ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : กางแผนสู้โควิดระยะ 3 เพิ่มความมั่นคงลดระบาด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์27 มี.ค. 2563 05:03 น.
SHARE

การระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ลามกระจายไปทั่วประเทศ ส่วนใหญ่รับเชื้อมาจากแหล่งสนามมวย ทำให้จำเป็นต้อง ควบคุมการระบาดไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้นรายวัน

แม้ว่าประเทศไทยมีการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในการควบคุม ตรวจจับผู้ป่วย แยกโรค และติดตาม ผู้สัมผัสผู้ป่วย เพื่อให้อยู่วงจำกัดในระยะที่ 2 แต่สถานการณ์ก็ยังมีความเสี่ยงขยายเป็นวงกว้างสู่ระยะที่ 3 ทำให้ต้องเตรียมแผนการรับมือการระบาด ไวรัสโควิด-19 ที่มีการจำลองสถานการณ์ระดับต่างๆ จนถึงขั้นร้ายแรงสุดจากยอดมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก...

ในรายงานคาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค มีมาตรการระยะที่ 3...ที่ผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ

มีเป้าหมายคือ การลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ชะลอ การระบาด และคนไทยปลอดภัยจากโควิด-19 รวมถึงลดผลกระทบทางสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มความมั่นคงของประเทศ

สำหรับมาตรการระยะที่ 3 นี้ มีส่วนเพิ่มเติมจากมาตรการต่อเนื่องจาก ในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เน้นที่การชะลอการระบาด ลดผลกระทบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ที่คงไว้ซึ่งระบบบริการประชาชน เช่น สถานพยาบาล สาธารณูปโภค ระบบขนส่งสาธารณะ และช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามเป้าหมายนี้ คือ...

เป้าหมายแรก...การลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ด้วยการยกระดับเข้มข้นที่สุดด้วยการห้ามเดินทางเข้าออกประเทศที่มีการระบาด หรืออนุญาต แต่เลี่ยง หรืองดในประเทศที่ระบาด หากบุคคลเดินทางมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคต้องถูกกักกันที่บ้าน หรือกักในสถานที่ที่ทางราชการกำหนด

ส่วนการชะลอการระบาด...ต้องเตรียมความพร้อมป้องกันการระบาดระดับบุคคลและองค์กร ด้วยการสร้างความรู้ให้ประชาชน ในการป้องกันการติดเชื้อ การปฏิบัติตัวในขณะป่วย และการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และลดความตระหนกให้ข้อมูลถูกต้อง จัดการข่าวลือ ข่าวปลอมในสื่อสาธารณะ

มีการรณรงค์ใส่หน้ากาก ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดสิ่งแวดล้อมลดการแพร่เชื้อ สนับสนุนจัดทำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในองค์กร อีกทั้งมีการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถทำงานที่บ้านได้

อีกทั้งเลื่อน ยกเลิกกิจกรรมรวมคน ป้องกันการเกิดการระบาดกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และพิจารณาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เหมาะสม

ทว่า...ในส่วนพื้นที่พบการระบาดมีทางปฏิบัติคือ...ปิดสถานที่ทำงาน ชุมชน ที่พบการระบาด ห้ามเดินทางเข้าออก โดยใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 และให้บุคลากรสถานที่นั้นสามารถทำงานจากบ้านได้

จัดการผู้สัมผัสเสี่ยงสูง คือ กักกันที่บ้าน หรือการกักกันในสถานที่ที่ทางราชการกำหนด หรือให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเฝ้าระวังอาการตนเอง เมื่อมีอาการป่วยต้องรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทราบ เน้นย้ำประชาชน ในพื้นที่ระบาด...เฝ้าระวังอาการตัวเองทุกวัน และรายงานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เมื่อมีอาการด้วยเช่นกัน

ด้านมาตรการทางสังคม...ยกเลิกกิจกรรมรวมคน เพื่อลดโอกาสสัมผัส โรค ต้องดำเนินการตั้งแต่ มี.ค.2563 อาจเริ่มจาก 8 จังหวัดเสี่ยงสูง และขยาย พื้นที่ระบาด ตัวอย่างเช่น กรุงเทพฯ หากไม่มีมาตรการเชิงรุก เพื่อชะลอการ ระบาดภายในเดือน มี.ค. สถานการณ์จะไปสู่จุดไม่สามารถควบคุมโรคได้ และจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

โดยมีการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยในกรุงเทพฯ เดือน ม.ค.–เม.ย. ราว 2,250 ราย

เป้าหมายที่สอง...คนไทยปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีมาตรการแรก...ในการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล จากการจัดให้มีคลินิกโรคทางเดินหายใจในโรงพยาบาล โดยแยกบริการการตรวจรักษากลุ่มเสี่ยงสูงไปยังสถานที่ หรือวันเฉพาะที่ไม่ตรงกับผู้ป่วยทั่วไป

ประการต่อมา...ต้องมีมาตรฐานการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด ส่วนบุคลากร มีอาการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ต้องหยุดงานทันที และตรวจหาสาเหตุของอาการป่วย ซึ่งต้องมีการประมาณอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล (PPE) ภายในจังหวัดให้เพียงพอ โดยจัดให้มี safety stock ไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ส่วนมาตรการ...การเตรียมการเพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก คือ 1.จัดให้มีห้องปฏิบัติการ เพื่อการวินิจฉัยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ 2.จัด Cohort ward และหอดูแลผู้ป่วยหนักเฉพาะโรคโควิด-19 สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรง 3.ให้ผู้ป่วยที่มีอาการน้อย และเสี่ยงต่ำที่จะไปแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ติดตามอาการ

