ไลฟ์สไตล์
100 year

มือเปื้อนบาปสู่มือปั้นบุญ ขัดเกลาโทษคดีสูงสู่คนดี

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
1 ต.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

รอยยิ้ม...เปื้อนคราบน้ำตาแห่ง ความปลื้มใจ จากชายผู้มีมือเคยเปื้อนบาป ถูกคุมขังคดีอุกฉกรรจ์ ในเรือนจำกลางบางขวาง ออกมาสวมเสื้อสีส้ม หลังเสื้อนั้น มีข้อความ “กำลังใจ KAMLANGJAI” ของนักเรียนจบหลักสูตร โครงการ “จากมือที่เปื้อนบาป สู่มือที่ปั้นบุญ” รุ่นที่ 4 จำนวน 36 คน

นี่คือส่วนหนึ่งใน โครงการกำลังใจในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจให้ผู้ต้องขังระหว่างอยู่ในเรือนจำ โดยใช้หลักธรรมแนวทางต่างๆ มาพัฒนาจิตใจ สร้างความมั่นคงทางใจ ปรับการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข่าวแนะนำ

มีความเชื่อว่า...ผู้ต้องขังนักโทษประหารและโทษสูง ผ่านการอบรมด้วยการใช้ “พุทธศิลป์” การปั้นดินเป็นพระพุทธรูป คือ เครื่องมือวิเศษ สร้างความเลื่อมใสในการเยียวยากล่อมเกลาจิตใจ และเปลี่ยนนิสัยอารมณ์ร้อน ความโหดเหี้ยม ให้เกิดเป็นสมาธิ สงบเยือกเย็น ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระทางใจ และรู้คุณค่าของตัวเอง

หากแต่ผลงานการปั้นพระพุทธรูปของผู้ต้องโทษบางขวาง ไม่ได้จำกัดเฉพาะโลกในเรือนจำเท่านั้น ยังต่อยอดบุญกุศลกว้างไกลยังโลกภายนอก ที่ถูกส่งไปประดิษฐานตามวัด และโรงพยาบาล ชุมชนทั่วประเทศ...

รวมถึงมอบถวายวัดในต่างประเทศ อาทิ เนปาล อินเดีย อีกมากมาย

ความศรัทธานี้กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงความเข้าใจ ในมิตรไมตรีจากผู้คนภายนอกกับผู้ต้องโทษในเรือนจำกลางบางขวาง...เกิดเป็น กองทุนปั้นดินให้เป็นบุญ เพื่อเป็นทุนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษ

โครงการปั้นดินเป็นบุญที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานนี้ โสภณ ยิ้มปรีชา ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง บอกว่า จุดมุ่งหมายต้องการให้ผู้ต้องขังมีความรู้สำนึกพัฒนากล่อมเกลาจิตใจให้เย็นลง เพื่อกลับสู่สังคมได้อย่างสันติสุข และไม่หันกระทำความผิดกลับมาอยู่ในเรือนจำกลางบางขวางซ้ำอีก

ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ พบว่า ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปแล้ว มีการกระทำความผิดอีก และกลับเข้ามาในเรือนจำซ้ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ คือ ในระยะปีแรก...มีเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในระยะปีที่สอง...เพิ่มขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และในปีที่สาม...มีสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นได้แน่นอน

ในปี 2550...สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำริให้จัดตั้ง “โครงการกำลังใจ” เพื่อประทานความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย ส่งเสริมพัฒนากลุ่มผู้ขาดโอกาสในกระบวนการยุติธรรม อาทิ กลุ่มผู้ต้องขังสตรี กลุ่มเด็กติดผู้ต้องขัง กลุ่มเด็ก และเยาวชนที่กระทำผิด และกลุ่มผู้ขาดโอกาสอื่น

มีการรณรงค์ให้สังคมไทย เป็นสังคม พร้อมเป็นกำลังใจ และให้โอกาสแก่บุคคลก้าวพลาด แต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะเริ่มชีวิตใหม่ เป็นคนดีของสังคม...

