ไลฟ์สไตล์
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : เมนูสัตว์เปิบพิสดาร เสี่ยงเจอไวรัสโคโรนา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ก.พ. 2563 05:01 น.
SHARE

ทีมวิจัยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมทีม 20 กว่าชีวิต ถอดรหัสพันธุกรรมของโรคอุบัติใหม่ ใน “ค้างคาว” จัดทำฐานข้อมูลไว้ จนสามารถนำมาสู่การไขปริศนาของ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019”...

หลังได้รับเสมหะและสารคัดหลั่งในโพรงจมูก คอหอยของผู้ป่วยจีนรายแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2563 และได้นำมาตรวจหาสาเหตุการป่วยด้วยวิธีพิเศษ มีเป้าหมายมุ่งไปในไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนา และอินฟลูเอนซา ที่ทำให้เกิดไข้หวัด ปรากฏว่า มีผลเป็นบวกเฉพาะ “ไวรัสโคโรนา” ส่วน “ไวรัสอินฟลูเอนซา” กลายเป็นลบ

ข่าวแนะนำ

ก่อนนำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม “เชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา” มีต้นตอมาจาก “ค้างคาว” มีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อ “โรคซาร์ส” ทำให้ทราบผลว่า...“โคโรนาไวรัส 2019” มีต้นตอเชื้อโรคมาจาก “ค้างคาว” สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนได้...

ในโคโรนาไวรัสนี้...สามารถติดต่อสู่คนใน 7 ชนิด ใน 4 ชนิด...มีอาการโรคหวัด ส่วนอีก 2 ชนิด...“ไวรัสกลุ่มเบต้า” คือ โรคเมอร์ส โรคซาร์ส ที่มีความรุนแรง และล่าสุด...คือ “โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” มีผลต่อปอด ทำให้เกิดการอักเสบ มีลักษณะอาการเหมือนหวัดทั่วไป สามารถติดต่อทางทางเดินหายใจ

สำหรับผู้ป่วยรุนแรงอาจมีอาการปอดอักเสบ ปอดบวม ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว แต่ความรุนแรงของโคโรนาไวรัส 2019 ถือว่า มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคเมอร์สและโรคซาร์ส...

ทำให้คนทั้งโลกกำลังหวาดผวา “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” หรือที่เรียกกันว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” มีจุดกำเนิดการระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ยังคงทวีความรุนแรง

มีผู้ติดเชื้อและผู้ต้องสงสัยรวมกันเป็นหมื่นราย และคร่าชีวิตคนเกือบสองร้อยราย...

และลุกลามแพร่ระบาดติดต่อไปในหลายประเทศ ทั้ง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา เวียดนาม เนปาล กัมพูชา ศรีลังกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ส่วนความเคลื่อนไหวที่ประเทศไทย...เริ่มจากมีผู้ป่วย 14 ราย ติดมาจากต่างประเทศ แต่อาการไม่รุนแรง รอรักษาจนไม่พบเชื้อก็อนุญาตกลับได้ ทำให้ยกระดับการตรวจคัดกรองผู้โดยสารสนามบิน 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ต้องยกระดับ 3... “การเตือนภัยโรค” ผู้เดินทางหลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีการระบาด

ในการแพร่ระบาด “โคโรนาไวรัส” ถูกมองถึงสาเหตุมาจากการสัมผัสในเรื่องบริโภคสัตว์ป่า เมนูแปลก ถือว่าเป็นภัยคุกคามหลากหลาย

มีโอกาสทำให้เกิดโรคระบาดติดต่อเกิดจากสัตว์ที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรงได้นี้ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หน.ศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า...

