ข่าว
100 year

ประชุมแบนสารพิษส่อพิรุธ โหวตเสรี ลับก็ได้เปิดเผยก็ได้

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ต.ค. 2562 05:27 น.
SHARE

รองปลัดก.อุตฯ ประธาน-แบะท่า บังคับใครไม่ได้! เลย "ปล่อยผี" กก. ทําได้ตามใจชอบ

22 ต.ค.นี้ ชี้ชะตา 3 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช “คลอร์ไพริฟอส-พาราควอต-ไกลโฟเซต” จะได้ไปต่ออยู่คู่เกษตรกรไทยหรือไม่ โดยรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั่งหัวโต๊ะประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาตามวาระ มีลุ้นให้โหวตแบบเปิดเผย แต่หากกรรมการคนใดไม่ต้องการเปิดเผย ก็สามารถโหวตลับได้ ขณะที่ ก.เกษตรฯ ไม่รอ เดินหน้าบังคับใช้ประกาศกระทรวงเกษตรฯ จำกัดการใช้ 3 สารเคมีเจ้าปัญหา โดยกำหนดให้ใช้ได้กับพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด แต่ต้องปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด จนกว่าคณะ กรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติเป็นอื่น ด้านทั้งกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านการใช้สาร 3 ชนิด ต่างประกาศจุดยืนพร้อมงัดเหตุผลมาให้สังคมร่วมพิจารณา

นับถอยหลังที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะพิจารณาตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซต หรือไม่ แต่เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับการเปิดเผยจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรฯต้องเดินหน้าดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดดังกล่าวตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.นี้ จนกว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอื่นใด ซึ่งไม่ทราบว่าในการประชุมวันที่ 22 ต.ค.นี้ จะมีวาระพิจารณาเรื่องสารเคมีดังกล่าวหรือไม่

หากมีต้องรอดูว่าจะมีมติให้จำกัดการใช้ต่อไปหรือยกเลิก อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ได้แจ้งมาที่ รมว.เกษตรฯ แต่จะแจ้งไปที่กรรมการโดยตรง ซึ่งผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯเป็นกรรมการ 5 คน จากทั้งหมด 29 คนได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมประมง และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

“ไม่ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติต้องทำตาม แต่ขณะนี้ยังคงต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ตามมติเดิม ไม่เช่นนั้นกระทรวงเกษตรฯจะผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรด้านต่างๆไว้แล้ว” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายเชิดชัย จิณะแสน กรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งประธาน ศพก.882 อำเภอทั่วประเทศว่า เกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้ใช้ต่อไปได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎการใช้และข้อห้ามอย่างเคร่งครัดตามประกาศ 5 ฉบับของกระทรวงเกษตรฯ ขณะเดียวกัน ก็มีความเห็นว่าหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด

อาจสร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดและไม้ผล รวมถึงอื่นๆ เกษตรกรเกรงว่าการช่วยเหลือของภาครัฐจะล่าช้าจนนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล จึงขอให้ทุกภาคส่วนโปรดพิจารณาข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้านและหันมาพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกษตรกรต้องขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพและยังสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมอีกด้วย

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับนั้น มีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด 6 มาตรการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องผ่านการอบรม และ/หรือผ่านการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย

โดยกรมวิชาการเกษตร รวมถึงมีการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และบทบาทหน้าที่ในฐานะที่แต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบการใช้ 3 สารภายในเขตท้องที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น กำหนดให้ใช้พาราควอตและไกลโฟเซต เฉพาะกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลเท่านั้น ส่วนคลอร์ไพริฟอสให้ใช้เฉพาะกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล รวมทั้งกำหนดพื้นที่ห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สาธารณะ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงาน ราชการ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท ที่ใช้สารกำจัดวัชพืชข้างทางรถไฟ และข้างถนน แต่ต้องมาขออนุญาตเพื่อใช้สารกำจัดวัชพืชตามพื้นที่และปริมาณที่กำหนดโดยตรงต่อกรมวิชาการเกษตร

ด้าน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 22 ต.ค.นี้ว่า ลุ้นระทึกนาทีต่อนาที เพราะทุกเรื่องที่ทำไปนั้น สุดมือแล้ว ขณะนี้รอดูคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะรับไม้ต่อหรือไม่ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขนั้น กรมต่างๆเดินหน้าแบน 3 สารตลอดทุกนาที เมื่อทำมาถึงขนาดนี้มีความหวัง 90% ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยกเลิก ซึ่งขอความกรุณาปรานีจากคณะกรรมการฯให้เห็นใจ คนเจ็บ คนป่วย อย่าให้คนไทยต้องมาเจ็บป่วยมากกว่านี้เลย และได้สั่งให้กรมวิชาการเกษตรนำบัญชีพืชสมุนไพรไทยมาผสมทำสูตรกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแมลงโรค

รวมทั้งสูตรทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพที่มีจำนวนมากให้เข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน เพื่อสามารถจำหน่ายได้ ที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพในไทยยังขึ้นทะเบียนยาก นอกจากนี้ สั่งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ระงับการอบรมเกษตรกรที่ใช้สารเคมีไว้ก่อน ให้รอมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีก 2 วัน ซึ่งหลังจากประชุม ครม.แล้ว อาจไปติดตามผลมติจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากคณะกรรมการฯยังพิจารณาวาระนี้ไม่เสร็จสิ้น

พร้อมกันนี้ น.ส.มนัญญายังกล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ระบุความพยายามยกเลิกครั้งนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิด เพราะมีผู้ผลิต/ค้าสาร นักการเมือง และเอ็นจีโอได้ผลประโยชน์จากการนำเข้าสารเคมีชนิดใหม่ว่า ไม่ใช่อาชีพของตน และไม่เคยมีผลประโยชน์ มาดูได้ทั้งปูมหน้าปูมหลัง ถ้ามีเรื่องผลประโยชน์ การยกเลิกสารเคมีก็เงียบไปนานแล้ว ส่วนการหาสารทดแทนเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร สำหรับสารเคมียังมีอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาดที่เกษตรกรเลือกใช้ได้ ต้นทุนไม่สูงอย่างที่พูดกัน อีกทั้งได้ปรับตัวมาทำเกษตรปลอดภัยกันก่อนหน้านี้แล้ว

วันเดียวกัน หลังประกาศกระทรวงเกษตรฯ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ต.ค. ก็มีความคิดเห็นจากทั้งกลุ่มต้านและกลุ่มสนับสนุนการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีการเกษตรอันตราย 3 ชนิด กล่าวว่า พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีพิษร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเกินกว่าที่จะยอมรับได้ โดยจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ประกาศจุดยืนให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยกเลิกการใช้ เพราะไม่เชื่อว่ามาตรการจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับ จะได้ผล จึงต้องการให้หมดจากประเทศไทยทันที

จากนั้นให้รัฐหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านต้นทุนที่จะสูงขึ้น ทั้งค่าแรงงานในการกำจัดวัชพืช การจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร และหานวัตกรรมที่เป็นสารชีวภัณฑ์ให้เกษตรกรใช้ทดแทน เพราะหากยังใช้สารเคมี อาจกระทบถึงการส่งออกจากการกีดกันทาง การค้า ส่วนที่มีการระบุว่า หากยกเลิกไกลโฟเซตสารกำจัดวัชพืช จะทำให้เกษตรกรใช้สารกลูโฟซิเนตแทนนั้น ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นข้อเสนอของเครือข่ายฯ ตามที่มีกระแสกล่าวหาว่าเครือข่ายต้านการใช้ 3 สารเคมี เพื่อสนับสนุนการใช้สารเคมีชนิดใหม่แต่อย่างใด

ขณะที่นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า จะร่วมกับผู้แทนสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล แถลงจุดยืนเพื่อให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน ที่สำคัญเห็นว่าการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ ทั้งต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง

โดยงานวิจัยของ รศ.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ระบุว่า แปลงมันสำปะหลัง หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ภายใน 2 เดือน ผลผลิตจะเสียหายถึงร้อยละ 80 และมองว่าการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ไม่ใช่ทางออก เพราะเกษตรกรบางส่วนก็จะแอบซื้อแอบใช้ ตลอดจนหาสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ แต่มาตรการจำกัดการใช้ที่สอนให้เกษตรกรรู้วิธีป้องกัน ขณะฉีดพ่น ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวผลผลิตหลังฉีดพ่นสารเคมีตามข้อกำหนดจะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย

สำหรับด้านคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ จะทราบรายชื่อคณะ กรรมการที่มาจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวม 29 คน ที่จะมาประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีการบรรจุเพื่อพิจารณาการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดในภาคเกษตรกรรม เป็นวาระสำคัญในการประชุม โดยมีนายภาณุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มีแนวโน้มที่นายภาณุวัฒน์ จะเสนอให้มีการโหวตลงคะแนนในวาระดังกล่าวแบบเปิดเผยของคณะกรรมการทั้ง 29 คน

แต่หากกรรมการคนใดไม่ต้องการให้มีการโหวตแบบเปิดเผยก็สามารถขอลงคะแนนแบบโหวตลับได้ เพราะนายภาณุวัฒน์ แม้จะเป็นประธานการประชุมก็ไม่สามารถบังคับให้กรรมการทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อเสนอให้มีการโหวตแบบเปิดเผยได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารเคมีคลอร์ไพริฟอสพาราควอตไกลโฟเซตเกษตรกรไทยข่าวหน้า1แบนสารพิษเกษตร

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้