ที่ได้ให้การสนับสนุนขยายความร่วมมือช่วยเหลือยังทัณฑสถาน และเรือนจำต่างๆ อาทิ โครงการแม่และเด็ก โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการกำลังใจเชิงลึก โครงการกำลังใจกับเด็กและเยาวชน

กระทั่งมาถึง “โครงการปั้นดินให้เป็นบุญ” ใช้พุทธศิลป์เข้ามากล่อมเกลาจิตใจ นำมาช่วยลดอุณหภูมิอารมณ์คั่งค้างจากภายนอก ทั้งความแค้น ความโกรธ หรือความฉุนเฉียว เข้ามาปรับด้วยการใช้วิธีรูปแบบการปั้นพระพุทธรูปปางต่างๆตามที่นักเรียนสนใจออกแบบ

เริ่มเรียนรู้เรื่องทฤษฎีว่าด้วยพุทธลักษณะและความเป็นมาของพระพุทธรูป ก่อนมาสู่การร่างภาพพระพุทธรูป...ค่อยๆมาฝึกมือนวดดิน เพื่อปั้นเป็นพระพักตร์รูปนูนต่ำ ถือว่าเป็นการปูพื้นฐานเรื่องการปั้นพระพุทธรูปองค์เล็ก และครูสอนทำแม่พิมพ์ เพื่อหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์สีขาว

เมื่อกะเทาะแม่พิมพ์ออกแล้ว...ก็ถึงขั้นตอนของการตกแต่งขัดเกลางานให้สมบูรณ์ และมาสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ การปั้นพระพุทธรูปลอยตัวองค์ใหญ่ขนาดหน้าตัก 18 นิ้ว ที่แบ่งกันออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน เริ่มโครงขึ้นรูป การสร้างสัดส่วนขององค์พระที่ถูกต้อง

โครงการนี้ใช้ระยะเวลา 9 เดือน มีนักเรียนผ่านเข้ามาอบรม 40 คน แต่ไม่จบหลักสูตรครบทุกคน เพราะเป็นเรื่องศิลป์ด้านจิตใจ คนเรียนต้องตั้งใจ มีสมาธิ มีความสุขกับการปั้น จึงจะทำให้พระพุทธรูปออกมาสวยสง่างาม และเป็นที่เลื่อมใส น่ากราบไหว้...

สิ่งน่าสังเกต...พระพุทธรูปปางต่างๆถูกปั้นออกมาแตกต่างกันออกไปตามที่นักเรียนถอดรูปแบบออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ทำให้มีพระพุทธรูปบางองค์มีลักษณะคล้ายบุคคลใกล้ชิดของคนปั้นที่กำลังคิดถึง หรือรักคนนั้นที่สุด เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องจินตนาการลงสู่พุทธศิลป์นี้ด้วย

“การปั้นพระพุทธรูปนี้ คือ รูปแบบการสะกดความคึกคะนอง บ้าบิ่น ให้มีอารมณ์เย็นลง มีสมาธิ เกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถสร้างผู้ต้องขังให้เป็นคนดีมีศีลธรรมกลับออกไปสู่สังคมให้มีความปลอดภัยได้” โสภณ ว่า

เคยมีนักเรียนโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ รุ่น 2 อยู่ในเรือนจำครึ่งชีวิต เมื่อพ้นโทษแล้วไม่กล้าเผชิญกับสังคม แม้แต่พ่อแม่ พี่น้อง ก็หายหมด จนคิดที่จะหันกลับมาค้ายาเสพติด แต่เขาหวนถึง...ในช่วงนั่งปั้นพระพุทธรูป 9 เดือน ค่อยๆตั้งสติแก้ปัญหาเป็นขั้นตอน เพื่อมอบให้กับพ่อแม่ และสัญญาไว้ว่า พ้นโทษขอปรับตัวเป็นคนดี