หากพูดถึง...“ตระกูลโคโรนาไวรัส” มีหลายชนิดที่เกิดขึ้นมากมายในสัตว์ต่างๆ แต่สัตว์มีเชื้อไวรัสชนิดนี้สะสมมาก คือ “ค้างคาว” เชื่อว่า...ในตัวมีรังเฉพาะกักเก็บ “โคโรนาไวรัส” มีการพัฒนากลายพันธุ์ขึ้นมาต่อเนื่องกลายมาเป็น “โคโรนาไวรัส 2019” และ “เจ้าค้างคาว” ก็มีแหล่งอาศัยอยู่ทุกมุมของโลก

ชนิดที่สอง...“โรคไวรัสอีโบลาหรือไข้เลือดออกอีโบลา” มีการยืนยันถึง “ค้างคาวกินผลไม้” ที่เป็นพาหะนำโรคนี้ เมื่อสัมผัสเลือดหรือสารน้ำในร่างกายค้างคาว 3 สัปดาห์ จะมีอาการ มีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงสามารถเสียชีวิตได้

ชนิดที่สาม...“ไวรัสนิปาห์” สามารถติดเชื้อไวรัสจากการสัมผัส หรือกินวัตถุปนเปื้อนปัสสาวะอุจจาระ หรือน้ำลายค้างคาว ที่เป็นพาหะสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็มีอาการป่วยคล้ายอาการของไข้หวัด

มีลักษณะไข้สูง อาการทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นโคม่า และเสียชีวิตในที่สุด มีผู้ป่วยติดไวรัสนี้มีอัตราเสียชีวิตประมาณร้อยละ 40

ชนิดที่สี่...“ค้างคาว” เป็นพาหะ “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่มีค้างคาวเป็นพาหะจากรอยข่วน แผลกัดเล็กน้อยเชื้อไวรัสจะแพร่อย่างรวดเร็ว ซึ่งพบผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าจากค้างคาวในสหรัฐฯ เกิดจากรอยข่วนของค้างคาวแทบไม่เห็นแผล แต่ผู้ป่วยก็เสียชีวิตทุกราย

ดังนั้น “ค้างคาว” ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีเชื้อโรคอยู่ในตัวมากมาย มีโอกาสกระโดดจากสัตว์สู่คนได้ง่าย มีทั้งสามารถแพร่เชื้อโรคจากค้างคาวสู่คนโดยตรง หรือการแพร่เชื้อไวรัสผ่านสัตว์ตัวอื่น เป็นสื่อกลาง นำพาหะเชื้อไวรัสมาสู่คนได้ ส่วนใหญ่มักเป็นสัตว์กลุ่มเลี้ยงลูกด้วยนม

ยกตัวอย่าง การระบาดไวรัส มีสัตว์อื่นเป็นสื่อกลางมาสู่คน...“โรคซาร์ส” ที่เคยระบาดก็มี “ค้างคาว” เป็นต้นตอพาหะ ให้ “อีเห็น” นำมาสู่คน เช่นเดียวกับ “โรคเมอร์ส” ก็มี “ค้างคาว” นำพาหะให้กับ “อูฐ” และนำมาสู่คน ในส่วน “กระจายไวรัส” สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัส และการรับประทาน

ประเด็นต่อมา...การปรุงสุกช่วยฆ่าเชื้อไวรัสได้ เรื่องนี้ก็ถูกต้อง เพราะความร้อนสามารถทำลายเชื้อไวรัสให้ตาย แต่ผู้ติดเชื้อไวรัสมักรับประทานในช่วงไม่สะอาด ในเมืองไทยมีบางคนชอบปรุงรับประทาน “ก้อยค้างคาวแบบสดๆ” ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดและอันตรายต่อการติดเชื้อไวรัสอย่างมาก

อย่าลืมว่า...การกินค้างคาวแบบนี้ แม้จะกินแบบเนื้อสุก หรือเนื้อไม่สุกก็มีโอกาสได้สัมผัส ทั้งในเลือด น้ำลาย และเครื่องในที่เป็นสารคัดหลั่ง สามารถติดเชื้อไวรัสได้ ตั้งแต่การจับค้างคาว และการชำแหละ ที่เชื้อไวรัสมีการสะสมอยู่

