ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    สกู๊ปหน้า 1 : กำพล วัชรพล ต้นแบบ เรียนรู้..วิชานอกตำรา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ก.พ. 2563 05:01 น.
    SHARE

    เป้าหมายในการสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยานั้น “กำพล วัชรพล” ต้องการให้เด็กไทยได้รับ “การศึกษาที่เท่าเทียมกัน” โดยเฉพาะเด็กในถิ่นทุรกันดาร ที่บางแห่งนักเรียนไม่มีอาหารกลางวัน โรงเรียนอยู่ไกลบ้าน ต้องเดินเท้า พายเรือทวนน้ำ จึงตั้งใจสร้างโรงเรียนให้ใกล้บ้านเด็กไปแล้ว 111 แห่งทั่วประเทศ

    เพื่อให้โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ที่เป็นจุดพึ่งพิงของเด็กห่างไกลด้อยโอกาส เพราะเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนในพื้นที่บนดอย ทำให้เด็กไม่ต้องเสียโอกาสทางการศึกษาอีกต่อไป...

    และตั้งมูลนิธิไทยรัฐ เพื่อดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เมื่อปี 2532 ในการส่งเสริมการศึกษาหลายด้าน ทั้งการจัดวิทยากรฝึกอบรมปฏิบัติการให้ครูโรงเรียนนี้ทั่วประเทศ และให้โอกาสผู้บริหาร คุณครู นักเรียน ศึกษาดูงานการศึกษาในต่างประเทศ มีการจัดประกวดวิทยานิพนธ์ดีเด่น สาขาการสื่อสารมวลชนระดับบัณฑิตศึกษา

    เพราะเชื่อว่า “การศึกษา” มีความสำคัญที่สุด สามารถช่วยขัดเกลาจิต ความสำนึก ให้เป็นผู้เจริญทางปัญญา ในการพัฒนาตนเองแล้ว ที่ยังส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศได้ด้วย

    ด้วยเหตุผลงานด้านต่างๆนี้ และคุณงามความดีนี้ องค์กรด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส มีมติให้ประกาศยกย่อง...“กำพล วัชรพล” อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นบุคคลสำคัญของโลก...

    วันที่ 27 ธ.ค.2562...“ครบรอบ 100 ปี ชาตกาล กำพล วัชรพล” มีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ชีวิต กำพล วัชรพล ชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทย” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ระบุบางตอนว่า ทิศทางการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น มี 3 ประเด็น ขอยกตัวอย่างขึ้นมา คือ ประเด็นที่หนึ่ง...เรื่องศักดิ์ศรี และศักยภาพความเป็นมนุษย์ของคนเล็ก คนน้อย คนยาก...คนจน หรือผู้ด้อยโอกาส จนทำให้ประเทศเกิดความอ่อนแอ

    เพราะสังคมไทยแฝงเต็มด้วย “มายาคติ” ในความคิด ความเชื่อ ทำให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสนี้ต้องเกิดความรู้สึกด้อยศักดิ์ศรี และด้อยศักยภาพความเป็นมนุษย์ เสมือนถูกจองจำในคุก...ไม่เห็นหนทางแสงสว่าง...

    แต่คุณกำพล วัชรพล ไม่ยอมอยู่ในความเป็นมายาคตินั้น แม้ว่ามีฐานะยากจน มีการศึกษาน้อย กลับสร้างให้ตัวเองประสบความสำเร็จสูงสุด ที่คู่ควรเป็นต้นแบบกระตุ้นจิตสำนึกให้กับคนทั้งประเทศ ให้รู้จักพลังศักดิ์ศรี... พลังของศักยภาพความเป็นมนุษย์ ในความสามารถกระทำสิ่งที่ดีได้เช่นกัน

    ประเด็นที่สอง...การปฏิรูปมโนทัศน์การศึกษา ที่เคยปฏิบัติมาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เพราะมองเห็นว่าการศึกษาไทยในรอบร้อยปีมานี้ ใช้มโนทัศน์ที่ผิด จนประเทศอ่อนแอ เน้นการท่องวิชาที่นำเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เรียนวิชาอะไร สอบวิชาอะไร เรียนจบได้ปริญญาวิชาอะไร

    หากเปรียบเทียบกับการเรียนรู้ของ “กำพล วัชรพล” ที่ได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์ และความเป็นจริงของชีวิต มีความต่างจากเรียนในตำรา ซึ่งตรงหลักการทางพุทธศาสนา ตามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยพูดไว้ว่า ชีวิตกับการศึกษาต้องเคียงคู่ไปด้วยกัน

    ปัจจุบันการศึกษานี้กลับแยกส่วน...ชีวิตเป็นอย่าง และการศึกษาก็ไปทางหนึ่ง ตามหลักพุทธศาสนา...อะไรคิดแบบแยกส่วน มักนำไปสู่วิกฤติเสมอ ดั่งการศึกษาไทย เน้นการท่องวิชา ไม่ได้เน้นความจริงของชีวิต และสังคม ทำให้ร้อยปีนี้ หรือคน 4-5 รุ่นเจเนอเรชันที่ผ่านมา ที่เทียบเท่าคนไทยทั้งประเทศ ไม่รู้ความจริงของชีวิต

    เพราะฉะนั้น...บุคคลจบการศึกษาแบบรู้วิชา ไม่รู้ความจริงชีวิต มักทำอะไรไม่ถูก เมื่อมีตำแหน่งในราชการ ก็ทำไม่ถูก เพราะไม่รู้ความจริง

