ข่าว
100 year

ฝุ่นละอองจิ๋วภัยเงียบ ตัวกระตุ้นโรคเลวร้าย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 ต.ค. 2562 05:06 น.
SHARE

เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ “คนเมืองกรุง” จากความหนาแน่น “อนุภาคฝุ่นละอองจิ๋ว” หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน กำลังปกคลุมเต็มท้องฟ้า ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้ประชาชนต้องเผชิญ “หมอกควันพิษ” มีแหล่งกำเนิดเผาไหม้ ที่โล่ง ไอเสียดีเซล

ซึ่งมักมาในช่วงฤดูหนาวของทุกปี บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมเป็นระลอก ทำให้มีอุณหภูมิลดลง และอากาศทั่วไปเย็นถึงหนาว และหนาวจัดบางพื้นที่

แต่ด้วยบางช่วงความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมกลับมีกำลังอ่อนลง ทำให้ลมสงบตามไปด้วย ประกอบกับมีการผกผันกลับของอุณหภูมิในระดับล่าง

ส่งผลให้ระดับเพดานการลอยตัวและการกระจายตัวของฝุ่นละอองอยู่ในระดับต่ำ

ทำให้การไหลเวียน ถ่ายเทของอากาศไม่ดี และเกิดการสะสมพีเอ็ม 2.5 ในบรรยากาศมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น

ทว่า...ความแตกต่างของ “หมอก” และ “หมอกควันฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5” สามารถสังเกตได้ว่า...หมอก...เป็นละอองไอน้ำขนาดใหญ่ มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ในระยะใกล้รอบตัวระดับพื้นดิน แต่ฝุ่นละเอียดพีเอ็ม 2.5 ที่มีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า...

แต่สามารถเห็นหมอกควันของขอบฟ้าสลัวในระยะไกลๆ เพราะฝุ่นละเอียดกระเจิงแสงส่องผ่านได้น้อยลง ทำให้เกิดสภาพฟ้าสลัวที่มีอานุภาพ “เป็นพิษสูง”...กระทบต่อสุขภาพผู้สูดดมควันพิษนี้เข้าในร่างกาย...

พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผอ.สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค ชี้ให้เห็นว่า ปีนี้หมอกควันพีเอ็ม 2.5 มาเร็วกว่าทุกครั้ง สาเหตุมีแหล่งกำเนิดหลากหลายปัจจัยที่เกิดจากการเผา เช่น การเผาไหม้ของนํ้ามันดีเซล การเผาเศษวัชพืช ขยะ และการเผาป่าในพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือ ตามแนวชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน...

ทำให้เกิดเป็นฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐาน

ประชาชนต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสวมใส่หน้ากากป้องกัน เพื่อไม่ให้สูดดมฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เข้ามาสู่ร่างกาย เพราะมีอนุภาคเกิดการระคายเคือง เริ่มตั้งแต่เข้า “โพรงจมูก” ก็มีผลต่อร่างกาย สามารถก่อให้เกิดโรคต่างๆ มีทั้งแบบเฉียบพลันและสะสม ที่มักเกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ ไอ เจ็บคอ

โดยเฉพาะ “โรคหอบหืด” ที่เป็นโรคอักเสบเรื้อรังเยื่อบุหลอดลม เพราะฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 เข้าเกาะหลอดลม ทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมเกิดการหดเกร็ง และผนังหลอดลมบวมหนาขึ้น จนมีเสมหะมากขึ้น และหลอดลมตีบแคบลง ผู้ป่วยหายใจลำบาก ในบางรายมีอาการรุนแรงมาก อาจอันตรายถึงชีวิต

หากไม่เสียชีวิต...แต่ผู้ป่วยขาดอากาศบริสุทธิ์ ทำให้สมองขาดออกซิเจน กลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตก็ได้ ซึ่งในช่วงฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 หนาแน่น มีผู้ป่วยที่เข้ามารักษาอาการโรคหอบหืดตามโรงพยาบาลต่างๆ มากมายเท่าตัว

