ไลฟ์สไตล์
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : รอมฎอนปลอดโควิด-19 ยึดหลักศาสนกิจอยู่ที่บ้าน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
1 พ.ค. 2563 05:10 น.
SHARE

ในช่วงวันที่ 24 หรือ 25 เม.ย.ถึง 23 หรือ 24 พ.ค.2563 ตรงกับเดือน “รอมฎอน” ที่ชาวมุสลิมต้องปฏิบัติศาสนกิจ “ถือศีลอด” และทำกิจกรรมในเดือนสำคัญยิ่งนี้

ตามประกาศจุฬาราชมนตรี...ที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1441 ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.2563 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า ในวันเวลาดังกล่าว มีผู้เห็นดวงจันทร์...

ข่าวแนะนำ

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1441 ตรงกับวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563

ซึ่งเป็นวันแรก...“ชาวมุสลิมถือศีลอด” จะงดเว้นการรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม และการปฏิบัติตัวตามหลักศาสนา ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเป็นเวลา 30 วัน อีกทั้งยังรวมตัวกันเป็นหมู่คณะเพื่อปฏิบัติศาสนกิจและกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่มัสยิด เคหสถาน หรือสถานที่จัดเตรียมไว้

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อทั้งภายในครอบครัว และในชุมชน...

ก่อนหน้านี้...สำนักจุฬาราชมนตรีมีประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1441 ฉบับที่ 4/2563 มีสาระสำคัญ...

1.การดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์-ศักราช 1441 นี้ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเท่านั้น

2.การถือศีลอด เดือนรอมฎอน ให้ถือปฏิบัติตามปกติที่บทบัญญัติศาสนากำหนด ยกเว้นผู้ที่ได้รับผ่อนผันตามหลักศาสนาเท่านั้น

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดโควิด-19 มิได้เป็นอุปสรรคให้งดถือศีลอดแต่ประการใด ตลอดจนการกลืนน้ำลายที่ไม่เจือปนเศษอาหารอยู่ในช่องปาก ก็มิได้ทำให้การถือศีลอดบกพร่อง กลับเป็นการรักษาร่างกายและลำคอให้ชุ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ไม่ควรถ่มน้ำลายในสถานที่สาธารณะโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อระบาด

3.งดการจัดงานเลี้ยงอาหารละศีลอด ที่มัสยิด เคหสถาน หากจะทำขอให้ปรุงสุกที่บ้านแล้ว จัดใส่บรรจุภัณฑ์แจกจ่ายแทน

4.แต่ละครอบครัวละศีลอด หรือรับประทานอาหารซาโฮร์ร่วมกัน ขอให้นั่งห่างกัน 1 เมตร

หลีกเลี่ยงรับประทานในภาชนะร่วมกัน ล้างมือให้สะอาดก่อน

5.งดเอี๊ยะติก๊าฟ และละหมาดญะมาอะห์ที่เป็นซุนนะห์ประเภทต่างๆ ในค่ำคืนเดือนรอมฎอน จนกิจกรรมรวมตัวกันอื่น ที่มัสยิด

และ 6.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต้องออกสร้างความเข้าใจ

การออกมาตรการคำแนะนำป้องกันการระบาดโควิด-19 ในเดือนรอมฎอนนี้ อ.สุธรรม บุญมาเลิศ เลขานุการจุฬาราชมนตรี กล่าวว่า “เราะมะฎอน” หรือ “รอมฎอน” เป็นชื่อของเดือนที่ 9 ของปฏิทินในศาสนาอิสลาม ที่เป็นเดือนถูกกำหนดให้ “ถือศีลอด” สำหรับชาวมุสลิม มีอายุบรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะ มีสุขภาพดี

ตามหลักเกณฑ์อายุบรรลุศาสนภาวะกำหนด 3 ประการ คือ “ผู้ชาย” เริ่มรู้สึกทางเพศ หรือฝันเปียก หรือมีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ส่วน “ผู้หญิง” อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ ในกรณีที่เป็นผู้หญิงเมื่อมีรอบเดือน ซึ่งบุคคลนี้ต้องทำการ “ถือศีลอด” คือ อดอาหาร อดน้ำ อดความสัมพันธ์ ตั้งแต่แสงอรุณขึ้น หรือแสงอุษา จนพระอาทิตย์ตก