    คนโบราณ หรือผู้รู้โบราณ แบ่งระดับของสติปัญญาไว้ 6 ระดับ... เริ่มจากต่ำสุด...ระดับที่ 1 “จำ” คือ การท่องจำให้ได้ เหมือนการศึกษาเมืองไทย ระดับที่ 2 “ใจ” หมายถึง ความเข้าใจ ระดับที่ 3 “ใช้” มีระดับสูงขึ้นมาอีก หมายถึง การเข้าใจ จนสามารถทำเป็น และระดับที่ 4 “วิ” คือ สามารถวิเคราะห์ได้ถูกต้อง

    ในระดับที่สูงขึ้น...ระดับที่ 5 “สัง” หมายถึง สังเคราะห์ให้เห็นภาพรวมสู่การแก้ไข และระดับ 6 “ประ” คือ ประเมินสู่ตัดสินใจ ซึ่งการศึกษาไทย มักอยู่ที่ “ท่องจำ” มีระดับสูงสุด...วิเคราะห์เท่านั้น แต่การศึกษา “กำพล วัชรพล” ไปถึงระดับสูงสุด คือ ขั้นประเมินตัดสินใจ ในการวิเคราะห์ ความคุ้มค่า ประเมินตัดสินใจเชิงนโยบาย

    “ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ ไม่ใช่ปฏิรูปเฉพาะองค์กรอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูปมโนธรรม หรือนำฐานชีวิตสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้งด้วย...” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ ว่า

    หากมองมุม...พระไตรปิฎกมักพบคำว่า “หงายของที่คว่ำ” หรือภาษาบาลี “อุตตานีกะโรติ” เมื่อพุทธองค์แสดงธรรมเสร็จสิ้น มักมีคำอุทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงธรรมแจ่มแจ้งนัก เหมือนจุดเทียนขึ้นในที่มืด เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนที่หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด

    ย้อนกลับมาดู “การศึกษาไทย”...ที่ผ่านมาเป็นแบบ “คว่ำ” ถูกครอบไว้ มีนักเรียน ครู ในห้องท่องหนังสือกัน ลักษณะแบบไม่เห็นเดือน... เห็นตะวัน ที่ไม่รู้ความจริงต่างๆ หากหงายของที่คว่ำ เปิดระบบการศึกษาให้ไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นได้ ที่เคยเป็นระบบปิดไม่มีการปฏิรูปมโนทัศน์นี้

    แต่กลับหันไปพูดถึงเรื่องการพัฒนาคุณภาพครู นักเรียน เรื่อยๆไป ก็ไม่เกิดความสำเร็จขึ้นได้แน่นอน ต้องเริ่มปฏิรูปมโนทัศน์ เพราะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในการจัดการศึกษา ก่อให้เกิดทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ

    ในการช่วยอธิบายธรรมชาติ กระบวนการเรียนรู้ที่ดี นำสู่การสอนมีทิศทางเป้าหมายเหมาะสม สามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ประชาธิปไตย จิตใจ วัฒนธรรม

    ยกตัวอย่าง...โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย จ.ศรีสะเกษ เคยนำเอาการศึกษาแบบวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้นักเรียนไม่สนใจ จนมีการปรับเปลี่ยนนำเอารูปแบบการเรียนชีวิตจริงเป็นตัวตั้งแทน...ทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนคึกคัก มีความสุขขึ้น

    อีกทั้งที่แล้วมา...มีการนำรูปแบบการศึกษา ปรับเปลี่ยนเป็นการใช้เงินใช้ทอง มาช่วยในการส่งเสริมการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ทำให้การศึกษาเกิดความไม่ทั่วถึงกันด้วย

    ประเด็นที่สาม...ภาคธุรกิจ เพื่อการพัฒนา เพราะภาคธุรกิจพูดถึงบุคคลเรียนจบใหม่ มักทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ สาเหตุเรียนมาแบบท่องจำ หากย้อนดูสถานประกอบการทั่วประเทศราว 4 แสนแห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จมากมาย เพราะผู้บริหารมากด้วยประสบการณ์ ทำงานด้วยความอดทน มีความรับผิดชอบสูง

    หากใช้สถานประกอบการนี้ในการฝึกอบรมให้กับนักเรียน นักศึกษา ควบคู่กับการเรียนไป...ทำงานไป และมีรายได้ไปด้วย ก็สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการ ได้บุคลากรทำงานราคาถูก และนักเรียนก็ฝึกประสบการณ์จริง ที่ไม่เป็นการท่องจำในห้องอย่างเดียว ทำให้มีงานทำไปในตัว มีรายได้เกิดขึ้น

    เพราะมีหน่วยงานวิเคราะห์...ใน 5 ปีนี้ คนที่มีงานทำอยู่จะตกงาน เพราะการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในสถานประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้หลักสูตรการศึกษาไม่สามารถปรับตัวได้ทัน วิธีการแก้ไข คือ ทำ Work–based learning คือ การเรียนรู้โดยการใช้การทำงานเป็นฐาน หากไม่ปรับตัวก็เจ๊ง...

    สุดท้ายนี้...ชีวิตของคุณกำพล วัชรพล เป็นตัวอย่างให้เรียนรู้ได้ในหลายมิติ และช่วยชี้ทิศทางอนาคตประเทศไทย ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ ผู้ถือเอาประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เป็นคนใจกว้าง โอบอ้อมอารี เป็นแบบอย่างของผู้นำ ตอบแทนสังคมด้วยการส่งเสริมการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน...

    จนองค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็น...บุคคลสำคัญของโลก...ไปตลอดกาล.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1กำพล วัชรพลเรียนรู้วิชานอกตำราการศึกษาที่เท่าเทียมกันเด็กในถิ่นทุรกันดารสร้างโรงเรียนมูลนิธิไทยรัฐการศึกษา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 09:09 น.