ข่าว
100 year

เบื้องหน้า...ระเบิดกรุง องค์กรลับอยู่เบื้องหลัง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์12 ก.ย. 2562 05:15 น.
SHARE

การไขชนวนเหตุ แนวทางจูงใจ “การก่อเหตุระเบิด และวางเพลิง” ตามสถานที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯยังคงเป็น “ปริศนา” ที่ฝ่ายความมั่นคงต่างเร่งฝีมือ... “สืบค้น ขุดคุ้ย” หาต้นตอปลายเหตุ เพื่อเป็นแนวทางสกัด ป้องกัน ติดตามผู้บงการมาลงโทษตามกฎหมาย

แต่ก็มีผลสรุปและความคืบหน้าคดี “เหตุการณ์...วางระเบิดป่วนกรุง” ออกมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุถึงความเชื่อมโยงขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำรับสารภาพของผู้ก่อเหตุ 2 คนที่ถูกควบคุมตัวได้ทันควัน จนกระทั่งนำมาสู่การออกหมายจับเพิ่มอีกหลายคน...

ทว่าชนวนเหตุแรงจูงใจ...ลอบวางระเบิด...ใจกลางเมืองหลวงนี้จะมีความเชื่อมโยงกับความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร และจุดประสงค์อะไรนั้น?...

การข่าวทาง “ทหาร” ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาช้านาน ให้ข้อมูลว่า ตามที่ระบุตัวบุคคลลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯมี นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี และ นายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ที่ถูกตำรวจจับกุมได้นั้น คือแนวร่วมอาร์เคเค ฝ่ายปฏิบัติการขบวนการบีอาร์เอ็นแน่นอน

และกลุ่มนี้มีระดับ “หัวกะทิ” ทั้งเรียนเก่ง ไม่มีพฤติกรรมด่างพร้อย...

ตามแผนที่ขบวนการบีอาร์เอ็นวางไว้มานานกว่า 20 ปีก่อน ที่นำมาบ่มเพาะทางความคิด แทรกซึมฝึกฝนทางการทหารตั้งแต่เด็ก และผ่านการ “สาบานตน” หรือ “ซุมเปาะ” ต่อหน้าคัมภีร์ฯ ในการห้ามเปิดเผยความลับของขบวนการ มีหน้าที่รับคำสั่งปฏิบัติการก่อความไม่สงบ

ประเด็นน่าสนใจนับจากนี้สิ่งที่ต้องติดตามต่อ...มีความเคลื่อนไหวคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ามาทำงานตามบริษัท รปภ.เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล ถูกส่งตัวไปทำงานประจำอยู่ตามสถานที่สำคัญ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สนามบิน สวนสาธารณะ

กลายเป็นเรื่องน่าห่วง...หากไม่ได้ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดว่า บุคคลเหล่านี้เรียนจบที่ไหน อย่างไร เพื่อค้นหา “เชื้อสายเครือข่าย” อาจแฝงมาในรูปแบบเจ้าหน้าที่ รปภ. เพราะสมาชิกอาร์เคเครุ่นใหม่มีการถูกคัดสรรเฉพาะเยาวชน คนดี มีความสามารถ ที่ไม่ใช่คนเกเร ติดยาเสพติด หรือมีประวัติทางอาชญากรรม

เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหา “ฝ่ายความมั่นคง” เพราะไม่สามารถตรวจสอบประวัติในระบบทะเบียนอาชญากรรมได้ แม้แต่ผู้ปกครองก็ไม่ทราบว่า ...ลูกชายตัวเองอยู่ในแนวร่วมก่อความไม่สงบ

ยกเว้นเคยมีการปฏิบัติการก่อเหตุแล้ว...

