ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : ตื่นตัวโควิด-19 ตื่นตูมไวรัสมรณะ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 มี.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

สถานการณ์การระบาดไวรัส “โควิด-19” ยังสร้างความวิตกประหวั่นใจ ยิ่งเมื่อหนุ่มวัย 35 ปีหนึ่งในผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียชีวิตรายแรกของประเทศไทย จากเนื้อปอดเสียหายหนักมาก

ประเด็นสำคัญน่าสนใจสะท้อนว่า...โรคนี้สามารถแพร่ได้ในคนที่ไม่มีอาการเลย หรือ...มีอาการน้อยได้ และ...แม้แต่ไม่มีโรคประจำตัวก็มีอาการวิกฤติได้เช่นกัน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บอกว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 มีลักษณะเฉพาะ โดยคนคนหนึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ในขณะไม่มีอาการใดๆเลยให้เห็น จนแทบไม่รู้เลยว่าสามารถแพร่เชื้อได้

...เป็นการแพร่เชื้อช่วงระยะฟักตัวก่อนมีอาการ เพราะจากข้อมูลในจีนพบว่า 1–2% ของคนไข้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือประมาณ 7 หมื่นกว่าคนไม่มีอาการบ่งบอกใดๆ

ทุกคนต้องตื่นตัวแต่อย่าตื่นตูม เตรียมรับมือป้องกันสถานการณ์ แง่มุมหนึ่งก็อย่าลืมประเด็นสำคัญถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “ผู้ป่วยจะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบ” ต่อสังคม?

รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา บอกว่า ย้อนอดีตไปเมื่อห้าปีที่แล้ว สภาวิชาชีพสาธารณสุข อันได้แก่ แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขและประธานคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะในขณะนั้นได้ร่วมลงนามในประกาศสำคัญหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของระบบสุขภาพไทยคือ “คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยและสร้างเสริมระบบสุขภาพของไทย ซึ่งประกาศตัวเต็มๆนั้นสามารถหาอ่านได้จากทุกสถานพยาบาลทุกแห่ง

ในประกาศดังกล่าวแยกเป็นเนื้อหาที่สำคัญสองส่วนคือ “สิทธิของผู้ป่วยในการเข้ารับการรักษาพยาบาล” และ “ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วยในการเข้ารับการรักษาพยาบาล”

ทั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างคำว่า “สิทธิและหน้าที่ของผู้ป่วย” เพื่อมิให้กระทบสิทธิของผู้ป่วยและญาติรายอื่นๆ รวมทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดการเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลอันจะทำให้ภาระไปตกอยู่ที่ผู้ให้การรักษาพยาบาลและสถานพยาบาลแต่ฝ่ายเดียว เหตุเพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีแต่การรณรงค์เรื่องสิทธิผู้ป่วย จนละเลยการสร้างความตระหนักรู้ในหน้าที่ ซึ่งต้องมาควบคู่กับสิทธิเสมอ...

การใช้สิทธิการรักษาอย่างไม่เหมาะสม การคิดแต่เรื่อง “ถูกใจ” โดยไม่สนใจเรื่อง “ถูกต้อง”

เช่นเรื่องการขอตรวจพิเศษโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่เหมาะสม การไม่ยอมลงนามรับทราบคำอธิบายขั้นตอนการรักษา การใช้ห้องฉุกเฉินแบบ “7–11” แบบนึกจะมาก็มา โดยไม่สนใจว่าผู้ป่วยที่ฉุกเฉินจริงๆต้องเสียโอกาสในการมีชีวิตรอด...การขอรับยามากๆโดยไม่สนใจความจำเป็นเพียงเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรง และเป็นบ่อเกิดของความไม่พอใจระหว่างผู้ป่วยหรือญาติ และผู้ให้การรักษาพยาบาล...หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขายบริการ”

ดังจะเห็นได้จากข่าวความรุนแรงในสถานพยาบาล ข่าวความแออัดหรือเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักจริงๆ...อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับดังกล่าวไม่ได้ออกมาด้วยความง่ายดาย เพราะมีอุปสรรคที่สำคัญคือมีความเคลื่อนไหวอย่างมากผ่านสื่อทุกช่องทางในขณะนั้น เพื่อต่อต้านทำนองไม่เห็นด้วยว่า “ทำไมผู้ป่วยต้องมีหน้าที่” หรือ “ผู้ป่วยต้องการแต่สิทธิ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่”...

