ไลฟ์สไตล์
100 year

ภัยเงียบใกล้ตัว "โรคลิ้นหัวใจตีบ" แนะอาการเสี่ยง หากพบไม่ควรมองข้าม

ไทยรัฐออนไลน์
6 ต.ค. 2562 12:29 น.
SHARE

แพทย์เตือน "โรคลิ้นหัวใจตีบ" ภัยเงียบใกล้ตัว แนะสังเกตอาการ การหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เจ็บหรือแน่นหน้าอก เวียนหัวหรือหน้ามืดจะเป็นลมควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.62 นายแพทย์วศิน พุทธารี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์หัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านทางสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด (ใหญ่) ได้เปิดเผยว่า "โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ มักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยมักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65-75 ปีขึ้นไป เป็นผลจากการเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจเอออร์ติกเอง โดยที่ลิ้นจะหนาตัวขึ้น แข็งขึ้น และในที่สุดมีหินปูนมาเกาะ ทำให้บานลิ้นเปิดไม่ออก การรักษาที่เคยเป็นมาตรฐาน ได้แก่ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจนั้น มีข้อจำกัดในผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยสูงอายุมักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคเส้นเลือดตีบ ไตเสื่อม ตับทำงานไม่ปกติ หรือเคยผ่าตัดหัวใจมาก่อนแล้วทำให้มีพังผืดในช่องอก จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นจนในบางกรณีสูงมาก หากต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในกรณีนี้แพทย์จึงจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้จากการรักษา กับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ข่าวแนะนำ

สำหรับเทคนิคการเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบใหม่ที่เรียกว่า "การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านทางสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด" (Transcatheter Aortic Valve Replacement/Implantation เรียกย่อๆว่า TAVR หรือ TAVI) เป็นวิธีการที่แพทย์สามารถเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกได้โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่ หรือการดมยาสลบ โดยใช้วิธีการใส่สายสวนที่มีลิ้นหัวใจเทียมบรรจุอยู่ภายในสาย ผ่านเข้าทางหลอดเลือดที่บริเวณขาหนีบ ไหปลาร้า หรือในบางรายอาจต้องเจาะช่องเล็กๆ ที่ผนังทรวงอก มีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีภาวะต่างๆ ที่จะทำให้การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งการรักษาด้วยวิธีใหม่นี้ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากการผ่าตัดและการดมยาสลบ ทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว กลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เร็วขึ้นมาก โดยเฉลี่ยการรักษาแบบใหม่นี้จะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าอกที่อาจใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง อีกทั้งการพักฟื้นยังใช้เวลาเพียง 3-4 วัน ก็สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ในขณะที่การผ่าตัดต้องใช้เวลาในการพักฟื้นประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการคิดและพัฒนานวัตกรรมควบคู่กับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะโรคซับซ้อนให้ได้กลับมามีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุดคือเป็นการต่ออายุให้กับผู้ป่วยสูงอายุเหล่านี้ ได้กลับไปมีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับลูกหลานไปได้นานอีกหลายปี จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรง ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด

นายแพทย์วศิน กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบประกอบด้วย การหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เจ็บหรือแน่นหน้าอก เวียนหัวหรือหน้ามืดจะเป็นลม อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นขณะออกแรงทำกิจกรรมทางกาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นภาวะนี้แล้วจะต้องมีอาการให้เห็นชัดเจน ในระยะแรกที่ลิ้นหัวใจเริ่มตีบผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ เลย แม้ในผู้ป่วยบางรายที่ลิ้นหัวใจตีบมากแล้ว ก็อาจยังไม่มีอาการในช่วงแรกๆ มักถูกตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อไปตรวจสุขภาพหรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น และแพทย์ฟังหัวใจได้ยินเสียงลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ แต่ถ้าหากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์โดยเร็ว แพทย์จะทำการตรวจที่เรียกว่า echocardiogram (echo) ซึ่งเป็นการใช้คลื่นเสียงสะท้อนตรวจดูการทำงานของหัวใจ การตรวจดังกล่าวจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคของลิ้นหัวใจต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของลิ้นหัวใจและหลอดเลือด (computerized topographic scan หรือ CT scan) และการฉีดสีถ่ายภาพเอกซเรย์หลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography) ให้ได้ข้อมูลครบถ้วน โดยทีมแพทย์โรคลิ้นหัวใจ (Heart Valve Team) จะประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาวขึ้น

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โรคลิ้นหัวใจตีบโรคหัวใจโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบหัวใจรักษาโรคหัวใจข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 15:12 น.