แต่ตามข้อมูลการข่าว...เหตุวางระเบิดในกรุงเทพฯยังไม่แน่ชัดว่า คนร้ายมีการเคลื่อนย้ายระเบิดข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซีย นำมาก่อเหตุจริงหรือไม่? เพราะคนก่อเหตุนี้เคยผ่านพิธี “ซุมเปาะ” ส่วนใหญ่ไม่มีใคร “กล้าปริปาก” และไม่มีข้อมูลจริง...ออกมาจากคนพวกนี้แน่นอน

แน่ๆ...มีการรับงานก่อเหตุจากแนวร่วมคนหนึ่ง เคยศึกษาในกรุงเทพฯ และเคยเป็นสมาชิกกลุ่มนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2553 เคยถูกทางการไทยจับกุม มีการต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรม แต่หลักฐานสาวไม่ถึงการสั่งการ ทำให้ต้องถูกปล่อยตัว และหลบหนีกบดานอยู่ในประเทศมาเลเซีย

ประเด็นนี้มองว่า...“รัฐบาลมาเลเซีย” ไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้แน่นอน ตามที่ถูกกล่าวอ้าง...ไม่พอใจการปลดแบล็กลิสต์บุคคลต้องสงสัยต้องการตัวนี้...ในเรื่องนี้เป็นเรื่องพวกเด็กคิดกัน และคิดออกมาแบบตื้นๆ...เพราะคงไม่มีใครทำกัน...ในการเคลื่อนย้ายระเบิดข้ามแดนมาก่อเหตุ หากมีจริงก็คงไม่หลุดรอดสายตาเจ้าหน้าที่รัฐได้...

ย้ำว่า...ข้อมูลนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างความสับสน มีผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ หากมองอีกมุม...กลุ่มที่ได้รับประโยชน์กับความขัดแย้งนี้คงหนีไม่พ้นขบวนการบีอาร์เอ็น เพราะมีเป้าหมายไม่ต้องการให้ ไทย-มาเลเซียจับมือกันอยู่แล้ว หากความสัมพันธ์ดีขึ้นเท่าไร ก็มีผลถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นเท่านั้น

อย่าลืมว่า...แกนนำขบวนการนี้ หลายคนหลบหนี อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย อาจต้องถูกกดดัน เดือดร้อน ตามมา...ข้อมูลนี้น่าจะเป็นการ “ปล่อยข่าว” ของกลุ่มองค์กรลับมากกว่า...

ย้อนกลับมา...ในปัญหาของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนมากมาย แม้เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทุกระดับ ยังไม่รู้ปัญหาแท้จริง เพราะมีตั้งแต่เรื่องการเมือง ขัดแย้งอิทธิพล ค้าของเถื่อน เมื่อเกิดเหตุมักเหมารวมเป็นเรื่องการก่อความไม่สงบ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด...หรือเกาไม่ถูกที่คัน

หนำซ้ำ...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังต่อสู้กับใคร เพราะบีอาร์เอ็นที่พูดถึงกันนั้น คือ “องค์กรลับ ลวง พราง” มีการปกปิดตัวตน ชื่อ ระดับการปกครองรวมถึงปกปิดสายการบังคับบัญชา มีการสั่งการตามลำดับชั้นสายปกครอง ในการปฏิบัติงานนั้น มีการ “ตัดตอน” ทุกระดับ ไม่ให้ล่วงรู้ข้อมูล หากสมาชิกบางรายถูกจับกุม...

ทำให้ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรือรู้ถึงชื่อ ในระดับบริหาร

ยกตัวอย่าง...มีพ่อค้าขายเบเกอรี เปิดร้านขายอยู่ในตัวเมือง จ.ยะลา ในภาพลักษณ์เบื้องหน้าใช้ชีวิตตามปกติ ขายขนมเบเกอรี มีลูกค้าเข้ามาซื้อมากมาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ด้วยซ้ำ ในวันอังคาร และพุธก็รับตำแหน่งครูสอนศาสนา หรือ “อุสตาซ” ในโรงเรียนเอกชน

