ไหนๆว่ากันถึงเรื่องส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดหวาน โครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์เอกชน...ที่โฆษณาชวนฝัน ลงทุนเพียงไร่ละ 3,500 บาท เกษตรกรจะได้กำไร 9,100 บาท...ไม่น่าจะเป็นไปได้จริง
วันนี้มาว่าถึงวิธีการปลูกข้าวโพดหวานให้มีผลผลิตที่ดี ขายได้ราคาสูง...ต้องทำอย่างไร
กูรูด้านข้าวโพดมือหนึ่งของบ้านเราให้ความรู้ อันดับแรกต้องปลูกในพื้นที่ราบ มีน้ำเพียงพอแต่ไม่ท่วมขัง และจะต้องไถพรวนดิน ไถแปร...จนกว่าดินจะละเอียด
อันดับต่อมา ตรวจเช็กอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ด้วยการทดลองเพาะกล้าในกระบะ เมล็ดพันธุ์ 100 เมล็ด หากงอกเกิน 80% เป็น อันใช้ได้ ถ้าต่ำกว่านี้จะต้องหยอดอย่างน้อยหลุมละ 2 เมล็ด เพื่อประกันความเสี่ยงไม่งอก แล้วจึงค่อยมาถอนไปปลูก...ก้นหลุมจะต้องใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยรองพื้น จนกว่าต้นจะงอกออกมา 3 ใบ จึงเริ่มที่จะใส่ยูเรียปุ๋ยแต่งหน้า เพื่อเพิ่มความหวาน และเร่งให้ฝักงอก
ปัญหาการปลูกข้าวโพดหวานแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมักมีโรคใบไหม้แผลใหญ่ โรคฝักแห้ง ภาคกลางโรคฝักแห้ง ราน้ำค้าง... ส่วนภาคใต้ปลูกแทบไม่ได้ เพราะน้ำมากเกิน จะทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่า
แต่ทุกภาคต้องระวังหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่ระบาดแล้วตาย 100% ทั้งแปลง
ตรงนี้แหละต้นทุนสูงที่สุด เพราะเกษตรกรจะต้องฉีดยาควบคุมทุก 1 สัปดาห์ไปจนกว่าต้นข้าวโพดจะมีอายุ 1 เดือน ถึงจะอยู่รอดปลอดภัย
คิดคำนวณคร่าวๆ ค่าใช้จ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายา ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 12,000 บาท...ไม่ใช่ไร่ละ 3,500 บาท ที่น่าจะมั่วไปเอาตัวเลขต้นทุนจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอ้างอิง
ต้นทุนไร่ละหมื่นกว่า เกษตรกรจะได้เงินเท่าไร ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทจะกำหนดราคารับซื้ออีกที
นี่แหละวิบากกรรมของเกษตรกรที่คนนั่งบนหอคอยงาช้างไม่เคยสัมผัส...สักแต่คิดโครงการสร้างผลงานให้ตัวเองดูดีไปวันๆ แค่นั้นเอง.
สะ–เล–เต