ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นานาชาติเริ่มผ่อน คลายล็อกให้เศรษฐกิจเดินหน้า แต่ไทยกังวลคนไม่มีอาการ (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 พ.ค. 2563 05:28 น.
    SHARE

    นานาชาติเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้า ทั้งที่การแพร่ ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่หยุดหนำซ้ำยอดผู้ ป่วยทั่วโลกทะยานไปกว่า 5.5 ล้านคน ตายใกล้แตะ 3.5 แสนศพ ขณะที่ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 2 ราย แต่ไม่แสดงอาการทั้งคู่ ตายเพิ่ม 1 ราย ด้าน สธ.ชี้มีสัญญาณบ่งบอกเชื้อไวรัสมรณะยังไม่หมดไปจากไทย ได้แต่ขอประชาชนร่วมมือเฝ้าระวังเพื่อคุมยอดผู้ป่วยใหม่ พร้อมสั่งจากนี้ไปต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยปอดบวมด้วย

    ไทยดีใจไม่พบคนป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รายใหม่ได้เพียงวันเดียว ก็ต้องลุ้นกันต่อเมื่อพบผู้ป่วยใหม่อีก 2 รายแบบไม่แสดงอาการ พร้อมกับมีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลกก็ยังไม่น่าไว้วางใจเมื่อยอดผู้ติดเชื้อทะยานไปกว่า 5.5 ล้านคน

    ป่วยรายใหม่ 2 ราย ตาย 1

    ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 25 พ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย เป็นหญิงชาวจีน อายุ 46 ปี เป็นภรรยาของชายชาวอิตาลีที่เป็นผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เข้ามาที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. พร้อมครอบครัว 5 คน เพื่อพาลูกมาเรียนว่ายน้ำ แต่หญิงคนดังกล่าวไม่มีอาการ ที่ตรวจพบเชื้อเพราะเป็นบุคคลใกล้ชิดผู้ป่วย อีกรายเป็นหญิงไทย อายุ 55 ปี เป็นพนักงานนวด เดินทางกลับมาจากรัสเซียเมื่อวันที่ 20 พ.ค.อยู่ในสถานกักตัวของรัฐ ตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 24 พ.ค.เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเช่นกัน ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 3,042 ราย หายป่วยสะสม 2,928 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 1 ราย โดยเป็นหญิงไทย อายุ 68 ปี มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายระยะสุดท้าย มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.ชุมพรเมื่อวันที่ 29 มี.ค. มีอาการไข้ หอบเหนื่อย ย้ายเข้าไปอยู่ห้องความดันลบ พบเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 14 เม.ย.อาการแย่ลงเรื่อยๆ แม้ใส่เครื่องช่วยหายใจก็ไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในวันที่ 24 พ.ค. ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 57 ราย

    มั่นใจชายวัย 72 ไม่แพร่เชื้อ

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยชายไทย อายุ 72 ปี ที่มีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเดินทางไปที่ร้านตัดผมย่านประชาชื่นนั้น ผู้ป่วยรายดังกล่าวเริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 17 พ.ค. และตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ทีมสอบสวนโรคได้ไปสอบประวัติตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-16 พ.ค.เพื่อหาว่าติดเชื้อมาจากใคร พบว่ามีการเดินทางไปโรงพยาบาลของรัฐ 2 แห่ง ตลาด 1 แห่ง ชายคนนี้สวมหน้ากากเกือบตลอดเวลา มีเพียงบางช่วงที่ถอดหน้ากากออก และหลังมีอาการก็ได้ไปร้านอาหารและร้านตัดผม ซึ่งทีมสอบสวนโรคได้ไปตรวจสอบร้านทั้งสองแห่งมีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างดี มีการเว้นระยะห่างและจุดล้างมือ ทำให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าจะไม่แพร่เชื้อไปให้ใคร แต่ก็ได้มีการกักตัวพนักงานที่มีความเสี่ยงแล้ว หากใครสงสัยว่าตัวเองเสี่ยงสามารถเข้าตรวจโรคได้ฟรี ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีการตรวจเชื้อไปแล้ว 375,453 ตัวอย่าง แต่เรายังไม่พอใจ ต้องตรวจให้ได้มากกว่านี้

