กรมฝนหลวง เร่งพัฒนาเทคโนโลยี ทำฝน-สืบสาน-รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา

ข่าว

    กรมฝนหลวง เร่งพัฒนาเทคโนโลยี ทำฝน-สืบสาน-รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา

    ไทยรัฐออนไลน์

    4 ก.พ. 2563 18:42 น.

    ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่ง ศึกษา 5 ด้าน สืบสาน-รักษา-ต่อยอดศาสตร์พระราชา พัฒนาเทคโนโลยีทำฝน สู้ภาวะโลกร้อน อากาศแปรปรวนทั่วโลกให้ครอบคลุมทุกมิติ 


    วันที่ 4 ก.พ. ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯได้มีการศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดผลสูงสุดในทุกการขึ้นปฏิบัติการ เนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้เปลือกโลกร้อนมากขึ้น ส่งผลต่อปัจจัยหลายๆด้านไม่เอื้อต่อการขึ้นปฏิบัติการในทุกครั้ง ทำให้ต้องแสวงหาความร่วมมือในการช่วยกันสานต่อศาสตร์พระราชาฝนหลวง ในการทำฝนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและการลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งภัยทั้งจากพายุลูกเห็บ หรือหมอกควัน และฝุ่นพิษ

    “ภาวะโลกร้อน ทำให้เปลือกโลกร้อน และส่งผลให้ฐานเมฆลอยสูง เมื่อฝนตกลงมาหากเม็ดฝนเล็ก หรือฝนตกไม่มากเมื่อลงมาเสียดสีกับอากาศร้อนก็จะระเหยไม่สามารถตกลงมาเป็นเม็ดฝนถึงผิวดินได้ เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการศึกษาจะมาช่วยผลักดันในการทำฝน การศึกษาบางเรื่องทำโดยกรมฯเอง และบางโครงการได้ศึกษาร่วมกับสถาบันทางวิชาการหลายๆ แห่ง โดยจะพยายามศึกษาทุกด้านเพื่อเสริมศักยภาพของการปฏิบัติการให้มากขึ้น เพื่อให้ฝนหลวงได้ยังประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากที่สุด สมดั่งพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง” อธิบดีกรมฝนหลวง กล่าว...

    ดร.สุรสีห์ กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวง ได้มีการศึกษาในหลายด้าน ประกอบด้วย 1.สารทางเลือก โดยร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อช่วยเสริมศักยภาพในการขึ้นทำฝน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้น ซึ่งความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมในการทำฝน คือ ต้องมากกว่า 60% ขึ้นไป ดังนั้นการพัฒนาสารทางเลือกก็คือการพัฒนาให้เกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ ที่กรมฯใช้ในการทำฝน สามารถใช้ทำฝนในความชื้นที่น้อยกว่า 60% ได้ เนื่องจากสภาพอากาศของโลกและของไทยมีแนวโน้มที่ความชื้นลดลง ซึ่งขณะนี้ผลการศึกษาอยู่ระหว่างทดลอง และในปี 2563 จะเริ่มทดลองในการปฏิบัติการจริง   

    2. การศึกษาแบบจำลองสภาพอากาศ กรมฯได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามและประเมินสภาพภูมิอากาศสำหรับการบริหารจัดการน้ำ กับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ทั้งนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ และการตรวจอากาศชั้นบนระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบติดตามและประเมินสภาพอากาศสำหรับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

    3. การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ร่วมกับกองทัพอากาศ เพื่อใช้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงในสภาพอากาศปิด ซึ่งท่าอากาศยานไม่อนุญาตให้เครื่องบินขึ้นบิน หรือในเขตพื้นที่ชายแดนที่อาจมีปัญหาในการขึ้นบินปฏิบัติการ จะสามารถใช้เครื่อง UAV ขึ้นทำการแทนได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วงชิงสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการทำฝน เพราะบางครั้งอาจจะไม่ทันกับเมฆที่กำลังก่อตัว จากทิศทางลมหรือลอยข้ามเขตแดนประเทศอื่น ทั้งนี้คาดว่าในปี 2563 จะสามารถทดลองใช้ได้

    4. การร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พัฒนาจรวดฝนหลวง ซึ่งได้ร่วมมือกันมา 3 ปีแล้ว ขณะนี้อยู่ในการทดลองปฏิบัติการจริง โดยจะใช้ยิงใส่เมฆในระดับความสูง 2 หมื่นฟุต เพื่อปฏิบัติการสลายลูกเห็บซึ่งในเรื่องนี้กำลังพัฒนาจรวดใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา เพื่อลดความกังวลของประชาชน กรณีจรวดจะตกสู่พื้นแม้ว่าจะมีการติดร่มแล้วก็ตาม

    5. กรมฝนหลวงฯ ได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการศึกษารูปแบบของเมฆชนิดต่างๆ ที่เหมาะกับการทำฝน เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ในการค้นหาและจดจำลักษณะของเมฆ ทั้งนี้เพื่อช่วยเสริมศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำฝน เนื่องจากนักวิทยาศาตร์บางคนอาจจะขาดประสบการณ์หรือเพิ่งเข้ามาทำงาน จะได้มีเครื่องมือช่วยเหลือ โดยได้ทำการศึกษามาแล้ว 2 ปี และคาดว่าในช่วงเดือน มี.ค. 2563 จะเริ่มทดลองใช้ อีกทั้งอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยบรรยากาศในชั้นบนโดย AI เพื่อช่วยในการพยากรณ์อัตราที่เมฆจะเกิดฝน โดยจะเริ่มศึกษาในปีงบประมาณ 2563
    “นอกจากความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างสถาบันในประเทศแล้ว กรมได้ร่วมมือกับหลายประเทศในการศึกษาพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีการทำฝนอีกด้วย เช่น กลุ่มประเทศในอาเซียน ได้แก่ จีน มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เพื่อช่วยลดผลกระทบขาดแคลนน้ำ”

    การเดินหน้าพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการทำฝนหลวงทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในมิติต่างๆ ล้วนยึดพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ต้องการให้ศาสตร์ของพระองค์ ได้สร้างประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีโดยไร้พรมแดน จึงมิใช่เรื่องแปลกสำหรับคนไทยที่ยามทุกข์ร้อนขาดแคลนน้ำหรือมีปัญหาภัยแล้ง ทุกคนจะคิดถึงพระองค์ พระบิดาแห่งฝนหลวง.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      วิดีโอแนะนำ

      แม่ลุ้นมาก! ส่งลูกไปโรงเรียนวันแรก โล่งอกโล่งใจ แต่ตอนรับกลับแม่ต้องกุมขมับ
      04:22

      แม่ลุ้นมาก! ส่งลูกไปโรงเรียนวันแรก โล่งอกโล่งใจ แต่ตอนรับกลับแม่ต้องกุมขมับ

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันพุธที่ 18 พฤษภาคม 2565 เวลา 20:31 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์