ข่าว
100 year

ย้ายด่วนชัยวัฒน์ ดีเอสไอร้องศาล ขอให้ถอนประกันระบุยุ่งเหยิงพยาน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์19 พ.ย. 2562 05:01 น.
SHARE

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนประกันตัว “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” วันที่ 25 พ.ย. หลังพนักงานสอบสวนดีเอสไอหอบหลักฐานไปชี้แจง ฐานยุ่งเหยิงและเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน ขณะที่ปลัด ทส. เซ็นย้ายด่วน ให้เจ้าตัวไปเป็น ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ปัตตานีแล้ว ด้าน “หัวหน้าชัยวัฒน์” โพสต์เฟซบุ๊กสอนลูกชาย ไม่ใช่หมาขี้เรื้อน เป็นข้าราชการต้องทำตามคำสั่ง เวลาย้ายอย่าให้ถูกจุดประทัดหรือสาปแช่งไล่หลัง

จากกรณีพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอถอนประกันนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) 1 ในผู้ต้องหาคดีการตายของนายบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านกลอยโป่งลึก อ.แก่นกระจาน จ.เพชรบุรี หลังให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแขนง ในลักษณะเข้าข่ายยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน และเป็นอุปสรรคต่อการ สอบสวนของเจ้าพนักงาน

ความคืบหน้าที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 พ.ย. ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวเฉพาะนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) 1 ในผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่านายบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ เมื่อปี 57 หลังนายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เข้าข่ายยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ระบุในคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวเฉพาะนายชัยวัฒน์ ใจความสรุปว่า ภายหลังนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 จากทั้งหมด 4 คน ได้รับการปล่อยชั่วคราว เดินทางไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายช่องทางทั้งทีวี ออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างวาระกัน พนักงานสอบสวนดีเอสไอเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้ารัฐระดับสูง มีความยากลำบากในการแสวงหาพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากพยานที่ส่วนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่ 1 และเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุ การให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 มีเนื้อหาบิดเบือนการสอบสวนและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เจตนาสร้างความสับสนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทำให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์และต้องการให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน อาจเข้าใจผิดไม่ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ การให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหาที่ 1 มิใช่การแสดงความคิดเห็น ติชม โดยสุจริต เนื่องจากคดีนี้ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ต่อหน้าทนายความ โดยให้โอกาสการแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงตามป.วิอาญา ม.134 วรรค 4 แต่ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกปฏิเสธให้การทุกคำถาม แต่กลับให้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญต่างๆต่อเสื่อมวลชน ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นข้าราชการทราบดีว่าพนักงานสอบสวน ไม่อาจชี้แจงตอบโต้หรือแสดงพยานหลักฐานในสำนวนต่อสื่อ-มวลชนได้ เพราะเป็นความลับในการสอบสวน

เห็นได้ว่าการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1 นอกจากไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และยังมิใช่เป็นการสู้คดีตามกฎหมายบัญญัติ แต่มีเจตนาพิเศษต้องการให้สังคมสับสนเข้าใจผิด กดดันการสอบสวน อีกทั้งการที่ผู้ต้องหาเข้าพื้นที่เกิดเหตุย่อมส่งผลทางจิตวิทยาให้บุคคลในพื้นที่หวั่นไหว ไม่กล้าให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน

การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและเป็นอุปสรรค เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนตามป.วิ.อาญา ม.108/1 (2) (5) ด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงขอให้ศาลวินิจฉัยการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 หรือกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-4 ดังนี้ คือ 1.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1 สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้หรือให้ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อันส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน 2.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนพบวัตถุพยานสำคัญและยังมีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมาก อาจทำให้พยานเกรงกลัวไม่กล้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแก่พนักงานสอบสวนและผู้ต้องหาที่ 1-4 อาจจะเข้าไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างรวบรวมเพิ่มเติม 3.ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์อื่น หรือกำไลอีเอ็ม ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ต้องหาที่ 1-4 เพื่อป้องกันกันการหลบหนีและผ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ อันจะเกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา ม. 108 วรรคท้าย หรือเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นควรพิจารณา

ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่าย ในเวลา 13.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ตรงกับวันที่ศาลนัดนายชัยวัฒน์และพวกรวม 4 คน มารายงานตัวหลังครบกำหนดฝากขังครั้งแรก 12 วัน