และ “เดือนรอมฎอน” หรือ “เดือนถือศีลอด” ถือว่าเป็นเดือนแห่ง “พระผู้เป็นเจ้า” ประทานคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญในการดำเนินชีวิตแก่ชาวมุสลิมทั่วโลก นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

ตามคำสอน “ศาสดา” บอกว่า “การทำอดิเรกกิจ” (สุนัต) ในเดือนนี้ หมายถึง...“สิ่งที่ศาสนาอนุมัติให้ทำก็ได้...ไม่ทำก็ได้...” จะได้ผลบุญเท่ากับการทำภารกิจ (วาญิบ) ซึ่งการ “ทำภารกิจ” (วาญิบ) หมายถึง...สิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องปฏิบัติ เช่น ละหมาดประจำวัน 5 เวลา

หากใครปฏิบัติภารกิจ (วาญิบ) จะได้ผลบุญถึง 70 เท่า ฉะนั้น การทำสิ่งเล็กน้อยในเดือนนี้ จะได้รับการตอบแทนอย่างมากมาย ถ้าละหมาดครบถ้วนควบคู่ถือศีลอด ยิ่งได้ผลบุญทวีคูณ ทำให้เป็นโอกาส “ชาวมุสลิม” ต่างปฏิบัติศาสนกิจกันอย่างเต็มที่

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ การปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือศาสนกิจ ต้องเปลี่ยนแนวทางไปเป็นการกระทำศาสนกิจกันที่บ้านก็ได้ และยังได้รับผลบุญเทียบเท่ากับการทำใน “มัสยิด” เช่นเดิม

แม้ว่าจะถูกกำหนดให้ปฏิบัติศาสนกิจร่วมกันยังที่ “มัสยิด” ก็ตาม... ในยามภาวะปกติที่สามารถทำละหมาดทุกวันศุกร์ที่มัสยิดได้ แต่เพราะตอนนี้มีสาเหตุการเกิด “โรคระบาดรุนแรง” ลักษณะในสภาวะคับขันเช่นนี้มีความจำเป็นต้องทำกันที่บ้านแทน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปมากกว่านี้...

หลัก...“อิสลาม” มีข้อกำหนดเรื่อง “ความปลอดภัย” เป็นอันดับแรก... ในการปฏิบัติศาสนกิจนั้น ตัวเอง คนรอบข้าง ต้องปลอดภัย ดังนั้น การกระทำที่บ้านเป็นภารกิจจำเป็น ไม่สามารถกระทำที่มัสยิดได้ ซึ่งการงดเว้นละหมาดทุกวันศุกร์ในสถานการณ์เกิดโรคระบาดร้ายแรง ถือเป็นอุปสรรคที่ “อนุโลม” ให้งดเว้นละหมาดวันศุกร์นั้น

อาศัยบทบัญญัติแห่งคัมภีร์อัลกุรอานที่ 195 ซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ ความว่า “สูเจ้าอย่าได้นำตนเองสู่ความวิบัติ” ซึ่งมีนัยชี้ชัดว่า...ห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการฆ่าตัวตาย การกระทำร้ายตัวเอง และนำพาตัวเองไปสู่ความเสียหาย ความสูญเสีย หรือการเสียชีวิต จะด้วยวิธีการ หรือการกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม

และอาศัยความจากวจนะของศาสนทูต (ซ.ล.) ว่า ไม่มีการประทุษร้ายต่อตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งมีนัยชี้ชัดว่า บุคคลจะไม่ประทุษร้ายต่อตนเอง และจะไม่ประทุษร้ายต่อผู้อื่น หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการ หรือการกระทำใดๆก็แล้วแต่ ล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม

