ข่าว
100 year

แล้งหนักสุดรอบ 40 ปี สวนผลไม้สาหัสกว่าข้าว

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 เม.ย. 2563 07:01 น.
SHARE

“จากการติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ปี 2523 คำนวณสถิติปริมาณน้ำฝน น้ำท่า ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และข้อมูลเรื่องน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภัยแล้งปีนี้ ถือว่าหนักสุดในรอบ 40 ปี ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียง 55% เป็นน้ำใช้การแค่ 22% และยังคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง มิ.ย.-ก.ค.63 จึงต้องมีการติดตามเฝ้าระวังในการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น”

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เผยว่า พื้นที่ปลูกพืชที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทาน 3.7 แสนไร่ เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด...ที่หนักสุดมี 18 จังหวัด ภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และจันทบุรี ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ต

โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย มะม่วง ฯลฯ เพราะไม้ผล ขาดน้ำจะทำให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมด ทั้งยังจะต้องใช้น้ำในการบำรุงรักษาต้น ถ้าไม่มีน้ำไม้ผลจะยืนต้นตาย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะปลูกแล้วได้ผลผลิตกลับมา

รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ 57,000 ไร่ ใน 9 จังหวัด นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี และเพชรบุรี จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

สำหรับ ข้าวนาปรัง ในรอบที่ผ่านมา มีการปลูกมากถึง 6.5 ล้านไร่ เกินกว่าที่กำหนด 144% แต่ยังโชคดีที่มีน้ำฝนตกลงมาพอเลี้ยงให้ออกรวง จนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้แล้วกว่า 37% แต่ในรอบต่อไปไม่ควรจะปลูกเพราะจะไม่มีน้ำให้ต้นข้าวแน่นอน

ส่วนข้าวนาปีต้องรอดูปริมาณน้ำฝนในช่วง มี.ค.-พ.ค. เพราะคาดว่าจะมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 12% ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อยตามไปด้วย

“ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจึงเห็นควรจัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร ปี 2563 ทั้งในระดับกรม เขต และจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง การสร้างการรับรู้ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมทั้งการปฏิบัติดูแลรักษาพืชอย่างถูกวิธี การเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและสรุปผลการรายงาน เพื่อแก้ไขปัญหาและเตรียมความพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน”

โครงสร้างของศูนย์ ประกอบด้วย ผู้บริหารแต่ละระดับ เป็นประธานคณะทำงาน และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน เป็นคณะทำงาน ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ ผลกระทบและความเสียหายด้านเกษตร รวบรวม วิเคราะห์ ประมวลผล และสรุปรายงานสถานการณ์การเพาะปลูก และรายงานกรมรับทราบ รายงานข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ

โดยเฉพาะการเฝ้าระวังพื้นที่ไม้ผล ออกพื้นที่ให้คำแนะนำ และสร้างการรับรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งระดับเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป

รองอาชว์ชัยชาญบอกอีกว่า ที่ผ่านมากรมได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศ น้ำ การแจ้งเตือนภัยสถานการณ์ให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำรองแหล่งน้ำในพื้นที่เพาะปลูก การจัดทำข้อมูลสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่เสียหาย ผ่านระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร การให้บริการปรับปรุง การขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และการออกมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง

“มาตรการของกรมจะเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่สวน รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 63 ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง บูรณาการความร่วมมือในพื้นที่เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร การจัดกิจกรรมงานวันสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่”

สำหรับในพื้นที่หากเกิดภัยแล้งรุนแรง เจ้าหน้าที่จะต้องรีบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตร โดยผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด Chief of Operation (COO) และคณะทํางานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ Operation Team (OT) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร แนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกร กรณีประสบทั้งภัยแล้งและภัยพิบัติอีกด้วย

แต่มาตรการนี้จะช่วยให้เกษตรกรปลดเปลื้องภัยแล้งได้ยั่งยืนแค่ไหน...อีกไม่กี่เดือนคงได้เห็นผล คุ้มค่า คุ้มทุนหรือไม่.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไชยรัตน์ ส้มฉุนภัยแล้งเกษตรกรสวนผลไม้อาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูรไม้ดอกไม้ประดับข้าวนาปรังเกษตร

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้