“พระองค์ท่านทรงงานมา 70 ปี มากกว่าอายุเราหลายคนนะครับ เราแบ่งเป็น 65 ฉาก เล่าเรื่องแต่ละเรื่องมาเลยว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มงานอย่างไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงยิ่งใหญ่ด้วยงาน รัชกาลอื่นๆ พระมหากษัตริย์ประเทศต่างๆ อาจยิ่งใหญ่ด้วยการรบ...
รบราฆ่าฟันไปยึดประเทศนั้นประเทศนี้แล้วก็เป็นมหาราช แต่ของเรายิ่งใหญ่ด้วยการปฏิบัติต่อประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่หาใครเปรียบยากในโลกนี้”
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวในงานเปิดตัวโครงการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังฯ ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก
ดร.สุเมธ ย้ำว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว พ่อของแผ่นดินได้จากเราไป ระหว่างที่ทรงครองราชย์อยู่ถึง 70 ปีนั้น...พวกเรารับรู้รับทราบว่าทรงปฏิบัติงานต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งหมด พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศไทย...2 เดือนทางเหนือ 2 เดือนภาคอีสาน 2 เดือนภาคใต้ 2 เดือนภาคกลาง
...แต่ละครั้งทรงตรากตรำพระวรกาย ไปรักษาดิน รักษาน้ำ รักษาป่า ซึ่งเป็นการรักษาปัจจัยแห่งชีวิตของพวกเราทั้งนั้น นอกเหนือจากการรักษาปัจจัยแห่งชีวิต ซึ่งเรียกกันรวมๆว่า... “แผ่นดิน” ก็ยังมีพระราชกรณียกิจเรื่องศาสนา การศึกษา การประกอบอาชีพทั้งหลายทั้งปวง ดังที่พวกเรารับทราบรับรู้กัน
วันนี้พระองค์ท่านไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว แต่คำสอนก็ดี สิ่งที่พระองค์ทำยังเป็นแนวที่เราจะนำมาใช้ในชีวิตของเราได้ ในวันนี้พวกท่านทั้งหลายมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ ถือว่าเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์
“วัดพระราม 9 เป็นวัดเดียวในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงสร้าง แต่ละรัชกาลจะสร้างวัดประจำรัชกาล ในรัชกาลที่ 9 สร้างไว้วัดเดียว สืบเนื่องจากผู้มีจิตศรัทธาได้ถวายที่และระบุวัตถุประสงค์ไป ว่าที่ดังกล่าวขอทำ 2 กิจกรรม คือ...ส่วนหนึ่งเป็นโรงเรียน อีกส่วนหนึ่งเป็นวัด”
...
มีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.สุเมธ มาดำเนินการสร้างโรงเรียนแล้วก็มอบให้ กทม.ไป แต่ก็ดูแลอยู่ในสายตาของเรานะครับ ส่วนนี้ก็สร้างวัด จำได้ว่าให้คนมาออกแบบพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ทุกสิ่งอย่างที่วัดจะต้องมี ตอนนั้นตั้งงบไว้ 130 ล้าน คิดว่า...มีเหตุมีผลแล้ว
บางวัดโบสถ์อย่างเดียวเป็นพันล้าน นี่ครบทุกอย่างนะครับ...จำได้ว่าไปเข้าเฝ้าที่สวนจิตรถวายแผนดังกล่าว พระองค์ท่านรับสั่งว่า การเสนองบประมาณนี้ต้องมีการตัดใช่ไหม ก็ทูลว่า...ใช่พระเจ้าค่ะ ก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาจะเห็นเหมาะเห็นควร วัดนี้ก็เป็นวัดของพระองค์แล้วแต่พระองค์
“พระองค์ก็คว้าดินสอขึ้นมา กล่าวว่า ฉันตัดตัวเดียว ตัดเลข 0 ออกไป จาก 130 ล้าน เหลือ 13 ล้าน...เราก็เต็มกลืนแล้ว...ตัดลง 1 ต่อ 10...แต่ในเมื่อมีพระราชประสงค์อย่างนั้น...พระองค์ตรัสว่า ฉันไม่ต้องการวัดใหญ่ ศูนย์รวมของจิตใจไม่ใช่ขึ้นอยู่กับขนาด”
พระพุทธเจ้าสอนผู้คนอยู่ใต้ต้นไม้ ฉันต้องการวัดเล็กๆ เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องเป็นภาระของสงฆ์
“วัดตั้งตรงนี้เหมาะสมแล้ว แถวนี้ไม่มีวัดให้คนกรุงทำบุญทำกุศล ตักบาตร หายาก...ตรงนี้เป็นศูนย์รวมของจิตใจ พระสงฆ์ไม่ต้องเยอะ ให้เน้นคุณภาพ ให้วัดเป็นศูนย์กลาง”
เมื่อเราได้รับอนุมัติงบประมาณ 10 กว่าล้าน เราก็ดำเนินการไป ไม่น่าเชื่อนะครับ โบสถ์ใช้งบ 3 ล้านเศษๆเท่านั้น...หลังจากสร้างแล้วสวยงามกะทัดรัด มีชื่อเรียกขานกันว่า “โบสถ์พอเพียง”...พอเพียงกับการใช้งาน พระองค์ตรัสว่า กิจกรรมสวดมนต์เช้า-เย็น สร้างเท่านี้ก็พอแล้ว ถ้ามีเทศกาลใหญ่ๆก็กางเต็นท์เพิ่มไป
“ไม่จำเป็นต้องให้พระต้องกังวลกับสิ่งที่ไม่ใช่ธุระของพระ กุฏิก็ไม่ใช่ 13 ล้านนะ...กว่านั้น แต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน บังเอิญเขาทำถนนพอดีจะทิ้งดินเราก็ขอเอาดินนั้นมาถมที่วัด ก็เป็นล้าน”
“พระพุทธรูป” นี่ต้องเล่าหน่อย พระพุทธรูปออกแบบแล้วหล่อแล้ว วันหนึ่งรับสั่งเรียกผมไปว่า พระพุทธรูปนี่มีคนมาฟ้องว่าสร้างผิดแบบ เราใจหายวาบเลย หล่อแล้ว ผมทูลถามว่า ผิดอย่างไรพระเจ้าข้า...ทรงตรัสว่า พระพุทธรูปที่มีน้ำตาตกอก ถ้าเอนไปข้างหลังนิดหนึ่งจะเห็นเป็นน้ำตาตกอก คนไทยเค้าถือ...
