เงื่อนไขของผู้ต้องการ “บริจาคอวัยวะ” มีค่อนข้างมาก ทำให้ตัวเลขน้อยลงเข้าขั้น “ขาดแคลนทั้งหมด” ส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบริจาค เพราะมีความเชื่อว่า...บริจาคอวัยวะไปแล้ว อาจทำให้เกิดชาติหน้ามีอวัยวะไม่ครบ มีร่างกายพิการ...

ทำให้ไม่ยอมบริจาคอวัยวะ เพราะด้วยเหตุความเชื่อนี้ “ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย” เคยได้นมัสการ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) มาแสดงหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา รวมถึงข้อห้ามต่างๆเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ ลงในหนังสือพระพุทธศาสนากับการบริจาคอวัยวะ...

มีประเด็นที่ต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการบริจาคอวัยวะ อันควรค่าแก่การนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูลถูกต้อง ทำให้การบริจาคอวัยวะมากขึ้น สามารถนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยอวัยวะสำคัญเสื่อมสภาพ ในการช่วยเหลือชีวิตใหม่ ทำให้อวัยวะนั้นก็ยังอยู่ได้ต่อในการช่วยชีวิตคนอื่นได้ด้วย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าว่า การบริจาคอวัยวะในทางพระพุทธศาสนา ไม่มีข้อห้าม มีแต่สนับสนุน เพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ที่ต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และมีความสุข “การบริจาค” จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “ทศพิธราชธรรม” ก็ดี การบำเพ็ญ “บารมี” ของพระพุทธเจ้า เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก...

...

การบริจาคนี้เป็นการให้ เรียกว่า “ทาน” คือ การให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเรียกว่า “ทานบารมี” นั้น การบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นก็เป็นความดีที่จำเป็นต้องทำเลยทีเดียว เพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจในการเสียสละเพื่อความดี

ทว่า...ทานที่เป็น “บารมี” แบ่งเป็น 3 ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่น คือ ทานบารมี...ระดับสามัญ คือ การบริจาคทรัพย์สินเงินทองของนอกกาย ถึงจะมากมายแค่ไหนก็อยู่ในระดับนี้ ทานอุปบารมี...คือ ทานบารมีระดับรอง หรือจวนสูงสุด ได้แก่ความเสียสละทำความดีถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้

ทานปรมัตถบารมี...คือ ทานบารมีขั้นสูงสุด ได้แก่ การบริจาคชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือเพื่อรักษาธรรม...

ในเรื่องการบริจาคอวัยวะนั้น...เป็นคุณธรรมสำคัญและเป็นบุญมาก ตามหลักพระพุทธศาสนา นอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้ว ยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก 5 ประการ คือ...

บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิตและบริจาคบุตรภรรยา

ทว่า...บริจาคบุตรและภรรยานั้น คนสมัยใหม่อาจจะมองในทางที่ไม่ค่อยดี แต่ต้องเข้าใจว่าการบริจาคบุตรภรรยานี้...ไม่ใช่ไปมองในแง่ทอดทิ้งบุตรภรรยา แต่มองในแง่ที่สามารถสละความหวงแหนยึดถือทางจิตใจ อย่างคนทั่วไปที่เมื่อมีความยึดถือผูกพันด้วยความรัก ก็มักจะมีความเอนเอียงเป็นอย่างน้อย

ผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ คือ พระโพธิสัตว์นั้น จิตใจต้องตรงต่อธรรม สามารถรักษาความถูกต้องโดยไม่เห็นแก่อะไรทั้งสิ้น จึงต้องสละความยึดถือแม้แต่ลูกเมียได้ แต่การจะสละบุตรภรรยา คือ ยอมให้เขาไปกับใครนั้น มีข้อแม้ว่าต้องให้เขายินดี พอใจหรือเต็มใจด้วย ถ้าเขาไม่พอใจก็ไม่บริจาค ท่านมีเงื่อนไขไว้แล้ว

ย้อนกลับมา...เรื่องการบริจาคอวัยวะ เป็นอันว่า “พระโพธิสัตว์” จะเป็นพระพุทธเจ้าได้จำเป็นต้องบำเพ็ญมหาบริจาค ซึ่งมีการบริจาคอวัยวะ บริจาคนัยน์ตา บริจาคชีวิตรวมอยู่ด้วย

ฉะนั้นเป็นการแน่นอนแล้วว่า...“ไม่มีการห้าม” นอกจากทำด้วยโมหะ และโดยไม่มีเหตุผล ส่วนการทำอย่างมีเหตุผล คือ...มีจิตเมตตากรุณา ต้องการเสียสละให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นนี้ ท่านสนับสนุน

ในแง่การได้บุญจากการบริจาคอวัยวะนี้ ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น หนึ่ง...“เป็นบุญหรือไม่” ซึ่งตอบได้เลยว่าเป็นบุญอยู่แล้ว ซึ่งจัดว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก ต้องมีความเสียสละจริงๆ เพราะเกิดจากเจตนาเสียสละ ให้ด้วยความกรุณาปรารถนาดีต่อผู้อื่นอันใหญ่หลวง

ส่วนที่ว่า “ใครจะเป็นผู้ได้บุญ?” ตอบง่ายๆว่า ใครเป็นผู้บริจาคคนนั้นก็ได้ เพราะอยู่ที่เจตนาผู้นั้น ในกรณีตายไป และญาติบริจาค ในทางธรรมถือว่า ถ้าบริจาคขณะที่ตัวยังเป็นอยู่ก็เป็นบุญชั้นสูง แม้คนได้รับอวัยวะไปแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ไม่ระบุชื่อผู้ที่เราอุทิศส่วนกุศลให้ เพียงแต่ตั้งใจว่าอุทิศให้แก่เจ้าของอวัยวะนี้ก็พอแล้ว

...

