ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ทวีศิลป์แจงกาตาร์ป่วยมาไทย ยืนยันไม่แพร่โควิด

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ก.ค. 2563 05:28 น.
    SHARE

    ตรวจโรคแล้วปลอดเชื้อ ย้ำต้องกักตัวในรพ.14วัน กำชับวัดเคร่งข้อกำหนด

    “หมอทวีศิลป์” ยืนยันขอให้คนไทยมั่นใจ ไม่ปล่อยให้เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด หลังชาวกาตาร์โผล่บินเข้าประเทศมารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน หลังรัฐบาลเพิ่งจัดมาตรการผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติ 11 กลุ่มเข้าไทยได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. เช็กแล้ว ตรวจโรคจากต้นทางไม่พบเชื้อ ย้ำมารักษาตัวไม่กี่วันก็ต้องอยู่ใน รพ.อย่างน้อย 14 วัน ขณะเดียวกัน ยังพบ 5 คนไทยกลับจากอินเดีย คูเวต อเมริกา และญี่ปุ่น ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ ส่วนทั่วโลกติดเชื้อไวรัสมรณะโควิด-19 วันเดียวกว่า 3 หมื่นคน

    ไทยยังไปได้สวยในการคุมการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 โดย ไร้ผู้ติดเชื้อในประเทศต่อเนื่องเป็นวันที่ 41 มีแต่พบติดเชื้อในกลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ขณะที่ทั่วโลก ยังหนัก คนติดเชื้อไวรัสมรณะวันเดียวกว่า 3 หมื่นคน

    พบติดเชื้อ 5 คน ล้วนไม่มีอาการ

    เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ข้อมูล covid-19” เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยวันที่ 5 ก.ค. ว่า มีผู้ ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 5 ราย อยู่ในสถานที่กักตัว ของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,190 ราย หายป่วย สะสม 3,071 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมคงที่ 58 ราย และไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกัน 41 วัน โดยผู้ติดเชื้อรายแรก เป็นหญิงไทยอายุ 42 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางกลับจากประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เข้าพักที่สถานที่กักตัวของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจพบเชื้อวันที่ 3 ก.ค. ไม่แสดงอาการ รายที่ 2 และ 3 เป็นชายไทย อายุ 42 และ 57 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางกลับจากประเทศ คูเวต ถึงไทยวันที่ 29 มิ.ย. เข้าพักที่สถานที่กักตัวของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจพบเชื้อวันที่ 3 ก.ค. ไม่แสดง อาการ รายที่ 4 เป็นหญิงไทยอายุ 17 ปี เป็นนักศึกษาเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา เดินทางถึงไทยวันที่ 29 มิ.ย. เข้าพักที่สถานที่กักตัวของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจพบเชื้อวันที่ 3 ก.ค. ไม่แสดงอาการ และรายที่ 5 เป็นชายไทยอายุ 38 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น ถึงไทยวันที่ 30 มิ.ย. เข้าพัก ที่สถานที่กักตัวของรัฐที่กรุงเทพฯ ตรวจพบเชื้อวันที่ 2 ก.ค. ไม่แสดงอาการ

    กำชับวัดเคร่งครัดข้อกำหนด สธ.

    ต่อมา นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรค ติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางศาสนา ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปทำบุญ บางแห่งเกิดความแออัด ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ได้ ขอความร่วมมือวัด ศาสนสถานทุกแห่งให้ปฏิบัติตามมาตรการของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น การจัดระเบียบพื้นที่ให้ลดความแออัดเมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ จัดจุดคัดกรองวัดไข้ผู้ที่เข้ามาในวัด หรือ อาการระบบทางเดินหายใจ ไม่อนุญาตให้ร่วมทำกิจกรรม จัดจุดให้บริการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ รักษาความสะอาดภายในวัด จัดระบบ ระบายอากาศให้ถ่ายเทได้ดี จัดชุดสำหรับฉันอาหารเฉพาะรูป พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปต้องสวมหน้ากากอนามัย/ หน้ากากผ้า และกระชับพิธีการในการประกอบพิธีกรรม ให้สั้นลง หากมีอาการป่วยต้องงดการปฏิบัติศาสนกิจ