ที่ผ่านมา...ไม่มีกระบวนการพิสูจน์ต้นเหตุของการป่วยที่เกิดจากการรับมลพิษทางอากาศพีเอ็ม 2.5 นำมาสู่การเสียชีวิต...ส่วนใหญ่แพทย์ลงความเห็นสาเหตุ “การเสียชีวิต” เกิดจากอะไรเท่านั้น ทำให้ไม่มีตัวเลขเชิงสถิติแน่ชัด แต่วงการแพทย์เชื่อว่า...การเสียชีวิตเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหลายโรค มีต้นเหตุเกิดจากพีเอ็ม 2.5

“แต่ผู้ใหญ่ที่กำหนดนโยบาย และหน่วยงานเกี่ยวกับการควบคุมเรื่องนี้ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน คือ “ไม่มีการเสียชีวิตแบบทันทีทันใด” เหมือน “ไข้เลือดออก” ทำให้ไม่มีมาตรการควบคุมเข้มงวด ทั้งที่ความจริงแล้วฝุ่นละอองนี้มีความรุนแรงอันตรายกว่าไข้เลือดออกด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นภัยเงียบที่สุดในยุคนี้...” พญ.ผลิน ว่า

อีกทั้งเมื่อพีเอ็ม 2.5 ผ่านหลอดลม...ยังสามารถทะลุลึกเข้า “ปอด” มีผลต่อผู้ที่มีเนื้อเยื่อหุ้มปอดไม่ดีอยู่แล้ว อาจเกิดจากการสูบบุหรี่ หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น “วัณโรค” ทำให้อาการกำเริบรุนแรง เพราะ “เม็ดเลือดขาว” ไม่ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่คอยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค ในการต่อสู้กับอาการติดเชื้อโรคต่างๆ

กลับหันมารุมล้อมสิ่งแปลกปลอม ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ตอบสนองกำจัดให้ออกจากร่างกาย

หนำซ้ำ...ยังกระตุ้นคนมี “เชื้อวัณโรค” ระยะแฝงไม่แสดงอาการอยู่ในสังคม 20 ล้านคน ทำให้แสดงอาการขึ้น กลายเป็นผู้ป่วยวัณโรค ในระยะการแพร่เชื้อ ผ่านละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็ก และกระจายในอากาศ เข้าไปสู่ถุงลมในปอดผู้ที่สูดดมทั่วไปขึ้น

ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรค 1.2 แสนราย เสียชีวิตปีละ 12,000 ราย ค้นพบนำเข้าระบบรักษา 85,000 ราย เพิ่มขึ้นในปี 2561 จากจำนวน 80,000 ราย สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากพีเอ็ม 2.5 รวมถึงกรมควบคุมโรค มีการค้นหาผู้ป่วยเข้มงวดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยแฝงอยู่ในสังคมแสดงตัว เข้าสู่การรักษาให้หาย...ไม่ให้แพร่เชื้อต่ออีก

“วัณโรคเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องลงทุน...ก่อนหน้านี้เสนอไม่ให้เก็บเงินคนไข้ ไม่เก็บค่าตรวจหาเชื้อ และรัฐบาล “โอเค” เรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ จะมียาฟรี ตรวจฟรี เพื่อง่ายต่อการควบคุม”

ย้อนกลับมา...ที่เรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 มีผลเฉพาะคนมีเชื้อวัณโรค เพราะทำลายภูมิต้านทานร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวอ่อนแอ ถ้าเปรียบเทียบ “เม็ดเลือดขาว” เสมือน “ทหาร” หากมีการอ่อนแอลง สามารถเกิดขึ้นได้ทุกโรค...ทุกเรื่อง แต่ไม่สามารถทำให้คนไม่มีเชื้อ...กลายเป็นคนมีเชื้อขึ้นได้

