ข่าว
100 year

สกู๊ปหน้า 1 : เมืองไทยอู่ข้าวอู่น้ำ บูรณาการบิ๊กดาต้า

ไทยรัฐฉบับพิมพ์3 ม.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอมคนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”

ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกกูแวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2536

ตอกย้ำ “ประเทศไทย”...ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น...ประเทศเกษตรกรรม เมือง “อู่ข้าวอู่น้ำ” จำเป็นต้องก้าวให้ทันกระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง นอกจากไม่ทิ้งวิถีชีวิตชาวนา เกษตรกรนับเนื่องจากในอดีตที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว ยังต้องสานต่อไม่ให้แปรเปลี่ยนจบหายไป หรือ...พ่ายแพ้ชาติใดในโลก

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อาจเป็นข่าวดีเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่รับปี 2563 พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ...“สร้างมิติใหม่ บิ๊กดาต้า (Big Data) ด้านเกษตร”

อลงกรณ์

บันทึกช่วยจำ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า
การลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้ง 9 กระทรวงกับอีก 1 หน่วยงาน

ร่วมกันสร้างมิติใหม่ของ “วงการเกษตร” สู่ “ดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0”

โดยร่วมกันพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยมาตรฐานเดียวกันสู่รัฐบาลดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

มุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร ด้วยฐานข้อมูลด้าน “การเกษตรอัจฉริยะ”

กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายการจัดทำ “บิ๊กดาต้า” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2559 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นผู้ดำเนินการหลักและพัฒนาต่อยอดสู่โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติในปีนี้

เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลด้านการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆในกระทรวงเกษตรฯ และอีกจาก 8 กระทรวง และ 1 หน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ประกอบด้วย... กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอนันต์ สุวรรณรัตน์) เป็นผู้ลงนามร่วมกับผู้บริหารอีก 9 กระทรวง

ความร่วมมือของแต่ละหน่วยงานคร่าวๆ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ...จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ซึ่งเป็นข้อมูลต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลทางด้านการเกษตรอื่นๆที่จำเป็น โดยมี กระทรวงพาณิชย์...สนับสนุนข้อมูลสารสนเทศด้านการตลาด

กระทรวงการคลัง...สนับสนุนข้อมูลด้านการเงิน แหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...สนับสนุนข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และข้อมูลพื้นที่ป่าไม้

ขณะที่ กระทรวงอุตสาหกรรม...ให้การสนับสนุนข้อมูลสารสนเทศด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรที่สำคัญ โรงงานและแหล่งที่ตั้ง กระทรวงสาธารณสุข ...สนับสนุนข้อมูลการใช้ผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในโรงพยาบาล เพื่อสร้างความปลอดภัยทางด้านอาหาร และขับเคลื่อนเพื่อยุติการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตราย

ส่วน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม...กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) จะเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาในการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ สนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่า...หัวใจสำคัญของความร่วมมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องมาจากทั้ง 10 กระทรวงหัวเรี่ยวหัวแรงหลักข้างต้นที่มีความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ตลอดจนข้อมูลต่างๆในโซเชียลมีเดีย เพื่อนำมาวิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องตลอด ...“ห่วงโซ่ภาคเกษตร”

ทั้งด้านเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้านสินค้า ด้านทรัพยากรเกษตร กระทั่งนำมาจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติต่อไป...ยึดหลัก “การตลาด” นำ “การเกษตร”

ระพีภัทร์

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ย้ำว่า การขับเคลื่อนใน ระยะแรก จะผลักดันฐานข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญ 5 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา

รวมทั้งฐานข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร และจะขยายเพิ่มอีก 8 สินค้า...ให้ครบ 13 สินค้า ภายในเดือนมกราคมปี 2563 รวมทั้งขยายฐานข้อมูลด้านปศุสัตว์และประมงในระยะต่อไป

ปัจจุบัน ทุกท่านสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ http://agri–bigdata.org และระยะถัดไป จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูล 10 กระทรวง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

“วันนี้ สศก.อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการบิ๊กดาต้า (Big Data) ด้านการเกษตร โดยมีแนวทางการจัดตั้งเป็นหน่วยงานในสังกัด สศก. เทียบเท่าศูนย์...สำนัก และเตรียมความพร้อมบุคลากรประจำศูนย์เพื่อปฏิบัติงาน...ให้บริการข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร รวมถึงผู้สนใจทั่วไป”

ระพีภัทร์ เลขาฯ สศก.มั่นใจว่า โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติจะเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันยกระดับการพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน รวดเร็ว แม่นยำ โดยใช้ระบบเอไอ (AI)...ให้บรรลุเป้าหมาย

ตามนโยบายขับเคลื่อนการเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 ซึ่งจะช่วยให้ “ภาครัฐ” ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านนโยบาย การพยากรณ์ และการเตือนภัยด้าน “การเกษตร” อีกทั้งทุกภาคส่วนยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล ซึ่งก่อให้เกิดการต่อยอด “ธุรกิจ” และ “บริการ” ใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP)

สู่บริการ “ข้อมูล” ข่าวสาร “ทุกภาคส่วน”...ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมี “ประ-สิทธิภาพ” และ “ครบวงจร”

“เกษตรไทย” วันนี้นอกจากพุ่งเป้า “ลดต้นทุน เพิ่มการแข่งขัน” ข้อมูลรอบด้านหลายมิติที่จะนำมาคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจได้อย่างครบวงจรก็มีความสำคัญ

ยกตัวอย่างแค่เรื่อง “ข้าว” กับประเทศไทย...วิถีชีวิตคนไทย ก็มีหลายมิติที่ต้องมองให้ลึกซึ้งรอบด้าน มิติเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำรายได้ ส่งออก แต่ในอีกหลายมุมยังมีมิติของความเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม

ดั้งเดิมในอดีต...ใช้สภาพดิน ฟ้า อากาศ...สภาพดิน สภาพฝน สภาพน้ำ ดูความต้องการที่เหมาะสมของข้าวที่จะปลูก ถ้าปลูกได้ ทำได้ก็เรียกว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสม แหล่งผลิตพร้อม โรงสีรับซื้อก็พร้อม...แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมองมิติทางสังคมประกอบเข้าไปด้วย เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย สร้างความมั่นคงยั่งยืน

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทิ้งท้ายว่า บิ๊กดาต้าด้านเกษตร ข้อมูลภาคการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่...ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรกรไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมาก

ข้อมูลการผลิตตลอด...“ห่วงโซ่อุปทาน” คือตัวช่วยสำคัญให้...“เกษตรกรไทย 4.0” ลืมตาอ้าปากได้...ปลดล็อกวังวนเป็นหนี้เป็นสินชีวิตมีแต่กู้กับกู้ ไม่ใช่...หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ยิ่งทำยิ่งจน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1วงการเกษตรดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0บิ๊กดาต้าอู่ข้าวอู่น้ำเกษตรกรรมอลงกรณ์ พลบุตรเกษตร

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้