ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : แผนรับมือโควิดระดับ 3 จำลองส่อระบาดถึงปี 64

ไทยรัฐฉบับพิมพ์26 มี.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

 

แม้ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงในประเทศจีน มีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่จำนวนผู้ป่วยในประเทศอื่นทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้น มีการระบาดในวงกว้างในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน

สาเหตุผู้ป่วยโควิด-19 มีอาการไม่รุนแรง ไม่ได้ไปรับการตรวจรักษา และแยกโรค แต่ยังใช้ชีวิตปกติ ทำให้มีผู้ติดเชื้อต่อกันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เกินกว่าบริการสาธารณสุขจะรองรับไหว

จนมีมาตรการทางสังคม เพื่อลดโอกาสการสัมผัสโรคของประชาชน ทั้งปิดโรงเรียน ยกเลิกพิธีกรรมทางศาสนา เลื่อนกิจกรรม เช่น งานกีฬา การแสดงสินค้า การประชุมนานาชาติ เทศกาลรื่นเริงต่างๆ

ในประเทศไทย...นับวันยิ่งน่าห่วง เพราะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก แม้อยู่ในกลุ่มคนใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเดิมก็ตาม แต่อาจทำให้ “รัฐบาล” เพิ่มมาตรการใหม่ เพื่อคุมการแพร่ระบาด ท่ามกลางความวิตกกังวลของประชาชน ด้วยการ ตรวจจับผู้ป่วยให้ได้อย่างรวดเร็ว แยกโรค และติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยทุกราย

ทำให้การระบาดยังอยู่ในวงจำกัดในระยะที่ 2 แต่ยังมีความเสี่ยงสูง ระบาดในวงกว้างกว่าเดิมเข้าสู่ระยะที่ 3 ตามรายงาน...คาดการณ์การระบาด และมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค มีการคาดการณ์การระบาดในระยะที่ 3 เพื่อเป็นมาตรการรับมือโควิด-19

ใช้เทคนิค compartmental model ซึ่งเทคนิคนี้ในการคาดการณ์การระบาดหลายสถาบัน ทั้งประเทศจีน แคนาดา ฮังการี สวีเดน และ WHO พิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้...ความสามารถในการแพร่เชื้อจากผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ความมีฤดูกาลของโรค และสัดส่วนของผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการร้อยละ 45 อ้างอิงจากข้อมูลเรือไดมอนด์พรินเซส

มีสมมติฐานคือ การระบาดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จะระบาดแบบระลอกเดียวจบ แต่หากการระบาดชะลอลงได้ในระดับหนึ่งจะเห็นแนวโน้มการเกิดโรคเป็นฤดูกาล ผลการคาดการณ์แสดงได้ใน 3 ฉากทัศน์ดังนี้...

ฉากทัศน์ที่หนึ่ง...สถานการณ์การควบคุมโรคไม่มีประสิทธิภาพรุนแรงที่สุด หากปล่อยให้การระบาดเป็นไปโดยธรรมชาติของโรค มีความพยายามจะชะลอการระบาดบ้าง แต่ไม่มากนัก หรือไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อ 1 คน แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีก 2.2 คน การระบาด จะเกิดขึ้นรวดเร็วมาก มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 เป็นต้นไป จนพบผู้ป่วยต่อสัปดาห์สูงสุดในเดือน ส.ค. จำนวนผู้ป่วยรวมทั้งสิ้นประมาณ 16.7 ล้านคน ใน 1 ปี

สถานการณ์นี้น่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากการดำเนิน มาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ผ่านมา ซึ่งในไทยสามารถลดจำนวนผู้ป่วยลงกว่า ที่คาดการณ์ได้ 3-4 เท่าแล้ว

ฉากทัศน์ที่สอง...สถานการณ์ที่สามารถชะลอการระบาดได้พอสมควร หากมาตรการควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการมีความร่วมมือที่ดีจากภาคประชาชน ทำให้ในไทยสามารถชะลอการแพร่ระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง จนทำให้ผู้ที่ติดเชื้อแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้เพียง 1.8 คน