วันเดียวกัน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เซ็นคำสั่งย้ายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร จากตำแหน่ง ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ทส. ไปเป็น ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ปัตตานี สังกัดสำนักงานปลัด ทส.แล้ว โดยนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นผู้ทำหนังสือขอให้พิจารณาเสนอย้ายนายชัยวัฒน์ไปดำรงตำแหน่ง ผอ.ทสจ.ปัตตานี ที่ว่างลง เนื่องจาก ผอ.ทสจ.ปัตตานีคนเดิมย้ายไปเป็น ผอ.ทสจ.ยะลา

“การสั่งย้ายด่วนนายชัยวัฒน์เป็นการย้ายซี 9 ตามวาระปกติ ไม่เกี่ยวกับกรณีดีเอสไอทำหนังสือให้ศาลพิจารณาถอนประกันนายชัยวัฒน์ เรื่องนี้เป็นคำร้องขอมาจากกรมอุทยานฯ เพราะการย้ายซี 9 เป็นอำนาจของผม ไม่มีใครกดดันและไม่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี ผมพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายจตุพรกล่าว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การย้ายนายชัยวัฒน์ไปเป็น ผอ.ทสจ.ปัตตานี ครั้งนี้เป็นเพราะหน่วยงานต้นสังกัดค่อนข้างได้รับแรงกดดันจากสังคมมากและการย้ายนายชัยวัฒน์ไปเป็น ผอ.ทสจ.ปัตตานี ไม่ใช่ขั้นตอนโยกย้ายปกติ เนื่องจากปลัด ทส.มีคำสั่งย้าย ผอ.ทสจ.ทั่วประเทศเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 พ.ย. หากคิดจะย้ายนายชัยวัฒน์ จริงๆ นายชัยวัฒน์จะต้องมีโผรายชื่อถูกโยกย้ายในวันที่ 15 พ.ย. ไม่ใช่เพิ่งมีคำสั่งโยกย้ายในวันที่ 18 พ.ย.

ขณะที่บรรยากาศภายในสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักฯ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เมื่อสอบถามถึงคำสั่งย้ายด่วนไปดำรงตำแหน่ง ผอ.ทสจ.ปัตตานี เจ้าตัวกล่าวว่า เพิ่งทราบข่าว ยังไม่เห็นคำสั่งและไม่ขอให้ความเห็นแต่อย่างใด

ต่อมาในช่วงเย็นลูกชายนายชัยวัฒน์ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นข้อความไลน์ที่นายชัยวัฒน์ส่งมาหา สรุปใจความว่า เตี่ยอ่านจากข่าวเห็นมีคำสั่งย้ายไป ทสจ.ปัตตานี ตอนนี้เตี่ยยังไม่ทราบ เพราะยังไม่เห็นคำสั่ง ถ้าเป็นไปตามสื่อนั้น ไม่ใช่ปัญหา เพราะเตี่ยเป็นข้าราชการ รับราชการ ผู้บริหารสั่งอย่างไร ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสั่งการ เพราะเราไปปฏิบัติหน้าที่ ท่านไม่ได้ให้ไปทุจริตหรือไปเอาเปรียบประชาชน อย่าคิดว่าที่ไปนั้นมันจะแย่หรือเลวร้าย คนที่นั่นใจดี เราไปทำความดีเขาจะดีกับเรา ไม่ต้องห่วง ที่ไหนๆในแผ่นดิน ถ้าเรารู้หน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ที่สำคัญตอนที่เราอยู่ เราควรทำให้ดีที่สุด ถ้าเวลามีคำสั่งไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นนั้น ขออย่าให้ที่เดิมจุดประทัดไล่หรือสาปแช่งตามก็พอ เคยฟังนิทาน “หมาขี้เรื้อน” หรือไม่ หมาขี้เรื้อนมันไปไหน มันจะพูดหรือบอกว่าที่นั้นไม่ดีสกปรก ไม่สะอาดไม่ดี มีแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น เตี่ยไม่ใช่หมาขี้เรื้อนไปที่ไหนก็ได้ เพราะเตี่ยเป็นข้าราชการ

อีกด้าน ที่ศาลอาญามีนบุรี ศาลนัดอ่านคำ พิพากษา ในคดีเลขดำ อ.6246/2561 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้องนายสมัคร ดอนนาปี อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติฯ และนายวุฒิ บุญเลิศ หรืออาจารย์วุฒิ นักวิชาการอิสระที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทน หลังนายวุฒิโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้ตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าที่มีชื่อพี่ชายของนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ครอบครอง

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วม นำสืบแล้วยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้อง เมื่อ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามฟ้องและเมื่อพิจารณาเนื้อหาตามโพสต์แล้ว ผู้โพสต์มุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบการครอบครองไร่ชัยราชพฤกษ์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดีเอสไอถอนประกันชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคำสั่งย้ายปัตตานีข่าวหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้