จริงๆแล้ว...ตามธรรมชาติ “ค้างคาว” เมื่อเกิดมาก็มักจะมีไวรัสถูกสร้างมาควบคู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะมีเซลล์จำเพาะหรือเซลล์ภูมิคุ้มกันพิเศษ ในการป้องกัน ทำให้ตัวค้างคาวไม่มีอาการเจ็บป่วย หรือผลกระทบใด แต่มนุษย์กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือสัมผัสค้างคาวกันเอง จนเกิดการติดไวรัสที่เกิดขึ้นนี้

ในมุมลึก...ความอันตรายของค้างคาวที่มีโคโรนาไวรัส สามารถพัฒนากลายพันธุ์กระโดดมาสู่คนได้เสมอ ที่ผ่านมาในประเทศไทย ก็มีการสำรวจโรคในค้างคาวมานานหลายปี

ทำให้มีข้อมูลเบื้องต้นว่า...ในค้างคาวประจำท้องถิ่นมีเชื้อโรคอะไรบ้าง แต่ต้องมีการศึกษาพัฒนาอัปเดตข้อมูลมากกว่าเดิม เพราะเชื้อไวรัส ก็มีการพัฒนากลายพันธุ์อยู่ตลอดเช่นกัน

“โดยเฉพาะโคโรนาไวรัส 2019 ที่มีการกลายพันธุ์จากค้างคาว ด้วยการพัฒนาคุณสมบัติบางชนิดพิเศษ เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ไวรัสสามารถปรับตัว เพื่อให้จับเกาะกับเซลล์ของคนได้ กลายเป็นการติดเชื้อขึ้น เพราะในไวรัสทั่วไปมักไม่เกาะผิวเซลล์ของคนได้” ผศ.นพ.โอภาสว่า

สิ่งที่น่าสนใจ...“คนไทย” นิยมชมชอบเมนูอาหารแปลกกันมาก ที่มีโอกาสนำ ไวรัส เชื้อโรค หรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ก็มีผู้ป่วยเข้ามารักษาด้วยอาการหลอดเลือดแดงใหญ่ช่องท้องอักเสบ สาเหตุจากการรับประทาน “ตัวเงินตัวทอง” จนติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดตามมา...

อีกทั้งกลุ่มที่ชอบกินดีงูหรือเลือดงูแบบสดๆ มีโอกาสนำแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกายติดเชื้อในกระแสเลือดได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอุ้งตีนหมี หางเสือ ที่คิดกันเองว่า “เป็นยาโด๊ป” แท้จริงแล้ว...ไม่มีประโยชน์ใดๆ เป็นเพียงสารอาหารโปรตีน และไม่มีสรรพคุณบำรุงสมรรถภาพทางเพศอะไรทั้งสิ้น

ซ้ำร้าย...ยังมีโทษอันตรายในการเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียมากมาย จากการกินกันแบบไม่สุก ทั้งสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ทำให้เกิดการติดเชื้อเป็นไข้และหูดับ หูหนวก และยังมีพยาธิหลายชนิด เช่น พยาธิทริคิเนลลา ไชไปตามร่างกายขึ้นตาจนตาบอด หรือขึ้นสมองเป็นไข้สมองอักเสบ อาจเสียชีวิตได้

แม้แต่เชื้อแอนแทร็กซ์ในสัตว์ป่าเท้ากีบ หรือสัตว์ป่ากินหญ้าเกือบทุกชนิด

นี่คือคำเตือน...สำหรับผู้นิยมชอบ “กินเมนูแปลกๆ” หากไม่หยุดรับประทาน ก็มีโอกาส ติดเชื้อไวรัส เชื้อโรค แบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกาย กลายเป็น “โทษภัยไข้เจ็บ” เกิดขึ้นกับตัวเองตามมาได้เสมอ...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสโคโรนาสกู๊ปหน้า 1ค้างคาวโรคระบาดพาหะนำโรคโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2563 เวลา 01:55 น.