ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : โควิด-19 กลายพันธุ์ จุดเปลี่ยนวิธีรับมือ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 พ.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว...ทาเคชิ คาไซ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ออกแถลงการณ์ เตือนรัฐบาลประเทศต่างๆว่า การยกเลิกมาตรการปิดเมืองจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป มิฉะนั้นอาจทำให้การแพร่ระบาดกลับมาลุกลามอีก

“จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องมีความระมัดระวังและรักษาสมดุลให้ได้ ระหว่างความปลอดภัยของประชาชนกับเศรษฐกิจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่เวลาคลายความรัดกุม และต้องมีความพร้อมให้การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ในอนาคตจนกว่าจะมีวัคซีน”

อีกเรื่องสำคัญ...มีข้อยืนยันด้วยว่า “เชื้อไวรัสโควิด-19” มาจากสัตว์ไม่ใช่แล็บ

นางฟาเดลา ชาอิบ โฆษกองค์การอนามัยโลก บอกว่า จากหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้พบว่าไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ มิใช่กำเนิดมาจากการตัดต่อดัดแปลง หรือผลิตขึ้นมาในห้องแล็บแต่อย่างใด

กระนั้นยังไม่แน่ใจว่าไวรัสติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร? เบื้องต้น...เชื่อว่าจะต้องมีสัตว์ที่เป็นสื่อกลาง

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหาหลักฐานว่าไวรัสโควิด-19 มาจากห้องแล็บเมืองอู่ฮั่นของจีน

โอกาสและความหวังในการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19...ประเทศอังกฤษมีผู้ติดเชื้อรวม 120,067 คน ผู้เสียชีวิต 16,060 คน สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ได้เตรียมทดสอบใช้ “น้ำเลือด” หรือ “พลาสมา” ผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ที่รักษาหายดีแล้ว เพื่อรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสมรณะเรียกร้องผู้รักษาหายแล้วบริจาคเลือดเพื่อทดสอบ เพราะหวังว่าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายผู้รักษาหายขาดแล้วจะช่วยรักษาผู้ป่วยคนอื่นๆได้

เชื่อมโยงไปถึงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญการทดสอบ “ยาสู้ไวรัส” โนวาร์ติส บริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ ทำข้อตกลงกับองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ เพื่อทดสอบทางคลินิกระยะ 3 กับผู้ป่วย 440 คน

เพื่อดูว่า “ไฮดร็อคซีคลอโรควิน” (Hydroxychloroquine) ยารักษามาลาเรียจะรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งยาไฮดร็อคซีฯกำลังถูกทดสอบรักษาไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกควบคู่กับยาต้าน มาลาเรียอีกชนิดคือ “โคลอโรควิน” (Chloroquine) นอกจากนี้แล้วบริษัทยายักษ์ใหญ่นี้ยังมีแผนสนับสนุนการทดสอบทางคลินิกยาอีก 2 ชนิด เพื่อหวังใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย คือ รูโซลิตินิบ (Ruxolitinib) หรือ “จาวากี” (Javaki) และ “คานาคินูแม็บ” (Canakinumab) หรือ “อิลาริส” (Ilaris)

กระนั้นก็มีเรื่องให้น่าประหวั่นใจ โดยเฉพาะประเด็นรายงานอ้างผลการศึกษาของ ศาสตราจารย์หลี่ หลานจ้วง และทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ที่ระบุว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” ได้กลายพันธุ์แล้วอย่างน้อยมากกว่า 33 สายพันธุ์ ตามสภาพการติดต่อในหลายพื้นที่ของโลก

ซึ่ง...อาจทำให้กระบวนการบำบัดรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ต่างสายพันธุ์กันอาจยุ่งยาก ซับซ้อนขึ้นอีก ทีมงานศาสตราจารย์หลี่ได้สุ่มศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างเชื้อโควิด-19 จากผู้ติดเชื้อหลายรายหลายพื้นที่ จนพบว่า เชื้อโควิด-19 ได้กลายพันธุ์แล้วอย่างน้อย 30 สายพันธุ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจพบเพียง 19 สายพันธุ์

ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นแก่เชื้อ “โรคซาร์ส” และ “โคโรนาไวรัส-2” ด้วย

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่บอกได้ว่า...เหตุใดเชื้อโควิด-19 จึงร้ายแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากในบางพื้นที่ของโลก และอาจทำให้ความพยายามพัฒนาวัคซีนยากลำบากยิ่งขึ้น

นสพ.เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า “สายพันธุ์ร้ายแรง” ที่สุดพบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ทั่วยุโรป ส่วน “สายพันธุ์ร้ายแรงน้อยกว่า” พบในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ เช่น ในพื้นที่รัฐวอชิงตัน

อีกเรื่องราวที่น่าสนใจในการรับมือการแพร่ระบาด ประเทศอังกฤษได้ฝึกสุนัขดมหาเชื้อไวรัส Covid-19 หากสามารถระบุผู้ป่วยได้ถูกต้อง ก็จะช่วยในการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