แต่ภาพลักษณ์เบื้องหลัง คือ แนวร่วมระดับสั่งการ “ผบ.ร้อย” หรือ “ผู้บังคับการกองร้อย” ที่คอยสั่งให้อาร์เคเคทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับไม่มีใครระแคะระคาย กระทั่ง “ถูกซัดทอด” อยู่เบื้องหลังสั่งการก่อเหตุ เช่นเดียวกับ นายลูไอ แซแง ผู้ต้องหาวางระเบิดในกรุงเทพฯ ตรวจสอบพบว่า...ก็เป็นอุสตาซในโรงเรียนเอกชนเช่นกัน

ต้องยอมรับเงื่อนไขสำคัญส่วนหนึ่ง...ไม่สามารถนำตัวบุคคลที่เข้าข่ายต้องสงสัยมาสอบสวนได้ เพราะเกิดจากช่องโหว่ทางความคิด...มีกระบวนการเครือข่าย “เอ็นจีโอ” ในพื้นที่คอยเคลื่อนไหวต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ

ทำให้การปฏิบัติงานยากลำบากเพิ่มขึ้น ในการตรวจสอบตัวบุคคล

อีกทั้ง...อุปสรรคสำคัญก็คือ ความสามารถของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพราะเรื่องความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสำคัญระดับชาติ ต้องใช้คนมีความสามารถในการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะ มั่นใจว่า...ในหน่วยงานภาครัฐ มีบุคคลมีความสามารถอยู่มากมาย แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายบริหารอาจมองไม่เห็น

หรือไม่เปิดโอกาสให้ได้แสดงฝีมือมากกว่า...

ที่ผ่านมามักเล่นพรรคเล่นพวก ใช้บุคคลใกล้ตัวที่มีบุญคุณต่างตอบแทน ในหลักการ “เป็นตัวตั้ง” กลับไม่มองถึงความเหมาะสม ความสามารถบุคคล ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่จริงๆ

หลักการ “ดับไฟใต้” ต้องยึด “ความมั่นคงและความสงบ” จากนั้นค่อยสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม ในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ...และเชื่อว่าสถานการณ์ก็จะดีขึ้นตามลำดับ เพราะเมื่อได้คนตั้งใจทำงาน “ยึดความสุข ความสงบของประชาชน” แม้ไม่มีงบประมาณมากมาย เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ก็พร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่

อย่ามองว่า...มีเงิน มีงบประมาณ ค่อยทำงานกัน หากคิดเช่นนี้ ถือว่าคิดผิดอย่างมาก

แต่ก็ยอมรับว่า ในพื้นที่มีบางคน “สวมรอย” หวังผลประโยชน์กับเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ...ยังมีกลุ่มทำงานภาคสังคมที่มีรายได้ ผลประโยชน์กับสถานการณ์ความไม่สงบนี้เช่นกัน

ในเรื่อง “งบประมาณ” นี้ ถูกมองว่า ได้รับมากมายมหาศาลในการแก้ปัญหาความไม่สงบ แต่ก็ถูกใช้ในด้านความมั่นคงร้อยละ 50 ของงบทั้งหมด ส่วนที่เหลือร้อยละ 50 ใช้บริหารพัฒนาด้านต่างๆควบคู่กันไป

ที่มีเป้าหมายสำคัญ...คือ “การดับไฟใต้” ให้ไฟนั้นมอดสนิท ไม่โหมไม่ลุกลามไปพื้นที่อื่น...อย่างที่เคยมีบทเรียนเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนี้...

จนลามเข้ามาสู่ “ใจกลางเมืองหลวง” ในที่สุด

นี่คือครั้งแรก...“เหตุระเบิดในเมืองกรุง” ที่มีความชัดเจน...มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเชื่อมโยงถึงความไม่สงบ 3 จชต.ที่อาจไม่ใช่เกิดขึ้นได้เฉพาะในพื้นที่อีกต่อไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ระเบิดป่วนกรุงกรุงเทพมหานครองค์กรลับเบื้องหลัง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สกู๊ปหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้