    สถานการณ์โลกยังไม่น่าวางใจ

    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 5,498,577 ราย เสียชีวิต 346,688 ราย โดยพบว่า 3 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุดมาจาก 3 ทวีป ทำให้สถานการณ์โลกยังไม่น่าไว้วางใจ ส่วนสถานการณ์ที่เกาหลีใต้ มีการติดเชื้อจากชายวัย 29 ปี ที่ไปเที่ยวผับย่านอิแทวอนแล้ว 3 รุ่น โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อจากกรณีนี้ 225 ราย และยังพบเด็กอนุบาลที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 ราย จากโรงเรียนสอนศิลปะก่อนที่เกาหลีใต้จะมีการเปิดโรงเรียนของรัฐ 1 วัน ทำให้ต้องมีการปิดโรงเรียนเอกชนหลายแห่งในกรุงโซล เราจึงต้องระมัดระวังการเปิดเรียน ขณะที่วันที่ 25 พ.ค. จะมีคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 5 เที่ยวบิน รวม 395 คน และวันที่ 26 พ.ค. จำนวน 4 เที่ยวบิน รวม 400 คน ตอนนี้เราสามารถรองรับ คนไทยที่กลับจากต่างประเทศได้ถึง 400 คนต่อวัน ซึ่งเราก็ทำเต็มพิกัด

    ขอทุกคนร่วมมือคุมยอดผู้ป่วย

    ต่อมา ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์โควิด-19 ในไทยว่า หากไทยยังช่วยกันจำกัดจำนวนผู้ป่วยได้เท่าที่พบในปัจจุบัน ถือว่าเป็นสิ่งที่รับได้ และอยากให้คงสถานะนี้ไว้ เพราะลักษณะการพบผู้ป่วยขณะนี้กลับไปคล้ายๆกับช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่การป้องกันตัวเองของประชาชนมีความระมัดระวังมากขึ้น คือมีการใส่หน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง ส่วนการตรวจหาเชื้อตั้งแต่วันที่ 17-23 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการตรวจหาเชื้อ 45,481 คน พบผู้ป่วยยืนยัน 15 คน โดยในกรุงเทพฯ พบจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 คนต่อล้านประชากรถือเป็นตัวเลขที่รับได้

    ขยายตรวจผู้ป่วยปอดบวม

    นพ.ธนรักษ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้เรามีมาตรการเข้มข้นคือ ตรวจค้นหาในประชากรหลายกลุ่ม เพื่อค้นหาผู้ป่วยได้เร็ว และมีผู้ป่วยอยู่ในวงจำกัดมากที่สุด ทั้งนี้มาตรการทางด้านสาธารณสุขในการหยุดเชื้อมี 4 มาตรการ คือ ป้องกัน ค้นหา ควบคุม และรักษา ขณะนี้พบผู้ป่วยน้อยก็จะเน้นเรื่องการป้องกันและค้นหาเป็นหลัก โดยเน้นในประชากรที่เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุที่เมื่อป่วยแล้วจะมีอาการรุนแรง และในกลุ่มที่พบผู้ป่วยจำนวนมากคืออยู่กันแออัด เช่น แรงงานต่างด้าว และกลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ที่ไทยดำเนินการอย่างเข้มข้นคือ กักตัวเป็นเวลา 14 วัน ส่วนการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกมีมาตรการที่เข้มข้นมากคือ มีการกำหนดกลุ่มที่ชัดเจน ขยายไปยังกลุ่มผู้ที่
    มีอาการปอดบวมด้วย

