มาตามกันต่อถึงโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดหวาน เพิ่มรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์ในระยะสั้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ของเอกชน
ที่ตั้งเป้าไว้สวยหรู เกษตรกรลงทุนปลูกด้วยต้นทุนไร่ละ 3,500 บาท ระยะเวลาเพียงแค่ 73 วัน...เก็บเกี่ยวแล้วจะได้กำไรเฉลี่ยไร่ละ 9,100 บาท มีเอกชนเจ้าของเมล็ดพันธุ์มารับซื้อในราคา กก.ละ 6-8 บาท
เรื่องนี้จะเป็นจริงได้ขนาดไหน...หรือแค่ฝันมโนไปแต่ฝ่ายเดียว
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวโพดบ้านเรา เห็นคำชี้แจงของโครงการ ฟันธงได้เลยว่า...โอกาสเจ๊งสูง
เพราะต้นทุนที่บอกว่าไร่ละ 3,500 บาท...ต่ำเกินกว่าความเป็นจริง ไม่ต้องอะไรมาก ก่อนจะปลูกต้องเตรียมดิน ถ้าจ้างรถไถต้องจ่ายไร่ละ 500-800 บาท แต่ถ้าใช้ไถเอง มีค่าน้ำมันไร่ละ 200-300 บาท
ไถปรับดินเสร็จแล้ว พื้นที่ 1 ไร่ ต้องใส่ปุ๋ยรองพื้น...ปุ๋ยคอก 500 กก. ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 30-50 กก. ปุ๋ยยูเรียแต่งหน้าอีก 20 กก. และเมื่อข้าวโพดหวานงอกขึ้นมา 3 ใบ ต้องใส่ปุ๋ยแต่งหน้าทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 20 กก.
แค่ค่าปุ๋ยอย่างเดียว ต้นทุนปาเข้าไปแล้วไม่ต่ำกว่าไร่ละ 5,000บาท
นี่ยังไม่นับรวมค่ายา ค่าสารเคมีป้องกันโรคพืชและแมลงรบกวน โดยเฉพาะหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ศัตรูตัวฉกาจจากต่างประเทศที่กำลังระบาดหนักทำลายได้ถึง 100%
คิดหรูแบบคนฝันถูกหวย...ข้าวโพดหวานพันธุ์ที่โรงงานต้องการมากที่สุด ให้ผลผลิตไร่ละ 2 ตัน มีการคำนวณออกมาแล้วว่า ถ้าอยากจะได้ผลผลิตมากขนาดนั้น ต้องใช้ต้นทุนบำรุงดูแลรักษาตกไร่ละหมื่นกว่าบาท
ถ้ารับซื้อกันแค่ กก.ละ 8 บาท...มันจะเหลือกำไรไม่เกิน 5-6 พันบาท ไม่ใช่ 9,100 บาทแน่
แต่ถ้าปลูกแบบบ้านๆ ปุ๋ยไม่ถึงข้าวโพดไม่หวาน แถมโรคแมลงอาละวาด อย่าว่าแต่กำไร 5-6 พันเลย...อาจจะไม่ได้แม้แต่บาทเดียว เพราะผลผลิตไม่ได้มาตรฐานป้อนโรงงาน บริษัทอาจไม่รับซื้อ
...
ทุกอย่างเลยวนกลับมาที่คำถามเดิม...เมล็ดพันธุ์เก่าใกล้หมดอายุ อัตรางอกต่ำ ผลผลิตได้ไม่ตามเป้า ขายไม่ออก เกษตรกรเลยกลายสภาพเป็นได้แค่ ถูกเขาหลอกให้มาทดลองปลูกเล่นคั่นเวลาอย่างนั้นหรือ.
สะ–เล–เต