ประเด็นมีอยู่ว่า...ถ้าให้อวัยวะไปแล้วในชาตินี้ เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ “อันนี้ไม่จริง” มีแง่พิจารณา 2 อย่าง...ในแง่หลักฐานทางคัมภีร์ก็สนับสนุนชัดเจนว่าชาติหน้ามีแต่ผลดี เพราะเมื่อพระพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบริจาคนัยน์ตา ซึ่งเป็นดวงตา มองเห็นโดยรอบ ไม่ใช่ดวงตาเป็นวัตถุ แต่หมายถึงดวงตาทางปัญญาด้วย

ในแง่เหตุผล...ต้องมองว่าชีวิตเกิดมานี้จิตใจเป็นส่วนสำคัญในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ ถ้ามีเมตตาคิดดีปรารถนาดีต่อผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่อไปหน้าตาจะถูกปรุงแต่งให้แจ่มใสเบิกบาน หากคิดร้ายต่อผู้อื่น อยากทำร้ายรังแกอยู่เรื่อย หน้าตาก็บึ้งตึง เครียด นี่เป็นผลจากสภาพจิตที่เคยชินในชีวิตประจำวัน ที่มีในชาติปัจจุบันนี้เอง

ทีนี้ชีวิตที่จะเกิดต่อไป...ต้องอาศัยจิตที่มีความสามารถในการปรุงแต่ง ขอให้คิดง่ายๆว่า คนบริจาคอวัยวะให้คนอื่น ก็คือปรารถนาดีต่อคนอื่น อยากให้พ้นจากความทุกข์ ในตอนคิดก็เป็นจิตที่ดี คือ จิตใจยินดีเบิกบาน คิดถึงความสุข ความดีงาม ความเจริญ จิตก็จะสะสมพัฒนาในด้านนี้

เมื่อเราคิดถึงคนอื่นในทางที่ดีมีกรุณาธรรม บริจาคอวัยวะให้เขานั้น มีร่างกายอวัยวะสมบูรณ์ พ้นความบกพร่อง ให้หน้าตาผ่องใส มีชีวิตอยู่กับครอบครัว ความคิดอย่างนี้ยิ่งจิตเราก็พัฒนาความสามารถปรุงแต่งให้ดี

...

หากพอไปเกิดใหม่จิตก็จะปรุงแต่งโน้มเอียงความสามารถในทางที่ดี มีแต่ภาพของร่างกายและอวัยวะที่สวยงามสมบูรณ์ซึ่งได้สะสมไว้ มันก็จะปรุงแต่งชีวิตร่างกายรูปร่างหน้าตาให้ดี ให้งาม ให้สมบูรณ์ อันนี้ก็เป็นเหตุผลในเรื่องของกรรม คือหลักกรรมหรือกฎแห่งกรรมตามธรรมชาตินั่นเอง

ในเรื่องของกรรมนั้น เจตนา เป็นตัวการสำคัญในการปรุงแต่ง และจุดแรกเมื่อคนเกิด คือ เริ่มชีวิตขึ้น ก็เป็นธรรมดาว่าจะต้องปรุงแต่งชีวิตของตนนั่นเอง มันไม่ปรุงแต่งที่ไหนอื่น ก็ใช้ความสามารถนั้นปรุงแต่งชีวิตของตนเองนั่นแหละก่อนอื่น มันมีความโน้มเอียงและความสามารถอย่างไรก็ปรุงแต่งอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่า ไม่มีปัญหาในเรื่องการบริจาคอวัยวะ ไม่มีปัญหาขัดข้องทางพระพุทธศาสนาและเหตุผลตามกฎธรรมชาติ แต่มีเหตุผลในทางสนับสนุน

สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีเกิดก็ต้องมีดับ มีเริ่มต้นก็ต้องมีสิ้นสุด กำหนดไม่ได้ว่า ใครจะมีจุดสิ้นสุดเมื่อไร แต่เมื่อเกิดขึ้นต้องยอมรับความจริง อย่างน้อยก็ได้ผ่อนคลาย แม้ไม่หายเศร้าโศกโดยสิ้นเชิง

สรุปอีกที...คนที่กลัวว่าบริจาคอวัยวะแล้วเกิดใหม่จะขาดอวัยวะไปนั้น ก็เหมือนกับคนที่มีเสื้อผ้าแล้วหวงแหน กลัวว่าถ้าบริจาคเสื้อผ้าไปแล้ว...เกิดมาชาติหน้าจะไม่มีเสื้อผ้าใส่ ซึ่งเป็นความคิดความเชื่อที่เหลวไหล

เมื่อตายไปร่างกายอวัยวะทั้งหมดนี้ก็ทิ้งไป เลิกใช้แล้ว กลายเป็นอดีต ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป ไม่ต้องมัวอาลัยอาวรณ์อีก เกิดชาติหน้าต้องไปสร้างกันใหม่ เรื่องสำคัญต้องเตรียมความสามารถเอาไว้ เพื่อได้ปรุงแต่งสร้างเรือนร่างใหม่ให้สมบูรณ์สวยงามสดใส ทุนที่เราต้องเตรียมไปใช้ในการสร้างเรือนร่างชีวิตใหม่ที่ดีงาม ก็คือบุญกุศล

“บุญ” ก็คือคุณสมบัติที่ดีงามที่ได้ฝึกฝนสะสมพัฒนาสร้างขึ้นมาที่อาศัยบุญนี้แหละในการสร้างชีวิตร่างกายของเราต่อไป ที่พูดว่า “บุญบันดาล” นั้น

...

เมื่อตาย...ใจระลึกถึงการสละบริจาคนี้ จิตเป็นกุศล ก็ได้ไปเกิดในสุคติในภพภูมิอันสูง...