ประการต่อมา...ในช่วงยามค่ำคืนของเดือนรอมฎอน จะต้องมีการละหมาดเพิ่มขึ้นมาอีก เรียกว่า “ละหมาดยามค่ำคืน” ตามวัตรปฏิบัติจะมีการรวมตัวทำ “พิธีละศีลอด” ที่มัสยิด และรับประทานอาหารร่วมกัน ที่เป็นมีการรวมกันเป็นหมู่คณะใหญ่ และมีความเสี่ยงต่อการระบาดได้เช่นกัน

ดังนั้น ควร “ละหมาดยามค่ำคืน” และ “ละศีลอดที่บ้าน” อาจเป็นผลดีในโอกาสนำครอบครัวร่วมกัน “ละหมาด” ในบ้านตัวเอง เพราะพ่อบ้านมักไปละหมาดที่มัสยิด ปล่อยภรรยา ลูก อยู่กันลำพัง ในการละหมาดที่บ้านนี้มีผลบุญเทียบเท่าการละหมาดที่มัสยิดเช่นเดิม มีสิ่งสำคัญ...คือ ขอให้มีการปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น

สำหรับการ “เลี้ยงอาหารละศีลอด” ตามประเพณีจะมีผู้ใจบุญนำอาหารมาเลี้ยงในช่วงละศีลอด ยังสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ในการจัดใส่บรรจุภัณฑ์ให้เรียบร้อยแล้วค่อยนำไปแจกจ่ายแทนก็ได้ ซึ่งได้ผลบุญ ทั้งการแจกอาหาร และการปกป้องตัวเอง หรือปกป้องผู้อื่น เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากโรคโควิด-19 ด้วย

ย้อนเมื่อ 1,400 ปีก่อน...“ศาสดา” ได้บอกวิธีการจำกัดและป้องกันโรคว่า หากพื้นที่ใดเกิดโรคระบาด ท่านทั้งหลายก็อย่าไปจุดนั้น ถ้าแผ่นดินที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่เกิดโรคระบาด ก็จงอย่าได้ออกจากแผ่นดินนั้น จงหนีโรคระบาดเสมือนหนีสิงโต หมายถึง...มีความกลัวสิงโตแบบใด...ก็กลัวโรคระบาดแบบนั้น

ในช่วงนี้สำนักจุฬาราชมนตรี...มีหน่วยช่วยเหลือผู้ประสบภัย คอยให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ ที่ไม่จำกัดเฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้น พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับพี่น้องมุสลิม ในเดือนรอมฎอน ที่ยังมีความประสงค์ประกอบศาสนกิจที่มัสยิด เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของโรคระบาดนี้...

โดยเฉพาะหลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าในวันที่ 29 หรือ 30...ก็เป็นเวลาเริ่มต้นเดือนใหม่ “ชาวมุสลิม” และลูกหลานทำงานพื้นที่อื่นจะกลับบ้านตัวเอง เพื่อร่วมกันละหมาด “วันฮารีรายอ” ที่มัสยิด ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันใหญ่มาก สำนักจุฬาราชมนตรียังเฝ้าสถานการณ์ระบาดโควิด-19 อาจมีประกาศระเบียบการปฏิบัติอีกครั้ง

ส่วนอีก 2 เดือนจากนั้นไป...จะมีการเดินทางไปประกอบ “พิธีฮัจญ์” ประจำปี พ.ศ.2563 (ฮ.ศ.1441) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่มีการระบาดโควิด-19 มากกว่าในไทยด้วยซ้ำ คาดว่า ปีนี้ไม่น่าจะสามารถจัดขึ้นได้ แม้มีการจัด “พิธีฮัจญ์” ในช่วงระบาดของโรคนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีก็คงไม่สามารถอนุญาตให้ไปร่วมได้...

โรคระบาดนี้ไม่มีใครเคยพบเจอกันมาก่อน...ขอให้พี่น้องมุสลิมทุกคนอดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ใช้โอกาสแห่งเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ปฏิบัติศาสนกิจให้ครบถ้วนสมบูรณ์

และขอดุอา ต่ออัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ให้อภัยบะลาอ์ครั้งนี้ผ่านพ้นโดยเร็ว...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1ถือศีลอดรอมฎอนเดือนรอมฎอนโควิด-19ไวรัสโคโรนาสำนักจุฬาราชมนตรี

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:56 น.