    ชี้ยังมีผู้ติดเชื้อในไทย

    นพ.ธนรักษ์กล่าวอีกว่า หากทุกคนร่วมกันดำเนินการไม่ให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น จะทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนหน้านี้ โดยสิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือในการรักษาตัวเอง ส่วนกลุ่มเสี่ยงต้องหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ต้องป้องกันตัวเองให้ดี สำหรับความคืบหน้าของผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 3 เคสนั้น ถือเป็นตัวชี้วัดว่าไทยยังมีคนไข้หลงเหลืออยู่ในประเทศ ในขณะที่เราคิดว่าไม่มี
    ผู้ป่วยแล้ว

    ยอดผู้ป่วยมีผลการผ่อนปรน

    รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวด้วยว่า การเปิดกิจการหรือสถานประกอบการต่างๆ ทั้งที่ได้รับการอนุญาตให้เปิดไปแล้วหรือยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิด สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลดระดับของความเข้มข้นของการดำเนินการต่างๆ ในขณะเดียวกันสถานที่ที่เปิดใหม่ต้องประเมินการจัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมากถือว่าสำคัญ เพราะหากพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมากเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายวัน อาจมีผลกับมาตรการการผ่อนปรนระยะต่างๆ เช่น หากพบผู้ป่วยประมาณ 80 คนต่อวันติดต่อกันประมาณ 10 วัน จะมีผลต่อการพิจารณาการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ทั้งนี้เรื่องจำนวนผู้ป่วยที่มีผลกับการผ่อนปรนนั้น มีการเฝ้าระวังกันตลอด

    รับคนไทยกลับมาตุภูมิ

    ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงมีเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยในต่างแดน อพยพหนีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จากทั่วทุกมุมโลกกลับสู่มาตุภูมิ ตลอดช่วงบ่ายถึงค่ำ วันที่ 25 พ.ค. โดยกระทรวงการต่างประเทศประสานจัดเที่ยวบินพิเศษนำคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หมู่เกาะมัลดีฟส์ และเกาหลีใต้ เดินทางกลับไทย จำนวน 5 เที่ยวบิน เริ่มจากเวลา 15.00 น. สายการบินออลนิปปอนแอร์–เวย์ เที่ยวบินที่ NH847 สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG643 และสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ JAL31 นำกลุ่มคนไทยในประเทศญี่ปุ่น 167 คน และชาวญี่ปุ่น เป็นเจ้าหน้าที่การทูตสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย 4 คน เดินทางจากกรุงโตเกียวมาถึงประเทศไทย และหลังตรวจคัดกรองโรคพบคนไทยมีไข้ 14 คน เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนอีก 153 คน กระจายไปกักตัวที่โรงแรมบาซาร์ โรงแรมเมอเวนพิคโรงแรมคิวว์ สุขุมวิท 79 กทม.และโรงแรมดิไอดอล จ.ปทุมธานี ส่วนเจ้าหน้าที่การทูตชาวญี่ปุ่น 4 คน สถานทูตมารับตัวไป

    ถึงไทยลอตใหญ่มีไข้รวม 15 คน

    จากนั้นเวลา 16.40 น.กลุ่มคนไทยที่ตกค้างในหมู่เกาะมัลดีฟส์ 78 คน ได้เดินทางจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยสายการบินมัลดิเวียน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ Q2-9350 จากการตรวจคัดกรองโรคพบผู้โดยสารมีไข้ 1 คน นำส่งโรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนผู้โดยสารคนที่เหลือถูกพาไปกักตัวที่โรงแรมเบย์บีชพัทยา จ.ชลบุรี และโรงแรมเมอเวนพิค ถนนวิทยุ และในเวลา 21.45 น. กลุ่มคนไทยตกค้างในประเทศเกาหลีใต้ ราว 150 คน เดินทางถึงไทยและหลังผ่านด่านคัดกรองโรคแล้วถูกส่งไปกักตัวที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท และโรงแรมพาลาสโซ ถนนรัชดาภิเษก

    ยอดติดเชื้อ–ตายทั่วโลกยังพุ่ง

    สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ใน 213 ประเทศและดินแดนทั่วโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ว่า ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีกว่า 5.5 ล้านราย ผู้เสียชีวิตกว่า 3.47 แสนราย รักษาหายแล้วกว่า 2.3 ล้านราย โดยสหรัฐอเมริกายังมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเกือบ 1.7 ล้านราย เสียชีวิต มากที่สุดเกือบ 1 แสนราย ส่วนประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากอันดับ 2-5 คือ บราซิล รัสเซีย สเปน และอังกฤษ