รศ.นพ.เมธี ในฐานะที่ร่วมคณะอนุกรรมการในการจัดทำร่างประกาศดังกล่าว จึงไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งและบานปลายจนตกเป็นจำเลยของสังคม อันเนื่องจากการทราบข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และอาจนำสู่ความล้มเหลวในการออกประกาศในที่สุด จึงได้มีมติของสภาวิชาชีพด้วยการเปลี่ยนจากคำว่า “หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ป่วย” ไปเป็น “ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” แทน

ผ่านมาห้าปีถึงปัจจุบัน กาลเวลาได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่สภาวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ร่วมกันทำนั้น เป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องแล้ว พิสูจน์ได้จากปัญหาความแออัดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานพยาบาล ล้วนทำให้เกิดผลเสียต่อสวัสดิภาพของทั้งผู้ป่วย ญาติ บุคลากรในสถานพยาบาล...ปัญหาการใช้ห้องฉุกเฉินแบบตามใจฉัน

...ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรด้านสาธารณสุขมหาศาล เรื่อยมาจนถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสมรณะในขณะนี้ที่ทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัวว่าจะติดเชื้อมรณะ เพียงเพราะความไม่รับผิดชอบของใครบางคน แบบเหตุการณ์ “อาจูม่าที่เกาหลี” หรือ “คุณป้าคุณลุงที่ รพ.แถวๆดอนเมือง”

ทั้งนี้ หากกลับไปอ่านข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย...ข้อที่ 7.2) ผู้ป่วยต้องให้ข้อมูลด้านสุขภาพและข้อเท็จจริงต่างๆทางการแพทย์ที่เป็นจริงและครบถ้วนแก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ข้อ 7.3) ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ข้อ 7.4) ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสถานพยาบาล”

“จะเห็นว่าทั้งสามข้อนี้ล้วนแต่เป็นประเด็นสำคัญและสอดคล้องกับสถานการณ์การเกิดโรคระบาดร้ายแรงในขณะนี้ และยังสอดรับกับสิ่งที่ท่าน รมต.และท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเน้นย้ำในขณะนี้คือ การขอความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ...”

การให้ข้อมูลการเดินทางที่เป็นจริง การดูแลป้องกันตนเองด้วยวิธีการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” การใส่หน้ากากอนามัยในกรณีที่ท่านป่วยด้วยอาการไข้ไอน้ำมูกไหล การติดต่อบุคลากรสาธารณสุขเพื่อรับการตรวจในกรณีที่ท่านเป็นบุคคลเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรือได้รับเชื้อแล้วเป็นพาหะ...ก็เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด

...แต่อย่างไรก็ตามกลับมีกระแสตอบรับจากบุคคลบางกลุ่มที่นอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือแล้วยังทำในสิ่งตรงกันข้าม เช่น การปกปิดข้อมูล การเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่มีความเสี่ยงพร้อมด้วยการถากถางคนที่ร่วมมือว่ากลัวเกินเหตุ การกักตุนหน้ากากเพื่อโก่งราคาขายต่อ ทั้งนี้ ก็เพราะประกาศ “ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” นั้น ขาดสภาพบังคับ (ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย) และแม้ว่าท่าน รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะประกาศให้โรคนี้เป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องแจ้งความแล้วก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนทัศนคติไม่อาจทำได้เพียงชั่วข้ามคืน

เชื่อว่าคงมีคำแก้ตัว “ไม่รู้” “ไม่ได้ตั้งใจ” ตามมาอีกหลายกรณี...และหากหันกลับไปดู “พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ในหมวด 1 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ” ของประชาชนชาวไทย นอกเหนือจากบทบัญญัติว่าด้วยการให้บุคคลร่วมมือในการดำรงชีวิตให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพแล้ว กลับไม่มีบทบัญญัติใดๆเลยที่ “บังคับ (ด้วยการกำหนดบทลงโทษ)” ให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้ป่วย

สิ่งที่ระบุไว้ส่วนใหญ่คือ “สิทธิผู้ป่วย” โดยละเลย “หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ป่วย” ไปอย่างสิ้นเชิง...ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาด้วยการมีสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบกลับทำไม่ได้

ดังนั้น ขณะนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และในฐานะสภานายกพิเศษของทุกภาคีวิชาชีพด้านสุขภาพ จะทำการสังคายนาด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติและออกประกาศ “หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ป่วย”

เพื่อสร้าง “วัฒนธรรม” ที่ดีงามและเป็น “ประโยชน์” ต่อประเทศชาติสืบไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1โควิด-19ไวรัสโคโรนาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19การดูแลผู้ป่วยหน้ากากอนามัยไวรัสโคโรน่า

Most Viewed