ไม่น่าเชื่อเลย พระองค์อยู่ ตปท. เรียน ตปท. แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ทรงรู้หมดเลย ทรงตรัสว่า ไปดูให้ดี...“พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ยืนตรงเกินไป ต้องค้อมนิดหนึ่ง”
ทั้งหลายทั้งปวงก็ปรับทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องหล่อใหม่ทั้งหมด จนผ่านพ้นเรียบร้อย
ถึงตรงนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึง นั่นก็คือ...ภารกิจหนึ่งที่ยังไม่เสร็จของวัดนี้ คือระเบียงด้านที่คู่ขนานไปกับโบสถ์ใช้เวลาเป็น 10 ปีแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ...ท่านเจ้าคุณมีความคิดว่าควรมีระเบียงภาพ เริ่มต้นจากคุณอาวุธ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร อะไรที่เกี่ยวข้องกับในวัง เป็นคนออกแบบทั้งนั้น...
“ออกแบบมาแต่ไม่ลงเอย ติดขัดอันนั้นอันนี้ จนเสด็จสิ้นไปแล้วก็ยังไม่เสร็จ”
ดร.สุเมธ บอกว่า วันนี้ก็เป็นฤกษ์งามยามดี...ภารกิจเสร็จแล้ว สมเด็จพระเทพฯ ซึ่งมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกมูลนิธิชัยพัฒนา ผมก็เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดนี้ ทรงรับทราบรูปแบบที่จะวาดนั้นเสร็จสิ้น สมเด็จพระเทพฯ รับสั่งว่า ภาพระเบียงโบสถ์ พระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทำอะไรไว้บ้าง เด็กรุ่นหลังจะได้รับรู้ว่า พระเจ้าอยู่หัวทำอะไร วันนี้เสร็จสิ้นแล้ว พร้อมจะลงมือแล้ว การวาดภาพเสมือนจริงจะได้ดูง่าย
...ถามว่า มูลนิธิชัยพัฒนาสร้างได้ไหม สร้างได้ เงินทองมีไหม มี...แต่คณะกรรมการฯ พระคุณเจ้าธรรมบัณฑิต และท่านเจ้าคุณราช ก็บอกว่าการนี้เป็นเรื่องศรัทธา เดาใจว่าประชาชนคนไทยคงอยากจะร่วม ทุกคนฝังใจอยากจะทำอะไรถวาย อะไรก็ได้ให้มีโอกาสได้ถวาย คราวนี้ก็เหมือนกัน ...เราก็อยากจะบอกบุญ
...
“พระเจ้าอยู่หัวห้ามขอตังค์ ถ้าเขามีศรัทธาเขาก็จะมาของเขาเอง บางทีเค้าอาจให้ด้วยความเกรงใจก็ได้...เรียนท่านทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะเป็นองค์กร เป็นบริษัทห้างร้าน จะเป็นส่วนบุคคล ที่ต้องการจะมีส่วนในงานชิ้นนี้ บาทเดียวก็ได้ ข้าวสารเม็ดหนึ่งให้มดกินอาจจะได้บุญมากกว่าให้เป็นกระสอบ เชิญเลยนะครับ”
ภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยการนำเรื่องราวพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ตลอดการทรงงาน 70 ปี ถ่ายทอดด้วยภาพเขียนแนวศิลปะร่วมสมัยขนาดสูง 2.2 เมตร ยาว 50.23 เมตร จำนวน 65 ตอนที่ว่านี้
พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 บอกว่า ประชาชนสามารถร่วมถวายเป็นพระราชกุศล ผ่านช่องทางการร่วมทำบุญ 3 ช่องทาง ได้แก่ ตู้รับบริจาค โครงการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังฯ ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก, โอนเงินบริจาคทางบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชีวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เลขที่บัญชี 059-8-14733-7 และบริจาคผ่านระบบ E-Donation โดยสแกนคิวอาร์โค้ด
“วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง ก่อตั้งขึ้นด้วยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ยึดหลักการสร้างวัดด้วยความประหยัดและเรียบง่าย เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่จำเป็นต้องเป็นวัดใหญ่โต โดยเน้นให้สามารถเอื้อประโยชน์ต่อชุมชน”
วัดพระราม 9 จึงได้ถูกออกแบบเรียบง่าย ไม่หรูหรา อีกทั้งบริเวณพื้นที่โดยรอบยังปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งไม้ป่า พันธุ์ไม้หายากในลักษณะสวนป่าผสมผสาน เพื่อให้เกิดร่มเงา ความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องในวาระในวันที่พวกเราจะไม่ลืมเหตุการณ์วันนั้นตลอดชีวิต “13 ตุลาคม” คือความหมาย 2559 ผ่านมาแล้ว 3 ปี เหตุการณ์วันนั้นยังจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคน และจะให้ความทรงจำนั้นอยู่อย่างถาวรชั่วกาลนาน...
...
คือ...ทำกุศลในกิจกรรมภาพฝาผนังระเบียงวัด...“วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก”.