การระบาดในวงกว้างจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนเข้าสู่จุดที่พบผู้ป่วยต่อสัปดาห์สูงสุด ในเดือน ม.ค.–ก.พ.2564 จำนวน 480,000 คนต่อสัปดาห์...มาตรการควบคุมในสถานการณ์นี้ต้องลดโอกาสสัมผัสโรคของประชาชนลง เช่น การงดกิจกรรมรวมคน การกักกัน เพื่อสังเกตอาการของผู้ที่เดินทาง มาจากพื้นที่ระบาด

ฉากทัศน์ที่สาม...สถานการณ์สามารถควบคุมโรคได้ดี จนทำให้ผู้ติดเชื้อแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้เพียง 1.6 คน เกิดการระบาดตามฤดูกาลในแต่ละปี กลายเป็นโรคประจำถิ่นคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ในสถานการณ์นี้ต้องมีความเข้มข้น ที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจริงจัง และประชาชนให้ความร่วมมืออย่างมาก

มีเป้าหมาย...เพื่อลดโอกาสสัมผัสโรคของประชาชนลงให้ได้มากที่สุด เช่น งดกิจกรรม ส่งเสริมทำงานจากบ้าน งดการเคลื่อนย้ายคนในหน่วยงานที่มีคนจำนวนมาก เช่น ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน รวมทั้งป้องกันควบคุมการเกิดการแพร่ระบาดกลุ่มก้อนใหญ่ เช่น ระบาดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงงาน หรือในสถานที่ทำงาน เป็นต้น

การคาดการณ์นี้เป็นเพียงการคำนวณใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์บนพื้นฐานข้อมูลธรรมชาติของโรคและระบาดวิทยาที่มีปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยการป้องกัน ควบคุมโรค และการรักษา เช่น การงด จัดกิจกรรม การใช้ยา ซึ่งต้องรอข้อมูลผลการรักษา และวัคซีน ที่อาจมีขึ้นในอนาคต...

สถานการณ์เช่นนั้นทุกคนต้องปรับตัวอยู่กับโรคนี้ ที่ก่อนนี้...สนง.วิจัยแห่งชาติ ก็มีการจัดเสวนา “จะใช้ชีวิตอย่างไร ในโลกยุค COVID–19” โดยมี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และ หน.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำว่า...

องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการระบาด ใหญ่ทั่วโลก มีการกระจายข้ามทวีปไปแล้ว 100 กว่าประเทศ ในการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรนั้น ก็ต้องให้ทุกคนช่วยกัน ขอยกตัวอย่างต้นแบบ... “ประเทศจีน” จะเห็นถึงความมีระเบียบวินัย และความเข้มงวด ในการดูแลป้องกัน ทำให้ควบคุมโรคได้อย่างดีมาก

หนำซ้ำ...ผู้ป่วยในจีนยังสามารถรักษาหายได้จำนวนมาก ทำให้อัตราผู้ป่วยใหม่มีเพียงเป็นหลักสิบเท่านั้น แต่หากเทียบกับผู้ป่วยนอกประเทศจีน เป็นช่วงขาขึ้น แบบก้าวกระโดด ซึ่งโรคนี้สามารถสงบลงได้ ถ้าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้โรคระบาดตามธรรมชาติ ก็จะจบเร็วด้วยการใช้เวลาประมาณ 1 ปี

แต่มีโอกาสเสี่ยงสูญเสียชีวิตสูง และยอดผู้ป่วยระบาดมากขึ้น จนระบบ สาธารณสุขรองรับไม่พอ ทั้งเตียง หมอ ยา ไม่พอ ส่งผลยิ่งเกิดความสูญเสีย มาก ดังนั้น สิ่งที่ทำได้...ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาด ต้องมี มาตรการยืดเวลารอองค์ความรู้ใหม่ เพื่อรอยา วัคซีน ที่จะเข้ามาช่วยด้วย

ถ้าป้องกันให้ระบบสาธารณสุขรองรับได้ทุกอย่างจะดี แต่โรคจะอยู่กับเรายาวนาน...ทุกคนต้องปรับตัวให้อยู่กับโรคนี้ให้ได้ ความสูญเสียก็จะน้อยลง ซึ่งต้องช่วยกันชะลอโรคนี้ให้ยาวนานมากที่สุด เพื่อรอยา วัคซีน มาช่วยบรรเทาโรค ที่เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ในช่วงเริ่มแรกก็ตระหนกมาก แต่ตอนนี้ ก็สามารถอยู่กับมันได้...