อีกทั้ง 4.จัดโรงพยาบาลเฉพาะโรคสำหรับผู้ป่วยอาการปานกลาง เช่น มีปอดอักเสบ แต่ไม่รุนแรง อาจกำหนดอาคารเฉพาะ หรือโรงพยาบาลเฉพาะ 5.จัดจุดรองรับผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ให้ผู้ป่วยอาการเล็กน้อย 6.บริหารทรัพยากรร่วมกันในสถานพยาบาลสังกัดต่างๆให้สามารถกระจายได้ มีสำรองยาต้านไวรัสอย่างเพียงพอ

มาตรการถัดมา...การจัดการด้านกำลังคน ที่ต้องจัดทำแผน และการบริหารจัดลาและหยุดพักงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม มีการเตรียมแผนเพิ่มอัตราผู้ปฏิบัติงานด้านการบริการ และดูแลผู้ป่วยเหมาะสมตามสถานการณ์ โดยให้บุคลากรทางการแพทย์งดไปยังพื้นที่ระบาด เพื่อป้องกันถูกกักกันตัว 14 วัน

สิ่งสำคัญ...ต้องจัดทำแผนการส่งบุคลากรจากสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้มีการผลัดเปลี่ยนกันไปช่วยตรวจรักษายังโรงพยาบาลเฉพาะหรือจุดรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก

เป้าหมายที่สาม...ลดผลกระทบทางสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่ม ความมั่นคงของประเทศ คือ มาตรการแรก...การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชดเชย การขาดงานให้ผู้ป่วย ผู้ถูกแยกกัก และจัดการเรียนการสอนเสริมภายหลังกรณีปิดโรงเรียน รวมถึงเยียวยาภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ และแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง

มาตรการที่สอง...การคงความต่อเนื่องให้บริการประชาชน มีหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ทำแผนประคองกิจการ และกำลังคนสำรอง หากมีการขาดงาน หรือบุคลากรป่วยจำนวนมาก และทุกหน่วยงานลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในองค์กร เช่น งดการประชุมสัมมนา ทัศนศึกษาดูงาน การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการแพร่โรค

การคาดการณ์ทำขึ้นตามข้อมูลธรรมชาติของโรค และระบาดวิทยาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยการป้องกันควบคุมโรค การใช้ยา และการใช้วัคซีนที่อาจมีขึ้นในอนาคต...

ในส่วนสถานการณ์การระบาดนั้น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า หลักเกณฑ์อาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่เคยยึดถือกันทั่วไปใช้ไม่ได้แน่นอน เพราะขณะนี้เป็นคนไทยสู่คนไทยด้วยกัน ไม่ต้องมาจากต่างประเทศ ไม่ต้องพบปะกับต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยว

ซ้ำร้าย...อาการไข้ต่ำเตี้ย ในเวลาวัดอุณหภูมิอาจไม่ขึ้นสูง ประกอบกับอาการทางระบบทางเดินหายใจอาจไม่ชัดเจน เพราะไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอ แต่เชื้ออาจเข้าไปซ่อนอยู่ที่หลอดลมลึกๆ สามารถแพร่เชื้อได้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว กลายเป็นผู้แพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับคนอายุมาก มีโรคประจำตัว แม้แต่ผู้ป่วยนอนติดเตียง เช่น มีอัมพาตแขนขาครึ่งซีก ในวันดีคืนดีอาจเกิดมีไข้ ไม่มีใครคาดคิดว่าเป็นโควิด-19 เพราะไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน แต่แท้ที่จริงแล้วได้รับเชื้อจากลูกหลานที่แข็งแรง และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดในการรับมือป้องกันไม่ให้ระบาดไปมากกว่านี้

ซึ่งเป็นปัจจัยนอกจากการระบบสาธารณสุข มีข้อจำกัด ทั้งเตียงอุปกรณ์ บุคลากร และยาใช้รักษามีจำนวนจำกัด และนี่คือเหตุผลสำคัญ...ในการต้องปิดบ้านของแต่ละคน และแยกตัวออกจากกัน

ไม่ใช่เพียงแค่ปิดสถานที่ใหญ่ๆ หรือร้านบริการที่มีการรวมตัวกันมากอย่างเดียว ซึ่งไม่สามารถตัดการแพร่ที่เป็นลูกโซ่ได้ แต่การปิดห้างร้านสถานบริการ กลายเป็นการกดดันให้ประชาชนเดินทางออกนอกพื้นที่ หรือกลับถิ่นฐาน ในบางส่วนไปตากอากาศต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่เป็นการลดการแพร่เชื้อ แต่กลายเป็นกระจายเชื้อสู่ต่างจังหวัด...

เพราะบางคนออกไปจากกรุงเทพฯอาจติดเชื้อเล็กน้อยที่ไม่แสดงอาการแล้ว ดังนั้น ต้องมี “มาตรการปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดบ้าน” หรือ “ล็อกดาวน์” เป็นเวลา 3 สัปดาห์ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้

โควิด–19 ไม่ใช่โรคเลวร้าย แต่เป็นโรคแพร่ระบาดเร็ว หากทุกคน ร่วมด้วยช่วยกัน ก็จะลดผู้ป่วยรายใหม่ นำสู่ประเทศไทยชนะโรคร้ายนี้ เพื่อผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาCOVID-19พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดเมืองอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

Most Viewed