    ย้ำอีกคนไทยอย่าการ์ดตก

    นพ.โสภณกล่าวอีกว่า สำหรับข้อปฏิบัติของผู้มาทำบุญ ขอให้สวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เลี่ยงการหยิบจับของที่มีการสัมผัสร่วมกัน บ่อยๆ เช่น ที่กรวดน้ำ ราวบันได ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำ และสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ และปฏิบัติตามข้อกำหนด ของศาสนสถานเรื่องการเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด และเมื่อกลับถึงบ้านให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำทำความ สะอาดร่างกายทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 หากเรายึดคำสอนของทุกศาสนาที่สอนให้มีสติ จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

    ผงะชาวกาตาร์บินรักษาตัวในไทย

    อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่าตลอดวันที่ 5 ก.ค.ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ นอกจากมีกลุ่มคนไทยที่ตกค้างอยู่ในต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศจำนวนมากแล้ว ยังมีนักธุรกิจชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยมีรายงานว่าเมื่อเวลา 11.28 น.สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ QR836 นำนักเดินทางสัญชาติกาตาร์ 1 คนเข้าประเทศไทย เพื่อส่งตัวมารักษาโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.ซึ่งพบว่ามีชื่อเป็น 1 ใน 57 โรงพยาบาล ที่แจ้งความประสงค์เป็นสถานที่กักกันในโรงพยาบาลทางเลือก (Alternative Hospital Quarantine)

    คนไทยในเรือสำราญได้กลับบ้าน

    ส่วนคนไทยที่กลับเข้าประเทศมีจำนวน 3 เที่ยวบิน จำนวน 282 คน ได้แก่เวลา 11.17 น. สายการบิน Druk Air เที่ยวบินที่ KB150 นำคนไทยที่ตกค้างในประเทศภูฏาน กลับมา 1 คน ต่อด้วยเวลา 13.32 น.สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ET618 นำคนไทยที่ตกค้างอยู่ประเทศแทนซาเนีย 4 คน และเอธิโอเปีย 2 คน รวม 6 คน มาถึงประเทศไทย ในกลุ่มนี้พบผู้เดินทางเข้าประเทศมีไข้ 2 คน และเวลา 21.35 น.กลุ่มคนไทยที่ตกค้างในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกเรือเรือสำราญ จำนวน 275 คน เดินทางมากับสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ PR732 เดินทางมาถึง ซึ่งในผู้โดยสารที่ตรวจพบมีไข้ เจ้าหน้าที่ส่งตัวไปโรงพยาบาลตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างละเอียด ส่วนที่เหลือถูกพาไปกักตัวในสถานที่กักตัวตามที่รัฐกำหนด ซึ่งกระจายอยู่ใน กทม.ย่านประเวศ ถนนวิทยุ พระราม 9 และมักกะสัน

    “ทวีศิลป์” ยันตรวจแล้วไม่พบเชื้อ

    ต่อมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ให้สัมภาษณ์กรณีมีข่าวคนไข้ชาวกาตาร์เดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากรัฐบาล โดย ศบค.เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะมีมาตรการผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติ 11 กลุ่มเข้าไทยได้ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมควบคุมโรคยืนยันผู้ป่วยคนดังกล่าวไม่ได้เข้ามารักษาโรคโควิด-19 และจากการตรวจสอบโรคตั้งแต่ประเทศต้นทางและเมื่อมาถึงไทยไม่พบผลเป็นบวกแต่อย่างใด หลังจากนี้จะมีการตรวจทานข้อมูลผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษาและนำข้อมูลมาเปิดเผยเพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนอีกครั้งขอยืนยันว่าการเปิดรับการรักษาผู้ป่วยต่างชาติไม่มีการรับรักษาโรคโควิด-19 แต่อย่างใด แต่เป็นการเปิดให้การรักษากรณีโรคอื่นๆ

    ขอให้มั่นใจไม่ปล่อยให้แพร่โรค

    เมื่อถามว่าการให้ผู้ป่วยจากกาตาร์ที่เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงเพราะคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศนี้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก เข้ามารักษาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นมา จะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการแพร่เชื้อในประเทศ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เรามีมาตรการป้องกันอย่างดี เพราะนอกจากตรวจโควิด-19 แล้ว คนกลุ่มนี้เมื่อเข้ามาแล้วไม่ว่าจะรักษาตัวกี่วัน แต่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อยเป็นเวลา 14 วัน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการแพร่เชื้อจากคนเหล่านี้