ประการต่อมา...“ทุกคนต้องเป็นผู้ให้” ในเมืองอู่ฮั่น มีบทเรียนสำคัญ ที่พบคือ...ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดการขาดแคลนโลหิตเพราะคนไม่ออกมาบริจาค กระทบต่อคนป่วยทั่วไปที่ต้องการโลหิต ตอนนี้ไทย ก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ จึงอยากให้คนไปบริจาคโลหิตตามปกติเช่นเดิม เพื่อช่วยเหลือคนต้องการโลหิต

สิ่งสำคัญ...การอยู่กับโรคนี้ต้องปรับตัว คือ การป้องกันดีที่สุด ด้วยการ ล้างมืออย่างน้อย 20 วินาที กำหนดระยะห่างบุคคล หากเป็นไปได้ควรยืนคุย ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร เพราะจากภาวะปกติคุยห่างกัน 1 เมตร ละอองฝอย สามารถถึงตัวได้ และมีระยะห่างทางสังคม เช่น การร่วมงานแต่ง เปลี่ยนมาเป็นอวยพรออนไลน์

ประเด็นที่น่าหนักใจ...คือ แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ทำงานกันอย่างหนักขึ้น จากเดิมผู้ป่วยต้องสงสัย ที่มาจากแหล่งระบาดของโรคต่างประเทศ เมื่อมีการระบาดภายในประเทศเกิดขึ้นแล้ว ต้องตัดคำนิยามแหล่งระบาดของโรคออกไป เพราะทุกคนมีความเสี่ยงทั้งหมด

ต่อไปใครเป็นหวัด ก็มาตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บุคลากรทาง การแพทย์ทำงานหนักขึ้น ส่วนกระบวนการตรวจต้องเพิ่มประสิทธิภาพแม่นยำขึ้น รู้ผลรวดเร็ว เพื่อจะควบคุมโรคให้ได้มากที่สุด ในการชะลอจำนวนผู้ป่วยคงที่ เพื่อรอวัคซีนมาป้องกัน หรือการรอยามารักษา ในการลดความรุนแรงของโรค

นั่นหมายความว่า...ติดเชื้อโควิด–19 ก็กินยาแล้ว ไม่เป็นปอดบวม คือ สิ่งสุดยอดที่ต้องการ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นแสงรำไรว่า...ยาชนิดใดที่จะมา รักษาได้ ก็หวังว่าจะได้พบยานี้ในอนาคตอันใกล้นี้

ระดับองค์กร...ต้องสร้างความเชื่อมั่น มีการติดประกาศให้ชัดเจนว่า ...ลิฟต์ และพื้นที่ที่เป็นสาธารณะในตึก มีการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 30 นาที เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนในองค์กร และคนที่เข้ามาติดต่อด้วย ส่วนผลกระทบด้านการศึกษา...ในหลายประเทศ มีการประกาศปิดโรงเรียน

ส่วน “ในไทย”...คาดว่า “การระบาดใหญ่” น่าจะอยู่ช่วงเปิดเทอมเดือน พ.ค. โรงเรียนต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข หาก จำเป็นต้องหยุดเรียนก็ปฏิบัติตาม และเตรียมการเรียนสำรองล่วงหน้าไว้ เช่น เรียนออนไลน์ เมื่อถึงช่วงนั้นการสานความสัมพันธ์อันดีกับจีน ที่มีอยู่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อขอองค์ความรู้มาระงับโรคนี้...

ไม่ว่าจะเข้าสู่ระยะใด... “คนไทย” ต้องปฏิบัติตน มีระเบียบวินัย ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลในภาพรวม เพื่อเราจะผ่านสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปด้วยกัน...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาไวรัสโคโรน่าปิดเมืองพ.ร.ก.ฉุกเฉินประกาศเคอร์ฟิว

Most Viewed