กลายเป็นแรงบันดาลใจ ยอมอับอายกัดฟันสู้ เริ่มต้นอาชีพใหม่ ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอ่อนออกเร่ขายตามตลาดนัด ที่ล้มลุกคลุกคลาน 3–4 เดือน จนประสบความสำเร็จรายได้วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ลูก ทำให้มีเงิน...มีทอง สามารถเลี้ยงครอบครัวใหม่ได้อย่างสบาย

ปัญหามีอยู่ว่า...ผู้ต้องขังหลายคนที่มาอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง กลับไม่มีความรู้ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ กลายเป็นถูกหลอกเข้าร่วมกระทำความผิด ทำให้เรือนจำกลางบางขวางมีการจำแนกประเภท...และได้นำความรู้เข้ามาสู่บุคคลไม่มีความรู้นี้ นับตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน หัดเขียน ก ข ค ในระดับประถม และระดับมัธยมศึกษา

กระทั่งถึงระดับปริญญาตรีที่มีผู้ต้องขังสนใจเรียนหนังสือทั้งหมดเกือบ 1,000 คน ในแต่ละปีมีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 30 คน และปริญญาโท 40 คน ซึ่งมีบางคนจบระดับปริญญาตรีมากถึง 6-7 ใบด้วยซ้ำ ในการเตรียมตัวออกไปประกอบอาชีพสุจริตที่ต้องให้สังคมยอมรับให้โอกาสผู้ต้องขังนี้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน

ให้รู้ไว้ว่าสาเหตุ...ผู้ต้องขังหวนกลับมากระทำความผิดอีกครั้ง ส่วนใหญ่สังคมไม่ค่อยยอมรับ และถูกมองว่า... “โจร” ก็คือ “โจร” ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ และครอบครัวกลับไม่ต้อนรับอีก ถ้าสังคมคิดแบบนี้ ถือว่ามีความคิดจิตใจคับแคบมาก เมื่อคนไม่มีทางออก ก็ต้องหันกลับมากระทำผิดซ้ำอีกจนได้

ตรงกันข้าม...ถ้าสังคมให้อภัย เปิดใจกว้างยอมรับ ก็คงไม่มีใครอยากเข้ามาอยู่ในเรือนจำแน่นอน เพราะกรมราชทัณฑ์พยายามให้นักโทษได้ความรู้พื้นฐานจากโครงการฝึกอาชีพ โครงการด้านการศึกษา และโครงการด้านธรรมะ เพื่อให้มีอาชีพติดตัว มีวุฒิการศึกษา และฝึกจิตใจให้สงบ ในการเปลี่ยนนิสัยพฤติกรรมใหม่

ยกตัวอย่าง นัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เคยให้ “แนวคิดทฤษฎีบัวในน้ำกับผู้ต้องขัง” ที่มีตั้งแต่อยู่ในโคลนตม จนถึงพ้นน้ำ คือ ผู้ต้องขังประเภทบัวพ้นน้ำ กระทำผิดพลั้งพลาด ไม่กระทำผิดซ้ำซาก ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม ไม่ต้องให้ความรู้มาก แต่ต้องดูแลให้อยู่ในกรอบกฎระเบียบ

ผู้ต้องขังประเภทบัวอยู่ในน้ำ ต้องมีการพัฒนาด้านอาชีพ ความรู้ แต่ผู้ต้องขังประเภทบัวในโคลนตม ที่เป็นพวกยากต่อการแก้ไข จะหวังแก้ไขในคุกเพียง 2-3 ปี เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้กระทำผิดแต่ละประเภท และแยกปฏิบัติให้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละประเภท

หน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ เป็นเสมือน...ด่านสุดท้ายในการแก้ไขผู้ต้องขังที่กระทำความผิดให้กลับคืนเป็นคนดีต่อสังคม หากสังคมยอมรับ คนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสเริ่มชีวิตใหม่ ไม่หวนกลับมาทำผิดอีก.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักโทษพุทธศิลป์กองทุนปั้นดินให้เป็นบุญโสภณ ยิ้มปรีชากรมราชทัณฑ์สกู๊ปหน้า1โครงการกำลังใจข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 13:57 น.