หลังจากลุ้นกันมาพักใหญ่ ในที่สุด เอไอเอส ในฐานะผู้นำเครือข่ายดิจิทัลอันดับหนึ่ง ก็ประกาศความสำเร็จบทที่ 1 จากการชนะการประมูลคว้าคลื่น 5G จำนวนมากที่สุด ครบทั้ง 3 ย่านความถี่ ทั้ง 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz พร้อมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่จะค่อยๆ เผยโฉม ทั้งต่อลูกค้าผู้ใช้งานมือถือ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ 5G จะเข้าไปช่วยพลิกโฉม และนำไปสู่การยกระดับพร้อมเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย ความสำเร็จในวันนี้ของ เอไอเอส คือย่างก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง
คลื่นมากที่สุด ให้ประโยชน์มากกว่า
คุณปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส เปิดเผยถึงก้าวสำคัญในครั้งนี้ว่า ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าไปสู่ยุค 5G อย่างพร้อมเพรียงกันนี้ นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีของคนไทยและประเทศไทยที่ผู้ให้บริการเครือข่าย โดยเฉพาะ เอไอเอส รุดหน้าไปอย่างมากแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มทดสอบระบบ 5G มาตั้งแต่ปลายปี 2561 ซึ่งถือเป็นการเดินทางมาอย่างต่อเนื่องที่จะส่งผลต่อการเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างราบรื่นได้ โดยได้ร่วมทดลองทดสอบกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมหลัก อาทิ ภาคการผลิต ภาคขนส่ง ภาคคมนาคม ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่จะเข้าไปมีบทบาทมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
“เราตั้งใจอย่างยิ่งในการเข้าประมูลคลื่น 5G แบบเต็มบล็อกในทุกย่านความถี่ ทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง ย่านความถี่สูง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วยคลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2x15 MHz), 2600 MHz จำนวน 100 MHz และ 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมคลื่นความถี่ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่ เอไอเอส มีจำนวนมากที่สุด ก็ส่งผลให้ปัจจุบัน เอไอเอส กลายเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการ 4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz ไม่รวมความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์”
คุณปรัธนา ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า จากปริมาณคลื่นความถี่ที่มีก็เทียบได้กับมาตรฐานของผู้ให้บริการระดับโลก (World’s Best – In – Class) ที่ต่างเตรียมแบนด์วิธอย่างน้อย 100 MHz ขึ้นไปเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนสู่ยุค 5G ซึ่งนั่นเท่ากับว่า ผู้ให้บริการจะมีขีดความสามารถในการมอบบริการและโซลูชั่นคุณภาพที่ดีที่สุดมาสู่ผู้บริโภค ช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากย่านความถี่สูง (26 GHz) เท่านั้น แต่ผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนอยู่ในคลื่นความถี่กลาง (2600 MHz) ก็จะได้รับประสบการณ์ใหม่ที่เหนือขั้นขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตบเท้ามาเยือนของทัพสมาร์ทโฟนซึ่งรองรับ 5G ที่จะทยอยเผยโฉมออกมาสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คุณปรัธนา กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ คุณภาพการให้บริการในภาพรวมจาก 4G ปัจจุบันของ เอไอเอส ก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากจนผู้บริโภคสัมผัสได้เช่นกัน
วันนี้และวันพรุ่งนี้ จะดีกว่าแน่นอน
ความเป็นผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานการให้บริการระดับโลก (World’s Best – In – Class) ของ เอไอเอส ในวันนี้นับได้ว่าคือความจริงที่น่าภาคภูมิใจ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า การมีแบนด์วิธอย่างน้อย 100 MHz ขึ้นไป ตามมาตรฐานของผู้ให้บริการระดับโลก จะส่งผลให้ เอไอเอส มีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ออกแบบโซลูชั่นต่างๆ มาตอบสนองผู้ใช้บริการกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังออกแบบบริการให้สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย
“ในภาพรวมของเครือข่าย AIS 5G จะมีความเร็ว Speed ที่สูงกว่าถึง 24 เท่า และมีขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน Capacity ที่มากกว่าถึง 30 เท่า ขณะที่มี Latency ต่ำกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทำให้สัมผัสได้ถึงความเร็ว แรง เสถียร เหนือระดับยิ่งกว่าใคร นอกจากนี้ด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี 5G นั้น 3GPP ซึ่งเป็นหน่วยงานตามข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานทางเทคนิค ระบุว่าคลื่น 700 MHz จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดที่จำนวนเต็ม 30 MHz (2x15 MHz) ในขณะที่ คลื่น 2600 MHz ต้องมีจำนวน 100 MHz ส่วนคลื่น 26 GHz ต้องมีจำนวน 400 MHz ต่อ 1 Block จึงจะสามารถใช้งาน 5G ได้เต็มประสิทธิภาพ นั่นคือที่มาถึงความตั้งใจของเราในการเข้าประมูลย่านความถี่เพิ่มในครั้งนี้นั่นเอง”
หากมองในแง่ของการดำเนินธุรกิจแล้ว การชนะการประมูลโดยคว้าคลื่น 5G จำนวนมากที่สุด ที่ครบทั้ง 3 ย่านความถี่ ทั้ง 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz ของ เอไอเอส ในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนไปข้างหน้าเหนือชั้นขึ้น แม้จะเป็นความท้าทายอยู่ไม่น้อย ทว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่ที่ผู้บริโภค ผ่านประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับ ในขณะเดียวกันแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งขยายการใช้งาน 5G ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบทบาทต่อการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พื้นที่ EEC ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำในพื้นที่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง อมตะนคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา เป็นต้น ก็ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาชาติอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าผู้บริโภคเองก็จะค่อยๆ เห็นประโยชน์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง วันนี้ เอไอเอส ได้เริ่มเปิดสัญญาณ 5G เป็นรายแรก เพื่อทดลองทดสอบ 5G บนคลื่นความถี่ 2600 MHz บนเครือข่ายจริง ณ สถานที่จริง อาทิ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ แยกอโศก รวมถึงเขตภูมิภาคทั่วประเทศ
การประกาศความสำเร็จบทที่ 1 ของ เอไอเอส ในครั้งนี้ จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสู่การพลิกโฉมโลกดิจิทัลของไทย ไม่เพียงแค่ประสบการณ์ที่เหนือชั้นกว่า แต่ยังหมายถึงความก้าวหน้าของประเทศด้วยเช่นกัน