    ห้ามคนจากบราซิลเข้าสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯมีคำสั่งห้ามผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันที่อยู่หรือเดินทางไปบราซิลในช่วง 14 วันก่อนหน้านี้เดินเข้าสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสโควิด-19 จากต่างแดนแพร่เข้าสหรัฐฯ เพิ่มเติม หลังบราซิลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากถึง 15,813 รายในวันเดียว ทำให้เป็นประเทศที่มีผู้ติดโควิด-19 มาเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยจำนวนยอดผู้ติดเชื้อรวมกว่า 366,000 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 22,746 ราย แต่ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร แห่งบราซิล ยังคงคัดค้านมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด โดยชี้ว่าไม่จำเป็นและทำลายเศรษฐกิจของประเทศ

    มะกัน–แคนาดาแห่เที่ยว

    ขณะเดียวกัน สหรัฐฯยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มถึง 638 รายใน 24 ชม. แต่หลายรัฐกลับผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่ไปเที่ยวชายหาดรับฤดูร้อน หรือพื้นที่กลางแจ้งต่างๆอย่างคับคั่ง ทำให้ถนนหลายสายรถติดยาวเหยียด โดยผู้ไปเที่ยวทั้งนอนอาบแดด นั่งเรือตกปลา และเดินเล่นริมชายหาดอย่างสบายใจ หลายคนไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือเว้นระยะห่างระหว่างกัน ขณะที่แคนาดา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้ว 84,699 ราย เสียชีวิต 6,424 ราย ผู้ว่าการรัฐออนตาริโอ รัฐที่มีประชากรมากที่สุดของแคนาดา ถึงกับตกใจและเตือนว่าโรคโควิด-19 อาจแพร่ระบาดรอบใหม่ หลังรู้ว่าคนแห่ไปเที่ยวสวนสาธารณะทรินิตี เบลล์วูดส์ หลายพันคน โดยไม่มีการเว้นระยะห่างระหว่างกัน อันเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแต่อย่างใด

    ยุโรปผ่อนล็อกดาวน์มากขึ้น

    ในยุโรป อัตราการพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ในหลายประเทศเริ่มคงที่ ทำให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ ฝรั่งเศส พบผู้ป่วยและเสียชีวิตรายวันต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์เมื่อวันที่ 17 มี.ค. โดยใน 24 ชม.ที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อเพิ่มแค่ 115 ราย รวมเป็น 182,584 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 35 ราย รวมเป็น 28,367 ราย ทำให้มีความหวังมากขึ้นว่าช่วงเลวร้ายที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสยังเผยว่าใช้เงินพยุงเศรษฐกิจต่อสู้วิกฤติโควิด-19 ถึง 450,000 ล้านยูโร ส่วนที่สาธารณรัฐเช็ก พบผู้ติดเชื้อเกือบ 9,000 ราย เสียชีวิต 315 ราย แต่รัฐบาลก็อนุญาตให้เปิดทำการในกิจการหลายประเภทตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. รวมทั้งร้านอาหาร บาร์ สระว่ายน้ำ ขณะที่กรีซเริ่มเปิดภาคธุรกิจเช่นกัน แต่อนุญาตเฉพาะพวกบริการกลางแจ้งและเรือข้ามฟากไปยังเกาะต่างๆ

    คลายล็อก “มาดริด–บาร์เซโลนา”