หากแต่เป็นตัวสร้างให้เกิดอาการระคายเคือง หรือการ “กระตุ้น” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “trigger” เพื่อให้โรคมีอยู่ในร่างกายเกิดการแสดงอาการขึ้น แต่ไม่ใช่ “ตัวก่อกำเนิดโรคได้” เช่น ผู้ป่วยบางคนมียีนก่อมะเร็งอยู่ในร่างกายเดิมโดยไม่รู้ตัว อาจจะมีน้อยก็ว่ากันไป หรือยีนนั้นกำลังนอนหลับสงบ ไม่แสดงอาการตลอดไปเลยก็ได้

แต่ตัว “พีเอ็ม 2.5” เข้าไปเป็นตัวกระตุ้นให้ “ยีน” หรือ “เชื้อ” ที่นอนหลับอยู่นั้น หรือผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย ทำให้เกิดการขยายตัวของอาการเร็ว และมีระดับความรุนแรงมากขึ้น

ตอนนี้เรื่องผลกระทบฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ใช้คำของภาษาไทย มีทั้ง “กระตุ้น” และ “เป็นตัวก่อมะเร็ง” แต่ตามที่สืบค้นต้นฉบับของต่างประเทศ ใช้คำว่า “trigger คือ สิ่งกระตุ้น”...

มีเรื่องขำๆ...มาเล่าให้ฟัง เคยมีหนังสือจากสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้ทุนศึกษาต่อระบุว่า “Senior Level” แต่กลับมีการแปลว่า “ระดับชำนาญการพิเศษ” ทำให้เกิดคำถามว่า...รัฐบาลญี่ปุ่นจะรู้ระบบในเรื่องระดับข้าราชการไทยได้อย่างไร?...ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างในการแปลภาษา และความหมายไม่ตรงกัน

ย้ำว่า...ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ไม่มีทางสะสมในร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เด็ดขาด หรือไม่สามารถก่อกำเนิดโรคขึ้นใหม่ได้...หากร่างกายแข็งแรง สามารถก่อให้ระคายเคืองผิว หรือหายใจไม่สะดวก...เพราะเมื่อพีเอ็ม 2.5 เข้าสู่ร่างกายต้องถูกขับออกมา

เช่นเดียวกับรับประทานอาหารก็มีขับออกมา แม้เข้ากระแสเลือดก็ขับวนเวียนอยู่ตลอด

ทำให้ไม่สามารถทำให้เกิดโรค แต่เป็นตัวกระตุ้นให้คนมีโรคอยู่แสดงอาการขึ้นทันที...ต้องยอมรับว่า...คนไทยมียีนเป็นโรคมะเร็งในร่างกาย มีโรคเกี่ยวกับเลือด และผู้มีเชื้อวัณโรคจำนวนมาก

เว้นแต่ว่า...เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงอ่อนแอไม่สมบูรณ์ อาจไม่สามารถขับเปลี่ยนหมุนเวียนสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายตามปกติ เช่น การกินของเค็มก็ต้องถูกขับออกมา แต่เมื่อป่วยโรคไตก็ไม่สามารถขับออกเองได้ ต้องใช้เครื่องฟอกไตช่วยล้างไตแทน

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่า...พีเอ็ม 2.5 จะไม่เลวร้าย หากเป็นไปได้ มีอากาศบริสุทธิ์...ไม่มีฝุ่นละอองเลยจะดีกว่า...อย่างไรเสียก็กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และยังมีผลต่อสุขภาพเช่นเดิม

รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด ไม่ใช่ตรวจกันแบบผ่านๆ ไม่จริงจัง ทำให้ประชาชนต้องช่วยตัวเอง ต้องหาพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หากไม่มีก็ต้องใส่หน้ากาก หรือไม่ออกจากบ้าน

“เสียงนี้”...คงสะท้อนถึง “รัฐบาล” ไม่มากก็น้อย...เร่งนโยบายควบคุมมลพิษพีเอ็ม 2.5 จริงจัง เพราะนี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ค่อยๆทำลายสุขภาพคน...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่นจิ๋วฝุ่น PM2.5PM2.5หมอกควันพิษวัณโรคสกู๊ปหน้า1กรมควบคุมโรคสุขภาพ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้