    เข้ม 11 กลุ่มมาไทยต้องทำตามกฎ

    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เผยว่า ตามที่ ศบค.มีมติผ่อนปรนให้ผู้โดยสาร 11 กลุ่ม เดินทางเข้าประเทศทางอากาศยานได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยอันดับแรกการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ผู้โดยสารต้องตรวจสอบว่าเป็นบุคคลตามข้อยกเว้น 11 ประเทศหรือไม่ พร้อมกับเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขบุคคลแต่ละประเภท ติดต่อสถานทูตไทยหรือกงสุลไทยประจำประเทศต้นทางเพื่อขอหนังสือรับ รอง (Certificate of Entry) ผู้โดยสาร (เฉพาะบุคคลบางประเภท) ต้องมีใบรับรองการตรวจโควิด-19 FREE โดยวิธี RT-PCR มีอายุ ไม่เกิน 72 ชม. ก่อนการเดินทาง ประกันภัยครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาในไทยไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมเข้ารับการกักตัวของรัฐ (State Quarantine) หรือการกักตัว ในพื้นที่ควบคุมโรคแห่งรัฐทางเลือก (Alternative State Quarantine) หรือคุมตัวไว้สังเกตตามมาตรการควบคุมโรค ตามเงื่อนไขของแต่ละประเภท เมื่อเข้ามาภายในราชอาณาจักรแล้ว ผู้เดินทางต้องโหลดแอปพลิเคชันเพื่อติดตามอาการ เข้าสถานที่ต่างๆ และรายงานสุขภาพตนเอง

    สตม.ด่านหน้าดูแลลดเสี่ยง

    รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขานรับนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส. และ ผอ.ศปม. ในกรณีอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยตามการผ่อนปรนของ ศบค. มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนด เพื่อการ ควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พร้อมหน่วยร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วน ยังคงมาตรการเข้มข้นในกระบวนการคัดกรองและกักกันคนไทย หรือบุคคลที่ได้รับการยกเว้นให้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ตามมาตรการและแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดไว้โดยเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดและให้ประเทศไทยปราศจากเชื้อไวรัสโควิด-19 จากต่างประเทศ

    คนไทยหวังให้โรคสงบในสิ้นปีนี้

    วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นผ่านออนไลน์ “การใช้ชีวิตของประชาชนหลังผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,109 คน ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ค. 2563 พบว่า ความวิตกกังวลกับสถานการณ์ ณ วันนี้ที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศกว่า 30 วัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.93 ระบุกังวลลดลง ขณะที่ร้อยละ 29.94 ระบุกังวลเหมือนเดิม ส่วนความคาดหวังอยากจะให้โควิด-19 ของไทยเข้าสู่สถานการณ์ปกติเมื่อใด ร้อยละ 39.40 ระบุภายในสิ้นปี 2563 ร้อยละ 27.95 ระบุกลางปี 2564 ร้อยละ 23.90 ระบุปลายปี 2564 เมื่อถามประชาชนมีส่วนช่วยควบคุมสถานการณ์ได้อย่างไร ร้อยละ 94.77 ระบุสวมหน้ากากอนามัย ร้อยละ 88.19 ระบุล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 81.24 ระบุเว้นระยะห่างทางสังคม ร้อยละ 79.80 ระบุดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ร้อยละ 76.92 ระบุไม่ไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก ส่วนคำถามหลังจากสถานการณ์เริ่มมีทิศทางดีขึ้น อยากให้รัฐบาลฟื้นฟูอย่างไร ร้อยละ 77.55 ระบุยังเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวด ร้อยละ 71.78 ระบุมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 69.43 ระบุเน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ ร้อยละ 65.64 ระบุช่วยเหลือคนตกงาน และร้อยละ 57.26 ระบุส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ป่วยโควิด–19 ทั่วโลกทะยานลิ่ว

    สำหรับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ล่วงมานานกว่า 6 เดือนของปีนี้ ใน 213 ประเทศและดินแดนทั่วโลกจากที่บันทึกเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ยังไม่มีท่าทีจะหยุดนิ่ง โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 11.4 ล้านราย เสียชีวิตรวมกว่า 5.33 แสนราย รักษาหายถึงกว่า 6.25 ล้านราย และประเทศที่ยังมีการแพร่ระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรกของโลกยังเป็นสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดผู้ติดเชื้อกว่า 2.9 ล้านราย เสียชีวิตรวมกว่า 1.32 แสนราย โดยรัฐฟลอริดากับรัฐเท็กซัส กลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ด้วยยอดผู้ติดเชื้อ 2 รัฐรวมกันเกือบ 20,000 ราย แต่ยอดผู้เสียชีวิตเฉลี่ยรายวันทั่วประเทศเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศอันดับ 2 ได้แก่ บราซิล ที่มีผู้ติดเชื้อกว่า 1.57 ล้านราย เสียชีวิตกว่า 6.4 หมื่นราย ตามด้วยรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อกว่า 6.81 แสนราย เสียชีวิตเท่าเมื่อวานอยู่ที่ 10,161 ราย และอินเดีย ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 6.75 แสนราย เสียชีวิตอยู่ที่ 19,303 ราย