    ที่สเปนพบผู้ติดเชื้อมากอันดับ 4 ของโลกที่ 282,852 ราย เสียชีวิต 28,752 ราย รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมในภูมิภาคมาดริดและบาร์เซโลนา ตั้งแต่ 25 พ.ค. โดยเป็นการผ่อนคลายในขั้นที่ 1 จากทั้งหมด 4 ขั้น ทั้งยังเปิดชายหาดริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ภูมิภาคอันดาลูเซีย หมู่เกาะบาเลียริกและคานารี แต่อนุญาตเฉพาะให้คนไปว่ายน้ำ นอกจากนี้ สเปนยังเตรียมเปิดพรมแดนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน ก.ค. และฟุตบอลดิวิชัน 1 หรือลาลีกาของสเปน จะเริ่มแข่งขันได้ในเดือน มิ.ย.นี้

    เจอโควิด–19 ในมิงค์แพร่สู่คน

    ที่รัสเซียมีผู้ติดเชื้อมากอันดับ 3 ของโลก พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 8,946 ราย รวมเป็น 353,427 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 92 ราย รวมเป็น 3,633 ราย ขณะที่ในเยอรมนี พบผู้ติดเชื้อ 180,328 ราย เสียชีวิต 8,371 ราย ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ที่กรุงเบอร์ลิน 60 คน และมีรายงานว่าเชื้อโควิด-19 ในเนเธอร์แลนด์แพร่ระบาดข้ามพรมแดนเข้าสู่เยอรมนี หลังพบคนงานในโรงงานฆ่าสัตว์และแปรรูปเนื้อสัตว์ในเมืองโกรเอนโล เนเธอร์แลนด์ 147 คน จากทั้งหมด 657 คน ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งในจำนวนคนงานที่ติดเชื้อนี้ 79 คนอาศัยอยู่ในเยอรมนี อีก 68 คนอยู่ในเนเธอร์แลนด์ กระทรวงเกษตรกรรมเนเธอร์แลนด์ยังเผยว่าตรวจพบคนติดเชื้อโควิด-19 จากตัวมิงค์ เป็นรายที่ 2 ด้วย

    ผู้นำอังกฤษโดดป้องคนสนิท

    ด้านนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งอังกฤษ ออกโรงปกป้องนายโดมินิก คัมมิงส์ ที่ปรึกษาอาวุโสคนสนิทว่า ประพฤติตนอย่างรับผิดชอบ ถูกกฎหมายและซื่อสัตย์ หลังสื่อแฉว่านายโดมินิกฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์ถึง 2 ครั้ง โดยขับรถพร้อมภรรยาจากบ้านในกรุงลอนดอนไปยังบ้านของบิดามารดาในเมืองเดอร์แฮม ซึ่งอยู่ห่างออกไป 400 กม. เมื่อวันที่ 31 มี.ค.และวันที่ 19 เม.ย. ทั้งที่ตัวเองและภรรยาติดเชื้อโควิด-19 แต่คัมมิงส์อ้างว่าจำเป็นเพราะเป็นห่วงลูกชาย แต่ก็มีกระแสกดดันอย่างหนักให้นายโดมินิกลาออกหรือถูกปลด

    ญี่ปุ่นเลิกภาวะฉุกเฉินทั่ว ปท.

    สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในเอเชีย มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ รวมทั้งกรุงโตเกียวและอีก 4 จังหวัดที่เหลือ ตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หลังยอดผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นลดลง ทำให้มีการยกเลิกภาวะฉุกเฉินในจังหวัดอื่นๆ ไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ทำให้ธุรกิจต่างๆทยอยเปิดได้อีกครั้ง แต่รัฐบาลเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังการระบาดรอบใหม่ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นอยู่ที่ 16,550 ราย เสียชีวิต 820 ราย ด้านการประมูลแตงโมญี่ปุ่นหรือเมล่อนชั้นเยี่ยมครั้งแรกประจำปี เมล่อนคัดพิเศษจากสวนยูบาริ บนเกาะฮอกไกโด 2 ลูก ได้ราคาแค่ 120,000 เยน (ประมาณ 36,000 บาท) ต่ำกว่าปีที่แล้ว ซึ่งได้ราคาถึง 5 ล้านเยนถึง 40 เท่า คาดว่าเป็นเพราะผลพวงจากวิกฤติโควิด-19