สมาคมสุนัขเพื่อตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Detection Dogs Association) ได้แถลงว่า กำลังนำหลักการทำงานตามแนวทางนี้ร่วมกับ London School of Hygiene and Tropical Medicine (LSHTM) และมหาวิทยาลัย Durham โดยพันธมิตรทั้งสามได้เริ่มเตรียมการฝึกสุนัขอย่างเข้มงวด เพื่อให้พร้อมภายใน 6 สัปดาห์

สมาคมซึ่งได้ฝึกสุนัขเพื่อตรวจหาโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน และการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวน การฝึกสอนดังกล่าวก็จะเหมือนกับการสอนสุนัขให้รู้จักกับเชื้อไวรัส Covid-19 พวกสุนัขได้รับการฝึกฝนโดยการให้สูดดมตัวอย่างเชื้อไวรัส Covid-19

และ...สอนให้พวกมันแจ้งให้ทราบเมื่อตรวจพบ ยิ่งกว่านั้น สุนัขยังมีความสามารถในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวหนังได้อย่างละเอียดและบอกได้ว่า...คนไหนมีไข้

หลังจากที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีแล้ว สุนัขก็สามารถนำไปใช้เพื่อตรวจสอบนักเดินทางที่ติดเชื้อไวรัส เมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศ หรือถูกนำไปใช้ในพื้นที่สาธารณะอื่นๆทั่วไป

“โดยหลักการแล้ว เรามั่นใจว่าสุนัขสามารถตรวจจับเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ ตอนนี้เรากำลังศึกษาวิธีการที่เราสามารถตรวจจับกลิ่นไวรัสจากผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและนำไปให้สุนัขเรียนรู้” นางแคลร์ เกสต์ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งสุนัขตรวจสอบทางการแพทย์ (Medical Detection Dogs) กล่าว

น่าสนใจด้วยว่า...มีแนวโน้มที่จะตรวจสอบทุกคน “เป้าหมายคือเพื่อให้สุนัขสามารถกลั่นกรองใครก็ได้ รวมถึงผู้ที่ไม่มีอาการและบอกเราว่า บุคคลเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการทดสอบหรือไม่”

ศาสตราจารย์สตีฟ ลินด์เซย์ แห่งมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม เสริมว่า หากการวิจัยประสบความสำเร็จ เราก็สามารถใช้สุนัขเพื่อตรวจจับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่สนามบินในช่วงสุดท้ายของการแพร่ระบาด

“เพื่อให้สามารถระบุตัวบุคคลที่ติดเชื้อไวรัสได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลับมาแพร่ระบาดของโรคอีกครั้ง หลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในปัจจุบันได้เรียบร้อยแล้ว”

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ...ขณะที่หน่วยงานวิจัยต่างๆพยายามเร่งทดสอบวัคซีนต้านไวรัส เพื่อสถานการณ์จะได้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว แน่นอนว่าผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอความหวังและโอกาสที่จะรับมือไวรัสร้ายนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์

องค์การอนามัยโลกตอกย้ำ “ไวรัสโควิด-19” จะอยู่ยาว ดร.เทดรอสอะดานอม เกเบรเยซูส ผอ.WHO ย้ำว่า วิกฤติการระบาดจะไม่ยุติเร็ววันนี้ หลายประเทศยังอยู่ในขั้นแรกของการระบาด บางประเทศผ่านการ ระบาดใหญ่ (pandemic) มาแล้ว ตอนนี้เริ่มตรวจพบการระบาดระลอกใหม่ จึงยังชะล่าใจไม่ได้

ไวรัส “โควิด-19” ยังคงมีความลึกลับด้วยความรุนแรง...เป็นใหม่... แพร่ต่อ? ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา บอกว่า ขึ้นอยู่กับการที่ไวรัส “ชอบ” ที่จะเข้าไปอยู่ที่คอจมูกและระบบทางเดินหายใจส่วนต้น หรือ “รัก” ที่จะเข้าไปอยู่ในปอดลึกๆ และทำให้ไม่มีอาการหรือแทบจะไม่มีอาการเลย ทั้งๆที่มีปอดอักเสบและไม่ไอ

ความเข้าใจในโควิด-19 ยังไม่สมบูรณ์...ยังไม่สามารถทำนายได้อย่างชัดเจนว่าใครจะมีอาการหนักเบา แม้ว่าอายุจะน้อยจะมากไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม และยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าใครเมื่อหายแล้วจะหยุดปล่อยเชื้อได้เร็วช้า หรือจะกลายเป็นคนที่แพร่เชื้อไปในระยะเวลายาวนาน และเชื้อที่ปล่อยออกมานั้นเป็นตัวสมบูรณ์?

ที่สำคัญ...การที่จะหายจากโรคอย่างสมบูรณ์หมดจด มีกระบวนการขั้นต้นที่เรายังไม่ทราบชัดเจน แต่อาจอนุมานเอาว่าเกิดจากการที่มีภูมิคุ้มกันแอนติบอดีชนิดที่ทำลายไวรัสได้ (neutralizing antibody)

สุดท้าย...จบที่ “มนุษย์” แต่ละคนจะมี “ชะตาชีวิตกำหนด (host response profiling)” ให้มีการรับมือกับศัตรูได้รวดเร็วเพียงใดและหมดจดแค่ไหน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1โควิด-19COVID-19องค์การอนามัยโลกธีระวัฒน์ เหมะจุฑาไวรัสกลายพันธุ์ข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้