสาเหตุโกรธเคืองกันอย่างไร
คดีนี้นายจ้างฟ้องลูกจ้างกับญาติเป็นคดีข้อหาฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 ต่างกรรมต่างวาระ
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผลคดีจะเป็นอย่างไรนั้น จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้งครับ อุทาหรณ์ที่ได้จากเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนให้แก่ลูกจ้างเป็นอย่างดี ถึงแม้นายจ้างจะดีกับท่านเพียงใดก็ตาม แต่หากนายจ้างขอให้ท่านทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดศีลธรรม ผิดจรรยาบรรณ และท่านไม่สามารถปฏิเสธได้ ท่านก็ควรจะเก็บหลักฐานไว้บ้าง ไม่ใช่เพื่อใช้ในทางที่ไม่ดี แต่เพื่อใช้เป็นหลักฐานป้องกันตัวท่านเองและทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หรือเปิดช่องให้นายจ้างเอาเปรียบท่านได้
สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ
Facebook: ทนายเจมส์ LK
Instagram: james.lk