    อินเดียเปิดเที่ยวบินไม่สนป่วยพุ่ง

    ขณะที่อินเดียพบผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในวันเดียวถึง 6,977 ราย รวมเป็น 139,049 ราย ติดอันดับ 10 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดแซงหน้าอิหร่าน ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 4,024 ราย แต่รัฐบาลอนุญาตให้สายการบินกลับมาให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศบางส่วน หลังใช้มาตรการล็อกดาวน์มาตั้งแต่เดือน มี.ค. แต่กฎเกณฑ์ต่างๆที่ยังเข้มงวดสร้างความสับสนมึนงงให้ผู้โดยสาร และทำให้เที่ยวบินหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิก

    เกาหลีใต้คุมเข้มคมนาคม

    ส่วนเกาหลีใต้ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 16 ราย รวมเป็น 11,206 ราย เสียชีวิต 267 ราย แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ รัฐบาลสั่งให้ประชาชนทั่วประเทศต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกคนเมื่อใช้บริการเครื่องบิน ระบบขนส่งมวลชน และรถแท็กซี่ ขณะที่ ร้านกาแฟบางร้านในเมืองแทจอน หันมาใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟบริการลูกค้าแทนการใช้มนุษย์ เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมป้องกันโควิด-19

    จีนเจอป่วยไม่แสดงอาการเพิ่ม

    สิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 344 ราย รวมเป็น 31,960 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวในหอพัก ส่วนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 23 ราย อินโดนีเซียพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 497 ราย รวมเป็น 22,750 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย รวมเป็น 1,391 ราย ฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 284 ราย รวมเป็น 14,319 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย รวมเป็น 873 ราย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ให้เวลาเจ้าหน้าที่รัฐ 7 วัน เตรียมการรับแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ตกค้างในต่างแดนหรืออยู่บนเรือสำราญราว 24,000 คนกลับประเทศ ด้านมาเลเซียพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 172 ราย ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติในศูนย์กักโรคผู้อพยพ ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 7,147 ราย เสียชีวิตรวม 115 ราย ส่วนที่จีนพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 11 ราย ตรวจพบผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอีก 40 ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 82,985 ราย เสียชีวิตรวม 4,634 ราย

    อังกฤษ–มะกันสั่งวัคซีนล่วงหน้า

    ด้านเว็บไซต์ข่าว “เคมบริดจ์ อินดิเพนเดนซ์” รายงานว่า นายปาสกาล โซไรอ็อต ซีอีโอของบริษัท “แอสตราเซเนกา” ผู้ร่วมพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 กับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ว่ารัฐบาลอังกฤษได้สั่งซื้อวัคซีนจากแอสตราเซเนกาแล้ว 100 ล้านโดส ซึ่งถ้าการพัฒนาวัคซีนที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า AZD1222นี้สำเร็จ จะส่งมอบให้รัฐบาลอังกฤษชุดแรก 30ล้านโดสในเดือน ก.ย.นี้ นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯยังสั่งซื้อวัคซีนจากแอสตราเซเนกาอีก 300 ล้านโดส หลังองค์กรเพื่อการวิจัยและพัฒนาชีวแพทย์ก้าวหน้า (บาร์ดา) ของสหรัฐฯให้เงินสนับสนุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับพัฒนาและผลิตวัคซีน นายโซไรอ็อตเผยด้วยว่าแอสตราเซเนกากำลังทดลองวัคซีนในบราซิลและอาจขยายไปรัสเซียซึ่งเชื้อโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดหนักด้วย ตนมั่นใจว่าการพัฒนาวัคซีนจะสำเร็จ แม้มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ก่อนหน้านี้นักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า การพัฒนาวัคซีนร่วมกับแอสตราเซเนกามีโอกาสสำเร็จแค่ร้อยละ 50 เพราะยอดผู้ติดเชื้อในอังกฤษลดลงอย่างรวดเร็ว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1โควิด-19COVID-19ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19ไวรัสโคโรนากระทรวงสาธารณสุขข่าววันนี้สุขภาพ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้