    วันเดียวติดเชื้อกว่า 3 หมื่นคน

    ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันทั่วโลกรวม 32,611 คน โดยเม็กซิโก ประเทศในละตินอเมริกา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึง 6,914 ราย รวมติดเชื้อสะสม 252,165 ราย อยู่ในอันดับ 9 ของโลก และเสียชีวิตเพิ่มอีก 523 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 30,366 ราย กลายเป็นประเทศอันดับ 4 ของโลกแซงหน้าฝรั่งเศส ที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตรวมคงที่ 29,893 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินพันคน ยังพบมากให้ประเทศแถบเอเชียและตะวันออกกลาง อาทิ รัสเซีย พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 6,736 คน ปากีสถาน 3,191 คน บังกลาเทศ 2,738 คน อินเดีย 1,549 คน คาซัคสถาน 1,452 คน โอมาน 1,072 คน อินโดนีเซีย 1,607 คน ฯลฯ

    หมอออสซี่วอนหยุดคลายล็อก

    ที่รัฐวิคตอเรีย ของออสเตรเลีย พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดหนักสุดยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 74 ราย ทำให้ต้องมีคำสั่งล็อกดาวน์อาคารเคหะ 9 แห่งที่มีประชาชนอาศัย 3,000 คน เพราะตรวจพบผู้ติดเชื้อ 27 ราย โดยมีตำรวจคอยดูแลทางเข้า-ออก ทุกประตูไม่อนุญาตให้ออกมาข้างนอกโดยไม่จำเป็น ซึ่งนายกรัฐมนตรี ดาเนียล แอนดริวส์ ของรัฐวิคตอเรีย เผยว่า ผู้อาศัยจะได้รับการยกเว้นจ่ายค่าเช่าไปอีก 2 สัปดาห์และจะได้รับเงินชดเชยครั้งเดียวตั้งแต่ 750-1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 16,000-32,000 บาท ขณะที่นายโทนี่ บาร์โทน ประธานสภาการแพทย์ออสเตรเลียเรียกร้องให้รัฐหยุดมาตรการผ่อนคลายเป็นการชั่วคราวทั่วประเทศก่อนจะสายเกินไป

    โสมใต้–จีนพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม

    วันเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อเกาหลีใต้เผยว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 61 ราย และเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่พบนอกพื้นที่กรุงโซล โดย 43 รายเป็นผู้ที่ได้รับเชื้อภายในประเทศ ส่วนอีก 18 รายเป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ทำให้ทั่วประเทศมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 13,091 ราย แต่ยอดผู้เสียชีวิตยังคงที่ 283 ราย ขณะที่จีนพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8 ราย ถือเป็นวันที่ 7 ติดต่อกันที่มีผู้ติดเชื้อเป็นหลักหน่วย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศ 83,553 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดยังคงอยู่ที่ 4,634 ราย

    ผู้ดีจ่อเซ็นซื้อวัคซีนน้ำหอม

    ขณะที่หนังสือพิมพ์ เดอะ ซันเดย์ ไทม์ส รายงานว่า รัฐบาลอังกฤษใกล้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 500 ล้านปอนด์ หรือกว่า 19,000 ล้านบาทกับบริษัท ซาโนฟี ผู้ผลิตยารายใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส กับบริษัทแกลกโซสมิธไคล์น บริษัทเวชภัณฑ์ของอังกฤษเอง เพื่อผลิตวัคซีนโควิด-19 ในปริมาณ 60 ล้านโดส ซึ่งทางรัฐบาลกำลังพิจารณาเลือกซื้อวัคซีนที่นำมาใช้ทดลองในมนุษย์ตามกำหนดที่จะเริ่มในเดือน ก.ย.นี้

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาCOVID-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19กระทรวงสาธารณสุขข่าววันนี้สุขภาพ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้